คุณค่าของความยุติธรรมอยู่ที่ต้นทุนในการค้นหาความจริง

           
       

       ผมเป็นทนายขอแรงของศาลมาปีกว่า ๑ ปีที่ผ่านมาผมตกผลึกทางความคิดได้อย่างหนึ่งว่า “ความยุติธรรมมีคุณค่าตามต้นทุนในการค้นหาความจริง” ต้นทุนในการค้นหาความจริงของทนายความคือ ความรู้ ประสบการณ์ ระยะเวลาในการทำงาน ค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอด ๑ ปีที่ผ่านมาผมทำคดีขอแรงกว่า ๓๐ คดี มี ๓ คดีที่จำเลยให้การปฏิเสธสู้คดี นอกนั้นรับสารภาพหมด หรือผมเป็นฝ่ายผู้เสียหาย มีสืบส่วนแพ่งบ้าง

         คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพผมจะได้เงินรางวัลขอแรง ๑,๐๐๐- ๖,๐๐๐ บาท ผมไปศาล ๒-๔ นัด ส่วนคดีที่จำเลยปฎิเสธผมเพิ่งทำเสร็จไปคดีเดียว และเป็นคดีที่สู้เต็มรูปแบบครั้งแรกของผม คดีนี้ใช้เวลา ๑ ปี ๓ เดือน ศาลให้เงินรางวัลขอแรง ๘,๐๐๐ บาท คดีนี้ผมใช้เวลาทำงาน ๓๓ วัน คือ ๘ วันที่ไปศาลตามนัด ตั้งแต่คุ้มครองสิทธิ์จนถึงวันฟังคำพิพากษา , ๗ วันที่ต้องเขียนคำคู่ความไปส่งศาล ทั้งคำให้การ ขอออกหมายเรียกพยาน บัญชีระบุพยานเพิ่มเติม , ๒ วัน ไปหาพยานเอกสารที่สถานีตำรวจ และศาลอุทธรณ์ , ๒ วัน ไปตรวจและคัดถ่ายเอกสาร , ๑ วันตรวจสถานที่เกิดเหตุ , ๔ วันเพื่อไปขอคำปรึกษาจากทนายรุ่นพี่ , ๔ วัน ไปเยี่ยมพยานในเรือนจำ ๒ คน เพื่อขอให้มาเป็นพยาน , ๑ วันไปหาจำเลยเตรียมสืบพยาน , ๒ วันเพื่อศึกษาตำรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ๓๓ วันเป็นเวลาเฉลี่ยเพราะบางเรื่องอาจทำไปพร้อมกันได้ ดังนั้นคดีนี้ผมขอสรุปว่าผมทำงาน ๓๐ วัน เป็น ๓๐ วันของทนายมือใหม่ บางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องทำ แต่ผมทำ

         ดังนั้นถ้าผมเหมาค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าถ่ายเอกสาร ค่าข้าว วันละ ๑,๐๐๐ บาท ต้นทุนของคดีนี้จะเริ่มต้นที่ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งการที่ผมมาเป็นทนายขอแรงผมไม่ได้กังวลเรื่องเงินว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะสิ่งที่ผมต้องการคือประสบการณ์ และผมก็ทำงานเต็มทีไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่คำถามที่ผมมีต่อไปคือ ถ้าวันใดที่ผมไม่ต้องการประสบการณ์แล้ว เพราะผมมั่นใจว่าผมมีมากพอ ผมยังจะเป็นทนายขอแรงต่อไปหรือไม่? คำถามนี้ทำให้ผมลังเล

        ถ้าย้อนกลับไปก่อนที่จะได้เงินรางวัลขอแรง ๘,๐๐๐ บาท ผมถือว่าศาลเป็นผู้มีพระคุณ ผู้พิพากษาเป็นครูอาจารย์ของผม ต่อให้ผมมีประสบการณ์ หรือเชี่ยวชาญมากแล้วผมก็จะเป็นทนายขอแรงคู่กันไปกับการเป็นทนายอาชีพ แต่วันนี้ผมลังเลด้วยต้นทุนในการค้นหาความจริงที่สูงมากกว่าเงินรางวัลที่ได้อย่างมาก และด้วยงบประมาณที่จำกัดผมไม่คิดว่าศาลจะให้เงินรางวัลถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นถ้าผมต้องเป็นทนายขอแรงต่อไป ผมต้องเป็นทนายขอแรงประเภทไหน  ๑ เป็นทนายขอแรงประเภทที่กล่อมให้จำเลยรับสารภาพ ทำงานสองสามนัด ได้รับเงินรางวัล ๑,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท คุ้มมาก ๒ เป็นทนายขอแรงประเภทที่ต้องการพิสูจน์ความจริง แต่ผลักภาระในการพิสูจน์โดยให้จำเลยไปหาพยานหลักฐานมาสืบเอง เพื่อลดต้นทุนในการค้นหาความจริง ๓ เป็นทนายขอแรงประเภทที่ต้องการพิสูจน์ความจริง และรับภาระในการพิสูจน์เพราะเป็นหน้าที่แม้จะขาดทุน 

        ผมว่าคำถามของผมมันสำคัญมากต่อกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะความยุติธรรมกับความจน เมื่อต้นทุนในการพิสูจน์ความจริงมันสูงมาก ความยุติธรรมก็เริ่มห่างไกลกันระหว่างคนรวยกับคนจน จนอาจเลวร้ายถึงขั้นไม่มีความยุติธรรม จำเลยที่ยากจนไม่มีทางที่จะจ้างทนายให้พิสูจน์ความจริงได้อย่างเต็มที การหวังพึ่งทนายขอแรงก็จะเจอทนายที่กล่อมให้รับสารภาพเพื่อหวังจบคดีไวๆ หรือถ้าจะสู้คดีก็จะเจอทนายขอแรงที่ผลักภาระในการพิสูจน์ให้จำเลยไปหาพยานหลักฐานเอง จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมน้อยมากที่จำเลยจะเจอทนายขอแรงที่พร้อมจะพิสูจน์ความจริงให้จำเลยแม้จะขาดทุน 

         อย่างไรก็ตามผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในชั้นสืบสวน สอบสวน และการฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน แต่กระบวนการเหล่านี้ควรได้รับการพิสูจน์ตรวจสอบโดยปราศจากข้อสงสัย เพราะต่อให้จำเลยทำผิด จำเลยก็ควรได้สิทธิ์ในการพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่การปิดปากความจริงด้วยการรับสารภาพ เพราะหากจำเลยทำผิดแต่พยานหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ความจริงจนไร้ข้อสงสัยได้ จำเลยก็ควรพ้นผิด หลักนี้สำคัญมากเมื่อพิจารณาถ้าจำเลยคือผู้บริสุทธิ์ แต่ไม่ได้รับการพิสูจน์เพราะถูกกล่อม ถูกปิดปากให้รับสารภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า และไม่ยุติธรรม

         แต่เรื่องน่าเศร้า และไม่ยุติธรรมนี้ กระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันยังมีทางออกให้ผ่านหลักการสืบเสาะและพินิจที่จะเกิดขึ้นหลังจากจำเลยรับสารภาพ เพื่อหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย และข้อเท็จจริงแวดล้อมอื่นๆ โดยคนกลางที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีอย่างกรมคุมประพฤติ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการพิพากษาลงโทษต่อไป แต่หลักการนี้ก็ใช่ว่าผู้พิพากษาทุกท่านจะใช้ทุกกรณีที่จำเลยรับสารภาพ  

         ในทางเดียวกันการสืบเสาะและพินิจก็ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุของปัญหาก็ยังอยู่ที่ต้นทุนในการค้นหาความจริง ใครควรเป็นคนรับผิดชอบต่อต้นทุนนี้ ต้นทุนในการค้นหาความจริงที่สูงมากระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้าถึงความยุติธรรมของประเทศนี้จะแก้ไขกันอย่างไร คนรวยมีเงินจ้างทนายแพงๆ แต่คนจนมีสิทธิ์ขอได้แต่ทนายขอแรง ทำอย่างไรการเป็นทนายขอแรงจะจูงใจให้ทนายอาชีพอาสาเข้ามาทำงานนี้ กระทรวงยุติธรรม สภาทนายความควรจะมีมาตรการจูงใจอะไรให้ทนายขอแรงหรือไม่ อาจจะไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นสวัสดิการ เป็นรางวัล เกียรติคุณ หรือแรงจูงใจอื่นๆ ผมไม่อยากให้สนามทนายขอแรงเป็นแค่สนามซ้อมที่พอมีประสบการณ์แล้วก็จากไป หรือถ้าจะเป็นสนามซ้อมพอจะมีวิธีควบคุมหรือไม่ที่จะพิสูจน์ความจริงโดยปราศจากข้อสงสัย นอกจากการสืบเสาะและพินิจ หรือต้องบัญญัติให้ชัดเจนเลยว่าต่อให้จำเลยรับสารภาพก็ต้องมีการสืบเสาะและพินิจเสมอ และถ้าข้อเท็จจริงระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่ตรงกันต้องมีการพิสูจน์ความจริงจนหายสงสัย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่