ควรทำอย่างไรถึงจะปรับเปลี่ยนตัวเองได้เพื่อใครคนหนึ่ง ?

กระทู้สนทนา
🙏🏻 สวัสดีครับ ผมมีเรื่องราวความรักที่จะมาเล่าให้ฟังครับ ผมขอใช้นามแฝงชื่อ ก็อต นะครับ อายุ 22 ปีนี้แล้ว นี่เป็นเรื่องเล่าครั้งแรกที่เอามาลงนะครับ ไม่รู้จะมีคนเข้ามาอ่านไหม งั้นเข้าเรื่องเลยนะครับ เมื่อประมารเกือบๆต้นปีที่แล้วผมได้มีโอกาสทำงานที่ต่างประเทศประเทศหนึ่ง โดยผ่านการจับใบดำใบแดงมาก่อนแล้ว ก็ได้บินมาที่ประเทศ........เพื่อทำงานกับพี่สาวและก็พี่ลูกของป้าและพี่สะใภ้ ก็ปกติเลยครับก็ทำงานบ้างอะไรบ้างเที่ยวนั่นนี่ตามประสาคนโสดไม่มีใครเอา5555 (ช่วงนั้นเป็นช่วงติดเที่ยวติดดื่ม) ส่วนเรื่องผู้หญิงก็มีเข้ามานะครับแต่ก็ไม่บ่อยครั้ง ก็นั่นแหละครับก็ใช้ชีวิตมาแบบนั้นมาเกือบๆปี ผมและพี่สาว2คนก็
ได้แยกทางกับผมเพราะทางคนต่างมีจุดหมายไม่เหมือนกันแต่ผมก็ยังไม่กลับไทยเพราะคิดว่าไหนๆได้มาแล้วก็มาให้สุดเอาให้มันเต็มที่ไปเลยคิดแบบนี้ (ต้องบอกก่อนนะครับว่าก่อนมาต่างประเทศผมไม่เได้ภาษาเลยแม้แต่นิดเดียว5555) แต่พออยู่มาได้ซักพักก็ได้เริ่มเรียนรู้การใช้ภาษาเพราะมันต้องไปซื้อนั่นนี่ตัดผมบ้างอะไรบ้างแหละเนอะ แล้วช่วงประมารเกือบๆปลายปี วันที่ 21 เดือนธันวาคม 2566 ผมก็ได้ย้ายเข้าไปที่ทำงานใหม่แห่งหนึ่ง ทุกคนน่ารักมากครับใจดีมากๆเลยต้อนรับเป็นอย่างดีเลย คนในบริษัทไม่ค่อยเยอะครับเพิ่งเปิดได้ไม่นานเป็นคนไทยทั้งนั้นเลยน่าจะมีอยู่ประมาร 5-6คนประมารนี้จำได้พอคร่าวๆครับ ก็นั่นแหละครับผมก็ทำงานมาได้ซัก3-4วันผมก็ได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาก็เพิ่งบินกลับมาทำงานที่บริษัทนี้เหมือนกัน เขาเป็นรุ่นพี่ผมปีเดียวครับ ตัวเล็ก ผิวขาว ผมยาว หน้าออกไปทางจีนเลย ขอใช้นามแฝงนะครับ เขาชื่อ ตุ้ย ครับ ตุ้ยเป็นคนยิ้มเก่งขี้เกรงใจพูดน้อยขยันตั้งใจทำงานมากๆ ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรนะครับก็คิดว่าอ่อคนใหม่เข้ามาเดะก็น่าจะมีอีกแหละอะไรประมาณนี้ ถามตรงๆว่าคิดอะไรมั้ยกับตุ้ย ยอมรับนะครับว่ารักมากๆตรงกับสเปคเลย😂 แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรไป เพราะนี่ก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะมีแฟนอะไรขนาดนั้น และอีกอย่างก็ไม่ค่อยมั่นใจอะไรในตัวเองขนาดนั้นว่าหน้าตาดีหรือนิสัยดี ( ต้องบอกก่อนนะครับ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดแต่เรื่องพิมจะพิมเก่ง ชอบแสดงออกมากกว่าคำพูดต่างๆ ) หลังจากนั้นผมก็ได้ร่วมงานกับ ตุ้ย บ่อยขึ้น
จนวันนึงเป็นวันที่ 25 ธันวาคม ผมก็ได้นั่งทำงานปกติ แต่บอกก่อนนะครับว่า ตุ้ย ได้นั่งทำงานข้างๆผมแล้วอีกฝั่งของซ้ายมือผมก็มีพี่ผู้หญิงนั่งด้วย คือเท่ากับว่าผมนั่งตรงกลางของผู้หญิง 2 คน คือวันนั้นอะผมก็นั่งทำงานปกติและ พี่คนที่อยู่ซ้ายมือเขาก็บอกให้ผมอะรอเปิดเพลงนะ ผมนี่ก็แปลกใจ เพลงอะไรอะก็ได้เห็นเป็นเพลง HBD ก็คิดว่าเปิดทำไมวันเกิดใครก็ไม่ได้อะไรก็ทำได้แค่รอเวลาก็เปิดเพลง พี่ๆเขาก็เดินเข้ามาพร้อมเค้ก ก็พอจะได้รู้ว่า เป็นวันเกิดของ ตุ้ย นี่ก็ไม่มีอะไรให้ก็ทำได้แค่ร่วมถ่ายรูปแบบงงๆ😂 และเย็นในวันนั้นผมก็ได้นั่งร่วมกินข้าวกับพี่ๆที่บริษัท และ มีพี่คนหนึ่ง เขาชื่อว่าพี่ มอ เป็นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่มาก่อน เขาก็ได้เรียกไปคุยว่า นี่นะก็อตมีคนแอบชอบอยู่นะ ผมนี่ก็แปลกใจเลย ไอ้เรานี่อะนะมีคนชอบละดูคนในบริษัทก็แบบสวยๆกันทั้งนั้น แต่ในใจคิดว่าเออหรือว่าเป็นพี่นั่งข้างซ้ายเราปะวะเห็นมาทำดีอะไรแบบนี้ เลยถามพี่ไปว่าใช่พี่คนนี้ๆมั้ย เขาก็บอกว่าไม่ใช่ นี่เลยงง ใครวะมาชอบเรา ก็เลยไม่คิดอะไร
หลังจากวันนั้นผมก็ป่วยไม่สบายไปทำงานก็แบบเหมือนจะไหวแหละแต่ก็ฝืนไปทำงานแต่ช่วงบ่ายๆมันก็ไม่ใช่งั้นอะสิครับ หนักเลยยแต่วันนั้นไม่ได้เรียกแท็กซี่กลับนะครับเลือกที่จะเดินกลับเพราะที่ทำงานกับที่พักไม่ไกลกันเท่าไหร่ประมาณ 500 เมตร ต้องบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่ร้อนมากๆ ผมที่กำลังเดินเอ๋อๆกลับห้อง กำลังจะถึงอยู่แล้วก็ได้หน้ามืดล้มลงแต่ไม่ถึงกับหลับไปเลยนะครับแต่ก็พอลุกขึ้นมาได้ ตามตัวก็เปื้อนไปด้วยฝุ่นทั้งนั้นก็ลุกขึ้นกลับไปที่ห้อง เปลี่ยนชุดกำลังจะเอาเสื้อผ้าที่ใส่ตอนไปทำงานไปซัก ก็มีแชทนึงเด้งขึ้นมาว่า '' ไม่สบายหรอ แล้วกลับยังไง ทำไมไม่ให้เค้าเรียกรถให้ กลับถึงห้องแล้วตอบด้วย อย่าลืมหาไรกิน ยากับที่แปะหน้าผากอยุ่ที่กระเป๋าที่เตียงเค้านะไปเอาได้เลย '' นั่นเป็นแชทที่เด้งมาจาก ตุ้ย ครับ ที่ทักมาหา ผมก็พอจะรู้แล้วว่าคนที่พี่ มอ บอกว่ามีคนแอบชอบคือใคร หลังจากที่เขาเลิกงานเขาก็มาดูแลผมมาคอยเช็คตัวให้ผมหายาให้ผมกินในตอนเย็น ไปไหนมาไหนก็เดินด้วยกันข้างกันผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่าผมชอบเขาครับ ยอมรับตรงๆไปเลยและเขาก็ชอบผม ต่างคนต่างเปิดใจให้กัน วันนั้นเป็นวันปีใหม่ก็ได้อยู่ด้วยกันข้ามปี และตกลงเป็นแฟนกันในวันที่ 1 มกราคม ช่วงนั้นยอมรับเลยครับว่าแฮปปี้มากๆมีความสุขมากๆเลยแบบรู้สึกได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว หัวใจฟูเลย มันก็แฮปปี้มาตลอดครับ
จนครบรอบ 1 เดือนที่คบกัน เรา 2 คนและพี่ๆที่บริษัทก็ได้ย้ายที่อยู่ที่ทำงานเหมือนกัน ย้ายไปในเมืองที่ๆหนึ่ง ตอนนั้นรู้สึกดีมากครับเพราะได้ตื่นมาแต่เช้าเดินไปทำงานกับแฟน ( ไม่ใช่ว่าไม่มีตังจ่ายค่าแท็กซี่นะครับ แต่เมืองมันสวยและอะไรๆมันน่าดูเยอะเลยเลือกที่จะเดินไปที่ทำงานกันแต่ค่อนข้างที่จะไกลหน่อย 3 กิโล ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปอาบน้ำในแต่วัน ก็นั้นแหละครับก็ใช้ชีวิตกันมาเรื่อยๆมีความสุขมากๆ เงินหรืออะไรๆผมก็ให้เขาเป็นคนเก็บหมด
อารมแบบไม่อยากให้เขาต้องอดหรือต้องไม่ได้กิน เพราะเขาเป็นแฟนเราแล้วเรกา็ต้องดูแลเขาส่วนตัวผมคิดงี้ จนกระทั่งวันนึงทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปภายในวันเดียว ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่รักใครรักจริงไม่เผื่อใจไม่คิดจะถอยอะไรให้ใครอยู่แล้ว จนกระทั่งพี่ที่เป็นหัวหน้างานเดินมาบอกทุกคนว่าจะรับพนักงานเข้ามาทำงานใหม่นะอะไรประมารนี้แล้วเดินมาถามผมส่วนตัวว่า ก็อตมีปัญหาอะไรกับ ( เค นามแฝง ) ไหมเพราะพี่จะเอามาทำงานด้วย ส่วนตัวแล้วผมเคยมีปัญหากับเคมาก่อนเรื่องผู้หญิง เพราะเคเคยจีบคนที่ผมชอบทั้งๆที่รู้ว่าผมชอบมาก่อน เคเป็นเพื่อนร่วมงานที่รุ่นเดียวกับผม ผมเลยบอกพี่เขาไปว่าไม่มีอะไรครับ สบายใจได้ หลังจากนั้นผมก็ดิ่งครับ จากเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ตอนนั้นรู้ตัวนะครับไม่ใช่ว่าไม่รู้ตัว ตอนนั้นดิ่งแบบ คิดไปเองว่าเคจะมายุ่งกับตุ้ยมั้ย แล้วถ้ามายุ่งจริงๆตุ้ยจะเปลี่ยนใจจากเราไปเป็นเคมั้ย คิดไปต่างๆอะครับกลัว่าคนที่ตัวเองรักจะเปลี่ยนใจจนเกิดการทะเลาะกันในวันนั้น
(ต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่มีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เด็กคือโรคซึมเศร้าแต่ไม่เคยจะร้ายแรงอะไรมากมาย) เย็นวันนั้นผมได้เลิกงานแล้วทำการเดินไปที่ดาดฟ้า ถ้าใครอ่านถึงจุดนี้แล้วเคยเป็นแบบผมคงจะเข้าใจนะครับว่ามันรู้สึกอะไรยังไง นั่นแหละครับผมคิดจะจบชีวิตตัวเอง จนเพื่อนของ ตุ้ย เดินมาเห็นเขาก็รั้งผมไว้แล้วรีบไปตามคนอื่นมากล่อมผม อารมตอนนั้นของผมคือไม่ฟังใครแล้ว จนกระทั่ง ตุ้ย ขึ้นมาหาผมแล้วก็คุยกับผมว่าอะไรยังไงผมก็ไม่ฟังแล้วเขาก็ทำการรั้งผมไว้แต่ปากของผมนั้นก็ได้พูดแต่ว่า ให้กลับไปห้องเถอะไม่ต้องสนใจตัวผมหรอกผมไม่สำคัญอะไร ในอนาคต ตุ้ยก็คงได้เจอคนที่ดีกว่า
พูดแบบนี้ซักพัก ตุ้ยก็รั้ง ก็ร้องไห้ไปด้วย จนผมเริ่มเย็นลง แล้วตุ้ยกับเพื่อนของเขาก็พาผมกลับลงมาชั้น G เพื่อทำการกลับที่พัก แต่พอกลับถึงที่พักผ่อนก็ยังเอาแต่ดิ่งไม่ยอมกลับเข้าบ้าน แล้วก็นั่งอยู่หน้าบ้านเหมือนเอาแต่ใจรอให้เขามาง้อมาโอ๋แต่มันคือความคิดที่ผิด หลังจากกลับไปที่บ้าน ตุ้ยก็ได้เดินออกมาเหมือนจะมาง้อผมแต่ตุ้ยเลือกที่จะเดินผ่านแล้วผมก็เดินตามไปบอกว่าจะไปไหนเขาบอกว่าจะไปหาเพื่อนอีกเขตนึงซึ่งค่อนข้างที่จไกลมาก พอสิ้นสุดจากคำพูดว่าไปหาเพื่อน เขาก็เดินจากผมไป วันนั้นผมรู้ได้เลยว่าทุกอย่างมันพังลงแล้วผมวิ่งไปหาเขาบอกว่าให้เขาไม่ไป แล้วเขาก็ไม่ฟัง ผมเลยใช้อารมตัวเองเดินหันหลังแล้วทำเหมือนจะไปจบชีวิตอีกครั้งแล้วเขาก็ตะโกนมาจากด้านหลังว่าจะเอาแบบนี้จริงๆใช่มั้ยแล้วผมก็เดินต่อไปจนมาคิดได้อีกทีมันก็สายไปแล้วผมได้เดินกลับไปที่จุดเดิมแต่เขาก็ไม่อยู่แล้วผมเลยกลับมาที่ห้องทบทวนในสิ่งที่ผิด และวันต่อมาเขาก็ไม่มาทำงานผมก็ทำได้แค่นั่งเศร้าเวลาทำงานจากคนที่ไม่พูดอยู่แล้วก็กลับกลายมาเป็นคนที่ดิ่งสุดๆไม่ทำอะไรเลยเสียการเสียงาน จนวันถัดไปอีกเขาได้มาทำงานและอย่างที่บอกเขาก็ได้เปลี่ยนไปจากคนที่ไม่เคยเย็นชากับผมหรืออะไรต่างๆ เขาบอกผมว่าอยากเลิกอยากหยุดความสัมพันธ์ุ ใจผมตอนนั้นมันพังมากๆหลังเลิกงานผมได้กลับห้องด้วยการขึ้นรถแท็กซี่ แล้วผมก็ร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตายจนแท็กซี่งงว่าผมเป็นอะไรเขาก็ได้ถามผมว่าคุณโอเคมั้ย เล่าให้ฉันฟังได้นะ (แท็กซี่คนนี้เป็นชาวปากีสถาน) ผมเลยบอกว่าผมเพิ่งทำผิดพลาดในชีวิตไป  เขาบอกว่าเรื่องอะไร ผมเลยบอกว่าเรื่องความรัก แล้วแท็กซี่เขาก็บ่นอะไรไม่รู้เพราะผมไม่มีสติมากๆตอนนั้น หลังจากนั้นก็เหมือนต่างคนต่างอยู่แต่ก็ทำงานที่เดียวกัน  ⚠️ใครอ่านถึงตรงนี้แล้ว ไม่รู้ว่าใครอยากฟังต่อมั้ยนะครับ ถ้ามีคนอยากฟังต่อ สามารถคอมเม้นเข้ามาได้เลยนะครับ ผมจะได้มาเล่าต่อ ⚠️
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่