|วิเคราะห์| นโยบาย: ตรวจสุขภาพประจำปี ฟรีทั้งค่าตรวจ-ค่าเดินทาง

|วิเคราะห์| นโยบาย: ตรวจสุขภาพประจำปี ฟรีทั้งค่าตรวจ-ค่าเดินทาง

ชี้แจง:  ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์ "เนื้อหา" และให้เข้าใจถึง "ความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น" ณ ปัจจุบันโดยอิงตามตัวเนื้อหาจากข้อความเท่านั้น ดังนั้นแล้วผู้อ่านสามารถผนวกบทวิเคราะห์ให้เข้ากับสถานการณ์จริงเพื่อสร้างภาพมุมกว้างในรูปแบบของตัวเอง...ทั้งนี้ทั้งนั้นหากทางผู้จัดทำเขียนผิดพลาดประการใด หรืออยากเสนอแนะจุดไหนก็สามารถทำได้ ทางเราจะรีบปรับปรุงแก้ไขทันทีเมื่อทราบ

ผู้เขียน: หากผู้อ่านต้องการเข้าใจในส่วนของการวิเคราะห์นโยบาย ท่านสามารถเลื่อนลงไปจนกว่าจะเจอ "รูปภาพ" ได้เลยครับเพราะผมเน้นการวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่เราอาจละเลยเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความตระหนักรู้และความสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างยาวและอาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ครับ
-----

[ พรรคก้าวไกลอธิบายปัญหา]

“ปัจจุบันนโยบายสาธารณสุขของไทย เน้นเรื่องด้านการรักษามากกว่าด้านการป้องกัน ถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้คนรักษาสุขภาพโฆษณาของ สสส. ก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีแรงจูงใจที่มากพอให้ประชาชนปรับพฤติกรรมสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านการบริโภค (เช่น กินอาหารรสจัด ดื่มสุรา สูบบุหรี่) ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ นำไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย”

>>> ข้อพินิจวิเคราะห์มีอยู่ 3 ส่วน (1/3)
“นโยบายสาธารณสุขของไทย เน้นเรื่องด้านการรักษามากกว่าด้านการป้องกัน”

> ข้อความนี้ถูกต้อง น่าเชื่อถือหรือไม่

ตามเว็บไซต์ของกรมสาธารณสุข ได้เขียนถึงนโยบายกรมสารธารณสุขของปี 64 65 ไว้ทั้งหมด 9 ข้อได้แก่

1. ระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง 
2. เศรษฐกิจสุขภาพ 
3. สมุนไพร กัญชา กัญชง 
4. สุขภาพดีวิถีใหม่
5. Covid-19
6. ระบบบริการก้าวหน้า
7. ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
8. ธรรมาภิบาล
9. องค์กรแห่งความสุข

จากทั้งเก้าข้อที่กล่าวมา โดยรวมแล้วมีจุดเด่นไปที่การปรับปรุงระบบการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ส่งเสริมมาตรการป้องกัน บูรณาการเทคโนโลยี รับรองการเข้าถึงบริการสุขภาพ เสริมความแข็งแกร่งในการรักษาระดับปฐมภูมิโดยยังมีธรรมาภิบาลเป็นตัวขับเคลี่ยน
ดังนั้นแล้วข้อมูลนี้ถูกต้องทุกประการ แม้จะมีมาตรการป้องกันแต่ก็ไม่ได้มากกว่าการรักษาที่เขียนไว้ในนโยบาย

> มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

ข้อดี

1. สามารถรักษาผู้คนได้เร็ว บรรเทาอาการได้ไว ฟื้นตัวได้ง่าย

2. เข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น ทั้งยังมีการสนับสนุนด้านทรัพยากรทางการแพทย์ อุปการณ์ และบุคลากรพร้อมกับการบริการสุขภาพสำหรับผู้เร่งด่วนที่ต้องรักษาทุกที

3. พัฒนาความสามารถเฉพาะทาง การให้ความสำคัญของนโยบายทำให้ส่งเสริมในแง่ดีกับผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อนหรือร้ายแรงเนื่องจากได้รับการสนับสนุน

ข้อเสีย

1. ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสูงขึ้นเพราะคนป่วยมากขึ้นเนื่องจากไม่ได้ดูแลตัวเองก่อนหน้านี้จนทำให้คนภายในโรงพยาบาลมากขึ้นเป็นพิเศษส่งผลให้ของขาดตลาด ราคาขยับตัวมากขึ้นตามค่าใช้จ่ายและผู้ผลิตบางรายที่หวังทำกำไรจากความแออัดนี้

2. ภาระในการดูสุขภาพ เมื่อจำนวนคนมากเกินไปก็ทำให้แต่ละคนนั้นต้องไปรักษาที่อื่นนอกเหนือจากโรงพยาบาลส่งผลให้แต่ละคนนั้นได้รับการรักษาที่ไม่มีคุณภาพมากพอแม้เข้าถึงด้านการบริการได้ง่ายแต่ก็ไม่ง่ายที่จะได้คุณภาพการรักษาที่ดี

3. ข้อจำกัดในการป้องกัน เมื่อนโยบายมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุมากเกินไปก็ทำให้การป้องกันคนไม่ให้กลายเป็นโรคต่าง ๆ เริ่มมีบทบาทน้อยลง

4. สภาวะโรคชุกชุม เมื่อคนมากไป การดูแลในสถานพยาบาลก็จะน้อยลงเนื่องจากคนมีอยู่อย่างจำกัด บวกกับประชากรที่มากทำให้อาจมีหลายคนอาการแย่ลงจนนำมาสู่การสุ่มเสี่ยงที่จะมีโรคเรื้อรังมากขึ้นในหมู่ผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยที่โชคร้ายจ่ายค่ารักษามากขึ้นแล้ว ผลการรักษาก็น้อยลงเพราะไม่ได้เป็นกันแค่คนเดียว

> ข้อโต้แย้งที่น่าสนใจ

1. การเน้นรักษานั้นใช้งบประมาณมากไป เราควรพิจารณานโยบายป้องกันที่ดีกว่าเพราะสามารถประหยัดต้นทุนในระยะยาวทั้งยังลดภาระต่าง ๆ ได้มากมายที่สร้างความตึงเครียดได้อีกด้วย

2. การเข้าถึงและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ แม้จะสามารถใช้บริการสุขภาพได้ง่ายแต่ก็ไม่อาจยอมรับได้ว่าแต่ละที่นั้นมีคุณภาพตรงตามมาตราฐานได้ทั้งหมด และนี่คือความไม่เท่าเทียมกันของการรักษา

3. ความยั่งยืน การเน้นแก้ปัญหาปลายเหตุไม่ใช่การจัดเรียงลำดับความสำคัญที่ได้ประสิทธิภาพ ทั้งยังมีข้อปัญหาเยอะเกินในกรณีที่มุ่งเน้นอีกด้วย

> ควรเปลี่ยนแปลงหรือไม่

เราต้องรู้ก่อนว่า นโยบายนี้เกิดขึ้นได้ไงเสียก่อน

ต้องเข้าใจก่อนว่าในปลายปี 62 ต้นปี 63 หรือคริสต์ศักราช 2019 และ 2020 นั้นมีการระบาดของโควิด 19 ในต่างประเทศมากมายก่อนจะรุกล้ำเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทางกรมสาธารณสุขต้องใช้นโยบายเร่งรัดของผู้บริหารกระทรวงในปราบปรามทำให้ในปี 63 มีผู้ติดเชื้อสะสม 6,884 ราย รักษาแล้ว 4,240 ราย และเสียชีวิตเพียง 61 คนตามรายงานของกรมควบคุมโรคในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 (ซึ่งข้อมูลของคนที่ทำนโยบายนี้ไม่แน่ชัดและหาไม่ได้ว่าบุคคลใดจึงขอกราบอภัยใน ณ ที่นี้)

เมื่อสิ้นสุดปี 63 และเข้าสู่ปี 64 และสถานการณ์ที่ไม่ได้ร้ายแรงทำให้เรามุ่งเน้นไปที่การรักษา วิจัย และสนับสนุนสิ่งใหม่เพื่อบริการทางด้านสุขภาพมากขึ้นให้กำจัดโควิดออกไปก่อนที่จะแพร่ระบาด ทำให้มีนโยบายใหม่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูลกับผู้ช่วย ปลัดกระทรวง และนายแพทย์จากสุราษฎร์ธานีเริ่มลงมือใช้นโยบายปี 64 หรือก็คือนโยบายที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 2,178,575 ราย รักษาแล้ว 2,121,331 ราย โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่นับรวมกับปี 63 แสดงแค่ปี 64 ที่เกิดจากนโยบายนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 21,464 คน เป็นข้อมูลจากวันที่ 1 เม.ย - 25  ธ.ค 64 โดย ศบค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19

จากข้อความที่กล่าวมา เมื่ออิงกับผู่ป่วยในของทั่วราชอาณาจักรจากสำนักงานสถิติแห่งขาติจะพบว่าในปี 63 มีทั้งหมด 41,882,348 ขณะที่ปี 64 มีประชากรผู้ป่วยถึง 43,804,774 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 1,922,426 ราย พร้อมยอดผู้เสียชีวิตในปีนั้นภายในโรงพยาบาลมีทั้งหมด 550,042 เพิ่มจากปีที่แล้ว 60,325 ราย (+10.96%)

แต่ถึงแบบนั้นข้อมูลอีกอย่างที่น่าสนใจก็คือจำนวนผู้ป่วยภายนอก ต้องขอเกริ่นก่อนว่าจำนวนตัวเลขต่อไปนี้รวบรวมสาเหตุการป่วย 21 โรค และแต่ละคนนั้นสามารถเป็นได้หลายโรคในคน ๆ เดียวกันฉะนั้นตัวเลขจึงจะสูงมาก

ในปี 63 มีคนป่วยจากทั้ง 21 โรคจำนวนกว่า 209,613,842 (ตัวเลขนี้เป็นความถี่ของคนที่ป่วยซ้อนทับกัน ยกตัวอย่างเช่น รินป่วยเป็นโรคระบบไหลเวียนเลือดนับหนึ่ง โรคระบบหายใจนับหนึ่ง และเนื้องอก (รวมมะเร็ง) นับหนึ่ง รวมกันเป็นสามจากคนคนเดียว เป็นต้น)
ซึ่งในปีต่อมา 64 มีการลดลงของผู้ป่วยนอกถึง 34,243,522 จากเดิมปกติลดได้ 32 ล้าน หรือเพิ่มเป็น 38 ล้าน

จากข้อสรุปดังกล่าวเราจะเห็นว่ามีผู้ตายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญขณะที่จำนวนผู้ป่วยภายในตามมาติด ๆ แต่แลกกับการที่คนจำนวนมากรักษาหายขาดในโรคต่าง ๆ เพิ่มอีกเพียงสองล้านคนและไม่กลายเป็นผู้ป่วยใน ในอนาคต

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาดังกล่าวนี้ค่อนข้างร้ายแรงเพราะผู้ป่วยในมากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่มีนโยบายมุ่งเน้นการรักษา ผิดกับปี 63 ที่ไม่ได้ลงลึกแบบนี้แต่ก็ทำได้ดีกว่าในเชิงศักยภาพทำให้เรารู้ว่านโยบายนี้ควรที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น และเปลี่ยนมันไป

เราต้องมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและกระจายไปยังการรักษาแต่ไม่ควรมากเกินไปนั่นคือโจทย์ของพรรคก้าวไกลที่จะหาความสมดุลที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าแต่ก็ไม่ลืมการรักษาร่วมกันด้วย แม้ทางนโบาย 64 - 65 จะให้ความสำคัญเหมือนที่กล่าวไปแต่ตอนนั้นก็ไม่ถูกจุดที่มุ่งหวังเมื่อเทียบกับปี 63 เป็นต้น

>>> ข้อพินิจวิเคราะห์มีอยู่ 3 ส่วน (2/3)

“ไม่มีแรงจูงใจที่มากพอให้ประชาชนปรับพฤติกรรมสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านการบริโภค (เช่น กินอาหารรสจัด ดื่มสุรา สูบบุหรี่) ”

> ข้อความนี้ถูกต้อง น่าเชื่อถือหรือไม่

ต้องเข้าใจก่อนว่า แรงจูงใจนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ เช่น ความต้องการ และแรงปราถนา เช่น อยากได้รับการยอมรับจากสังคม อยากถูกนับถือ การชื่นชม ความรู้สึกสำเร็จเมื่อถูกสนใจ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก ความเชื่อ ความหวัง แรงศรัทธา ความสนใจ เป้าหมาย รางวัล และผลกระทบที่เราอยากให้ตามมาเป็นต้น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วเป็นส่วนหนึ่งของแรงจูงใจที่ทำให้ใครสักคนจะลงมือทำอะไรสักอย่างได้ และเมื่อเราลองมองสถานการณ์ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และสังคมปัจจุบัน เราจะพบว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง และให้ความสำคัญ มันก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า

จากคำกล่าวที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เราจะพบว่าข้อมูลที่เกริ่นออกมามีความถูกต้อง และน่าเชื่อถือ เพราะนอกจากการใช้ชีวิตของคนเราแล้ว ยังเกี่ยวพันไปถึงเรื่องอื่นอย่างนโยบายปี 65 ที่ไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ในเชิงศักยภาพนโยบายมากนัก และมีการละเลยวัตถุประสงค์ที่ดีไปจนทำให้หลายคนไม่มีความสามารถ หรือแรงผลักดันที่จะไปต่อ

> ผลกระทบ

1. ปัญหาด้านสุขภาพ
การดิ่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การสูบบุหรี่ และบริโภคอาหารที่ไม่ดีทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมถึงการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันนำไปสู่ปัญหาหัวใจ หลอดเลือด มะเร็งบางชนิด และโรคทางเดินหายใจ

2. การเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมและจิตใจ
เมื่อสุขภาพไม่ดี ร่างกายก็จะทรุดโทรมทำให้เป็นโรคภัยได้ง่ายขึ้นจนทำอะไรไม่ค่อยได้ นำไปสู่การเห็นค่าในตัวเองน้อยลงจนคิดในใจเสมอว่า อยู่ไปเพื่ออะไร และยิ่งคิดแบบนั้นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะจมดิ่งเพื่อลบล้างเรื่องแย่ ๆ โดยการหันไปพึ่งแอลกอฮอล์จนเกิดลูปที่ยากจะหลุดพ้น

3. ความสามารถในการต้านทานโรค
แอลกอฮอล์ เมื่อคุณดื่มมากไปจะเป็นอันตรายกับระบบภูมิคุ้มกัน (เปรียบเสมือนแทงค์หรือทีมป้องกันร่างกายจากศัตรูที่เรียกว่าไวรัสไม่ให้เข้ามาในร่างกาย อันเต็มไปด้วย เชื้อโรค และการติดเชื้อเป็นต้น)
แค่นั้นยังไม่พอ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ยังทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพลดลงจนอาจไม่สามารถปกป้องคุณได้ นำไปสู่ปัญหาในลำไส้ซึ่งเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย (แบคทีเรียนี้ไม่ต่างจากฝ่ายอธรรมและธรรมะ บางตนดี บางตนเลว) แบคทีเรียที่ดีนั้นทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงแต่เมื่อมันโดนแอลกอฮอล์ก็จะถูกทำลายได้จนร่างกายเรามีการป้องกันอ่อนแอลง

การสูบบุหรี่ สิ่งนี้ไม่ดีต่อปอดและทำลายระบบทางเดินหายใจ ปกติอากาศที่เข้ามาเราจะกรองได้สบายแต่พอสูบบุหรี่ไปมาก ๆ ปอดก็จะอ่อนแอ กำจัดเชื้อโรคได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้ง่าย พาให้ปอดอักเสบ ระคายเคือง ทำงานได้ไม่ปกติ เป็นต้น

4. ค่าใช้จ่าย

4.1. ด้านสุขภาพ ความผิดปกติของร่างกายพาทำให้เกิดความเสี่ยงหลายรูปแบบที่นำมาให้ใช้จ่ายเกินตัวอย่างค่ารักษาพยาบาลจากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

4.2. ต้นทุนทางการเงิน การจับจ่ายใช้สอยแบบนี้มีโอกาสนำไปสู่นิสัยราคาแพงที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งใช้จ่ายกับมันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนหลงเริ่มตัวตนของตนเองในการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง พอมาตระหนกได้ภายหลังถึงผลกระทบก็เกิดความตึงเครียดในใจ

4.3. ความเสี่ยง การขาดงาน สมาธิ การทำงานลดลง เกิดอุบัติเหตุง่ายขึ้น มีความขัดแย้งในองค์กร จ่ายค่าปรับ รถชน ส่งผลเสียต่อสายสัมพันธ์ พลาดโอกาสต่าง ๆ และมีโอกาสในการบาดเจ็บนำไปสู่การขาดรายได้

5. สิ่งแวดล้อม

5.1. มลพิษ การผลิตและกำจัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อแหล่งน้ำและดิน รวมไปถึงกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย และสารเคมีต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทิ้งขวด กระป๋อง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมและเกิดปัญหาสะสมของเสียได้

*อธิบายต่อในคอมเม้นต์*
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่