ขอระบายแบบเล่าเลยครับยาว เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านอะไรเยอะ ชอบอ่านความคิดเห็น เพื่อมีนักจิตบำบัดอยู่แถวนี้ด้วย จะได้ปรึกษาได้ว่ามีแนวทางแบบอื่นอีกไหม คิดว่าคงไม่มีใครได้เจอเจอหรือได้สัมผัสคนแบบเรามากมาย เราเป็นคนส่วนน้อยในสังคมครับเพราะความคิดเราหาคนเข้าใจยาก แต่มีเพื่อนคบมีสังคมนะ แค่ว่าเวลาเราอยากแสดงความคิดเห็นมันจะหาที่อยู่ยากมากระดับนึง เป็นคนที่เกิดมาจากสังคมต่ำจากจุดหนึ่งในตจว แล้วดิ้นรนเพื่อหนีมาอยู่อักสังคม แล้วยังต้องดิ้นรนอีกทีเพื่อขึ้นไปอยู่จุดที่ดีกว่า
ยิ่งตัวเราว่างเรายิ่งอยากทำอะไร งานนอกก็ได้ ไม่ก็เล่นเกมส์ฆ่าเวลา ดูหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก เสพกระทู้ฮาๆ การ์ตูนหลุดมิติ ไม่ก็อ่านปัญหาชีวิตคนอื่นเพื่อที่ว่าจะได้นำไปปรับใช้ได้จะได้ไม่เจอปัญหาเดียวกับเจ้าของกระทู้นั้น เพื่อให้อะไรก็ได้มารบกวนความคิดบางอย่าง หรือ ทำให้เราหยุดคิดเรื่องนั้นสักพักนึงทุกวัน ไม่ก็นอนไปเลย ออกกำลังกายให้เหนื่อยหลับไปเลยคือการพักผ่อนที่ดีสุดแล้ว
เคยได้ยินคนที่มี ความคิด 3 แบบเป็นขั้นต่ำไหม เหมือนในการ์ตูนสมัยเด็กไหมครับที่ เราเป็นคนกลาง แล้วก็มีนางฟ้าโผล่ปรุ๊บออกมาแล้วบอกว่าไม่ได้น๊าหยั่งงั้นหยั่งงี้ แล้วก็มีปีศาจมาเสี้ยมอีกฝั่ง นั่นคือผม แต่พิเศษกว่าที่ มีแบบอื่นอีกด้วย ไม่ใช่ไบโพร่า เน้นย้ำว่าไม่ใช่เลย เป็นคนที่อยู่ในระดับคิดมาก คิดเยอะมากๆ ไม่ใช่คนที่ทำงานเครียดมากๆแล้วต้องคิดมากจนคิดไม่ออก ไม่เหมือนกัน แต่ของตัวเราเป็นจากความว่างแล้วความเบื่อ แล้วก็ระดับพลังสมองเราค่อนข้างสูง อดทนทำอะไรได้เยอะ แต่ผมเป็นงี้มาแต่เด็กๆแล้ว ยิ่งโตยิ่งใช้มันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย คือ นิสัยส่วนหนึ่งที่เรามีในตัว แต่ไม่ได้ใช้แสดงออกให้คนเห็น เก็บไว้ขังเอาไว้ในโลกแห่งความคิด บอกไปใครก็หาว่าบ้าน คิดเยอะ คนมักจะไม่เข้าใจแนวคิดแบบนี้เท่าไหร่ แต่บอกเลยว่า มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
--------------- คนด้านดี นางฟ้า ลุงแก่ๆที่คอยเตือนเราถึงความคิดไม่ดี ---------------
ข้อดีคือบุคคลด้านดีจะเป็นบทเหมือนคนแก่ที่เข้าใจโลก แล้วจะคอยเตือนว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นกับสิ่งที่เราคิด มันยังมีมุมมองอื่นๆ ด้านอื่นๆ ทีพอเป็นไปได้อยู่ มันไม่ได้แย่มากจนแบบชนิดที่ว่า โหดโคตรเชี้ยเลยไม่เถียง แค่มันอาจจะยุ่งยากนิดนึง ค่อนข้างเป็นความคิดสงบๆ ให้เข้าใจอีกด้านมากๆ ถึงความเป็นไปได้ดีๆแบบอื่นที่ยังพอมีความหวัง
แต่ข้อเสีย คิดแบบนี้มักทำให้ถูกเอาเปรียบในบางที บางทีเราอ่อนให้คนอื่นมากเกินไป ยอมบางเรื่องที่ไม่ควรยอมมากเกินไป สุดท้ายปัญหาจะมาบางอย่าง ทำให้ความคิดแบบนี้ มักไม่ทันโจร หรือ ไม่ทันคนแสวงหาผลประโยชน์
--------------- คนด้านร้าย คือวัยรุ่นที่เข้าใจโลกแบบเรียลๆ สังคมแบบเรียลๆ ให้เห็นว่ามันแย่มันห่วยมันไม่ดียังไง ---------------
ข้อดีคือความคิดนี้จะบอกข้อเสียของด้านดีเถียงเก่งมาก คิดดีได้เรื่องจะมีเรื่องไม่ดีมาขัดขาเสมอ แต่เขาจะใช้เหตุผลจากความจริงแล้วความเรียลในสังคมว่าตัวเราอะควรกลัวหรือควรทำอะไรที่ถูกต้องที่สุด ถึงแม้ความคิดกับการกระทำด้านนี้มันจะแย่มากๆในสายตาตัวเอง แต่มันดีกับตัวเองมากๆ เป็นช้อยที่แบบว่าถ้ายอมให้คนอื่นด่าว่าเราทำตัวเชี้ย ความคิดนี้จะทำให้เราอยู่รอดในสังคมเป็นครับ
ข้อเสียคือ บางอย่างมาร้ายมากขนาดที่ว่า ถ้าคนล้มต่อหน้าก็อาจจะไม่ช่วยด้วยซ้ำ หรือ ถ้าเจอคนร้ายมากก็จะร้ายกลับ ไม่หย่อนให้หลอกนะ ด่ามาก็อาจจะด่ากลับ นี่คือบุคคลิกอีกแบบที่เราไม่ค่อยอยากใช้ในบางเวลา เพราะถ้าใช้ปรุ๊บ เชื่อว่าหลายๆคนก็ด่าครับถ้าเราเห็น ถ้าเขาไม่ได้ฟังเหตุผลของเราหลังทำ เขาจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงทำ มันไม่มีใครที่ทำอะไรไปแล้วพูดเหตุผลเท่ๆ เหมือนการ์ตูนอนิเมะหลอก มันลั่นทำไปแล้วมีแต่ต้องรับผลกระทบ ซึ่งความคิดนี้จะมีข้อเสียแบบนั้น
--------------- คนสุดท้ายคือ คนกลาง คนที่ถูกเสี้ยม เป็นเด็กน้อยสุด ---------------
หลอนดิครับ บางทีมันก็ดูวุ่นวายถ้าเราติดอยู่ในโลกของความคิดขนาดนั้น มันทำอะไรยาก แล้วเวลาอยากจะรีบทำสิ่งๆหนึ่งปรุ๊บต้องรีบทำรีบติดสินใจ ไม่งั้นโลเลแน่ถ้าเข้าไปในความคิด
ข้อดีของความคิดนี้คือ ถอดสมองใช้ชีวิตง่าย เป็นด้านเดียวที่เรารู้สึกว่า เหมือนคนปกติที่เขามีชีวิตกัน ไม่รู้อะไรแหละ กระเพราะไก่แม้ม อะไรประมาณนั้น จะเป็นคนที่คิดน้อย แต่ฟังเยอะ บางครั้งไม่รู้จักทำอะไร ความคิดนี้จะทำอะไรที่เป็น มารยาทที่สุดไปก่อน กลางๆ ไม่แย่ไม่ดี มันเลยทำให้เราดูปกติ แล้วค่อนข้างตอบสนองไว
ข้อเสีย มันเหนื่อยความคิดกลางๆแบบนี้ ถ้าจังหวะชีวิตไม่ดีบอกเลยว่า ผลเสียเยอะกว่ามาก เพราะมันจะโง่เกินไปจนเดินไปเจอปัญหา ตามภาษาเด็กๆอะครับ มันเป็นคนที่ได้ใช้ชีวิตบ่อยสุดแล้วก็ทำอะไรเหมือนคนปกติสุด
เคยเจอใครมาบอกเล่าแบบนี้ไหมครับ นักบำบัดจิตที่เคยไปปรึกษาแล้วเขาก็บอกเลยว่า หายากเหมือนกันคนที่ เข้าใจตัวเองเยอะขนาดนี้มันเหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่มันก็มีอะไรที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าถ้าเจอจังหวะไม่ดีคุณจะกลายเป็นคนที่คิดเยอะมากที่สุดในวง ไม่งั้นจะมาหานักบำบัดทำไม ซึ่งแนวทางแก้ไขเขาว่ามาว่า "จับมารวมกัน"
ตอนเราฟังก็นั่งงงครับ รวมกัน ยังไง!! รวมสามอย่างนี้รวมกันอะนะ มันพูดปรุ๊บแล้วสามความคิดอาจจะยังเอ๋อเลยนะว่า ห๊ะ!! รวมกัน ไม่ใช่แบบ เบจิต้าแล้วโงกุนที่จิ้มนิ้วแล้วได้เลยนะ มันไม่น่าง่ายๆแน่ๆ
ซึ่งเขาก็อธิบายว่าความคิดแบบนี้มันเป็นการที่ ความคิดแตกกระจายออกจากการเป็นบุคลิกที่แยกออกจากการ ต้องอยู่ร่วมกัน คล้ายๆกับคำว่า บุคลิกขาวและดำ ถูกหรือผิด yes or no อะไรทำนองนั้น มันจะปวดหัวบ้างเวลาความคิดตีกัน แต่จะใช้ดีมากถ้าหาจังหวะใช้ให้เป็นมันจะค่อนข้าง win เพราะอาจจะเจอความคิดที่ตอบคำถามได้ถูกต้องและไวกว่า ถ้ามันเจอไว แต่ถ้ามันก้ำกึ่งจะเริ่มคิดแล้ว แต่มันไม่ได้เหนื่อยครับ เทียบกับแล้วเราใช้สมองกับเรื่องไร้สาระไปดูเยอะแยะเลย 555 มันไม่เครียดนะ แต่มันจะเป็นความรู้สึก ไม่ดีไม่แย่ กำลังประมวลผลอยู่ ถ้าฟิวขาดแล้วอาจจะ กระเพราไก่จานนึง ตอบอะไรโง่ๆไปเลยดีกว่า ค่อยมาแก้ปัญหาที่หลัง อาจจะเวริค อีคนกลางคือตัวกวนตีนที่สุดแล้ว พร้อมจะช่างแม้มตลอด
อันนี้แค่ส่วนของโลกด้านในความคิด ยังมีโหมดพิเศษอีก ผมเรียกว่า โหมดเสียสติ ระเบิดลง นั่นคือจะเกิดเมื่อมีเงือนไขที่แตกหักสุดจัดในชีวิต มันเป็นปัญหาด้านอารมณ์ล้วนๆ ไม่มีวัวผสม ภาษาบ้านๆคือ ฟิวขาด ที่ไม่ทนแล้วโว้ย
จะดูโกรธ หรือ ไม่ก็เสียใจแบบหนักมาก ไม่ก็ผสมกัน แบบไร้เหตุผลไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ซึ่งบุคลิกนี้จะมีผลต่อการแสดงออกภายนอกด้วย ถึงบางครั้งมันเป็นความคิดลึกๆ ที่อยู่ในสมองเราที่มันเป็นด้านบางอย่างที่เรา จัดการไม่ไหว พักผ่อนแล้วก็ปล่อยวางได้ไม่หมด ความคิดก็มีความอดทนเป็นถังขยะรองรับสิ่งพวกนี้เอาไว้ ถ้ามันถึงจุดปรุ๊บ ระวังให้ดีเลย ซึ่งผมจะเป็นคนที่รู้ตัวไวที่สุด จะฉีกตัวหนีออกจากทุกคนบนโลก ปิดประตูทันที เพื่อจัดการให้จบ ไม่งั้นไปปล่อยระเบิดลงในโลกด้านนอกสิ เขาหาว่าเราบ้า หนักกว่าเดิมอีกโดนด่าให้ช้ำใจ แล้วมันแย่จริงๆในสายตาคนอื่น ทางออกก็ไม่ได้มีมากมาย
เคยเห็นคนแบบนี้มาไหมหละครับ เป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคม บางครั้งก็เนียนมากๆ หลายคนพอเล่าให้ฟังจากคนไม่เคยรู้จักกันวันแรกๆ พอรู้ปรุ๊บเขาก็ทึ่งๆเหมือนกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแนวคิดขนาดนี้ คิดได้ขนาดนี้ มันหลุดมิติกว่าคนคิดมาก ขึ้นไปเป็นอีกแบบนึงจนเรียกว่า พิเศษเฉพาะด้านอีกด้านนึง
เพราะสำหรับเราที่เจอ คนคิดมาก มักจะเป็นคนที่เครียดสะสมหรือหมุกมุ่นกับพวกงานหรือปัญหาชีวิตรุมต่อยยับๆ จะเข้าใจแบบนั้น แต่อาการคิดมากของผมมันเป็นจากปัญหาที่ว่า เราดั้นมีหลากหลายความคิดที่เยอะแยะ แล้วจะแยกมุมออกจากกันไม่ให้มันต่อยกันตีกัน แล้วก็ใช้ผลประโยชน์จากแต่ละด้านช่วยเหลือกัน เพื่อให้มันอยู่ร่วมกันได้แบบสงบๆหน่อย มันก็ฟังดูคล้ายการคิดมาก แต่มันจะอธิบายด้วยคำว่า กำลังหาทางจัดการกับระบบความคิดอยู่มากกว่า
ซึ่งคนที่ช่วยแบกชีวิตมากสุดคือคนกลางนั่นแหละ เพราะมันจะช่างแม้ม ไม่รู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่สน ปล่อยบอททำงานนทำหลายๆ อย่างแบบเงียบๆ ลับๆ จากการเอาความคิดบางอย่างมุมมองบางอย่างมาใช้ อย่างน้อยมันก็ทำงานมีชีวิตต่อไปได้ถึงจะเบื่อๆ เซงๆ กับความคิดตัวเอง แต่อย่างน้อยถ้าทำโง่ๆแบบนี้ต่อไปได้ชีวิตจะค่อยๆดีขึ้น แต่ยังเขียนโปรแกรมพิมพ์งานเยอะๆ ได้แบบ รู้อีกทีแปปเดียวก็เสร็จแล้ว เวลามันเลยเหลือ พอเวลาเหลือก็งานหยาบละ
เลยรู้สึกว่า ชีวิตเราถูกสปอยแล้วก็ได้รับความรู้ถูกสอนให้คิดมาเยอะมากๆเหมือนกัน บางอย่างคือมันเรื่องจริงแหละ ถ้าคิดพลาดคิดไม่ดีแล้วเพลอไปยุ่งเกี่ยวปรุ๊บ ชีวิตซวยทันทีจริงๆ แบบเถียงไม่ขึ้นเลย
แล้วพอรู้สปอยแล้วเชื่อตามนั้น แล้วทำให้ได้ ผลคือเราไม่ค่อยเจอปัญหาแบบที่หลายๆคนเขาเป็นกันเท่าไหร่ เราค่อนข้างรู้สึกว่า เราได้ดีจริงๆตามคำบอกหรือสปอยจากผู้ใหญ่ที่เขาเก่งกว่าเรามากๆ อีกทั้งหลายๆคนที่ให้คำแนะนำกึ่งๆสปอยมาว่าต้องทำยังไง นอกจากแค่เรานั่งจัดการระบบความคิดแล้วปล่อยให้ชีวิตเราดำเนินไปเรื่อยๆ เราสบายนะแล้วก็ชีวิตไม่ได้ว้าว ไม่ได้แย่ ไม่มีปัญหาจุกจิกแบบที่คนอื่นเขาเจอกันมา ใจลึกๆก็แบบอิจฉาเขาได้ไหมนะชีวิตเขาดูมีปัญหามีสีสัน แต่เราจะอยู่กับแค่การจัดการปัญหาภายในหัวอย่างเดียว
ผลคือชีวิตเราเลยเลือกทำบางอย่างได้ แล้วทำได้ไวเพราะเรารับรู้มาเองด้วยว่า มันน่าจะใช้ปัญหานี้เราน่าจะเจอแน่ๆ เราต้องชิงทำให้ไว ลงมือให้เร็ว ก่อนปัญหาจะเกิด แล้วเจอจุดที่ลงตัวแปลกๆ เราเลยเหมาะกับงานเขียนโปรแกรม หรือ สายงานเขียนโปรแกรมค่อนข้างรุ่ง เพราะถูกสปอยมาอยู่ดีแหละเพลินสนุกเลยหละเวลาคุยกับคอม แต่เวลาเราคุยกับคนนะ บางทีเราจะเบื่อๆ จนไม่อยากคุย เพราะบางอย่างจากความคิดคนบางประเภทครับ
เราเคยผ่านจุดที่ไม่เข้าใจจนอยากศึกษาชีวิตคนปกติคนอื่นในสังคมว่าเขาคิดเขาทำยังไง เราก็แค่ออกไปเรียนรู้แล้วใช้ชีวิตเข้าสังคมแบบ extrovert จัด จนเจอคนมากๆ ที่เขาใช้อารมณ์ตัดสินใจแบบแท้ๆเลย แล้วรู้สึกว่าคนคิดบูดเยอะมากๆเหมือนกันเลยหละ แค่เราไม่ได้พูดแต่เรารู้เลยว่ามันไม่ดีหลอกแบบนี้ ไม่ต่างอะไรจากพึ่งดวง ผลคือยิ่งกลับห้องมากลับมาพักแล้วทบทวนชีวิตใหม่ เรายิ่งเลิกคุยกับคนไปเรื่อยๆ ปัญหาเก่าก็กลับมามีปัญหาได้น๊า เคยแก้ไปแล้วสุดท้ายก็ยังแก้งานไม่ผ่าน
ชีวิตจริงถ้าไม่ใช้สิ่งที่ชอบ เราแทบไม่ขยับปากพูดเลย นอกจากเรื่องงานแล้วก็เรื่องสำคัญๆ ที่เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ เรานิ่งมากๆ แต่เจอเรื่องที่ได้พูดเต็มที่คือ โดนด่าว่าได้พูดปรุ๊บนี่พูดเพลินพูดสนุกยาวๆเลยนะ เหมือนเก็บกด แล้วการหย่อนก็ไม่ใช่หนทางที่ทำง่ายๆ เพราะมันเป็นระดับฝังรากลึกในความคิด การหย่อนอย่างเดียวคือใช้ด้านตรงข้ามฉุดรั้งให้ไม่มองภาพแย่เกินไปแค่นั้นที่เราเข้าใจนะ แต่ไม่ใช่ถึงขั้นปล่อยทิ้งช่างแม้มได้ทุกเรื่อง
แนวแก้ไขแบบชิวๆอีกมุขนึงที่ใช้บ่อย คือ ชานมไข่มุกหวาน 125% ติดหวาน การกินน้ำตาลพอประมาณจะทำให้รู้สึกพลังสมองมันถูกกระตุ้นสูงมากกว่าปกติ เราจะเป็นคนแบบนี้แหละ เราอยู่ด้วยความสงสัยแบบสุดตัวจริงๆว่า แบบเรามันแย่มากมายไหม เหมือนจะต้องแก้ไขปัญหานี้ แต่อีกความคิดก็บอกว่าไม่ต้องแก้หลอก แต่อีกคนก็นั่งดูดชานมไข่มุขเพลินๆเหมือนกวนตีนประชดชีวิต
อยากระบายความคิดตัวเอง ตอนว่างเกินเหตุ อ่านเพลินๆได้ "คนที่มีความคิดแบบพิเศษ"
ยิ่งตัวเราว่างเรายิ่งอยากทำอะไร งานนอกก็ได้ ไม่ก็เล่นเกมส์ฆ่าเวลา ดูหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก เสพกระทู้ฮาๆ การ์ตูนหลุดมิติ ไม่ก็อ่านปัญหาชีวิตคนอื่นเพื่อที่ว่าจะได้นำไปปรับใช้ได้จะได้ไม่เจอปัญหาเดียวกับเจ้าของกระทู้นั้น เพื่อให้อะไรก็ได้มารบกวนความคิดบางอย่าง หรือ ทำให้เราหยุดคิดเรื่องนั้นสักพักนึงทุกวัน ไม่ก็นอนไปเลย ออกกำลังกายให้เหนื่อยหลับไปเลยคือการพักผ่อนที่ดีสุดแล้ว
เคยได้ยินคนที่มี ความคิด 3 แบบเป็นขั้นต่ำไหม เหมือนในการ์ตูนสมัยเด็กไหมครับที่ เราเป็นคนกลาง แล้วก็มีนางฟ้าโผล่ปรุ๊บออกมาแล้วบอกว่าไม่ได้น๊าหยั่งงั้นหยั่งงี้ แล้วก็มีปีศาจมาเสี้ยมอีกฝั่ง นั่นคือผม แต่พิเศษกว่าที่ มีแบบอื่นอีกด้วย ไม่ใช่ไบโพร่า เน้นย้ำว่าไม่ใช่เลย เป็นคนที่อยู่ในระดับคิดมาก คิดเยอะมากๆ ไม่ใช่คนที่ทำงานเครียดมากๆแล้วต้องคิดมากจนคิดไม่ออก ไม่เหมือนกัน แต่ของตัวเราเป็นจากความว่างแล้วความเบื่อ แล้วก็ระดับพลังสมองเราค่อนข้างสูง อดทนทำอะไรได้เยอะ แต่ผมเป็นงี้มาแต่เด็กๆแล้ว ยิ่งโตยิ่งใช้มันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย คือ นิสัยส่วนหนึ่งที่เรามีในตัว แต่ไม่ได้ใช้แสดงออกให้คนเห็น เก็บไว้ขังเอาไว้ในโลกแห่งความคิด บอกไปใครก็หาว่าบ้าน คิดเยอะ คนมักจะไม่เข้าใจแนวคิดแบบนี้เท่าไหร่ แต่บอกเลยว่า มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
--------------- คนด้านดี นางฟ้า ลุงแก่ๆที่คอยเตือนเราถึงความคิดไม่ดี ---------------
ข้อดีคือบุคคลด้านดีจะเป็นบทเหมือนคนแก่ที่เข้าใจโลก แล้วจะคอยเตือนว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นกับสิ่งที่เราคิด มันยังมีมุมมองอื่นๆ ด้านอื่นๆ ทีพอเป็นไปได้อยู่ มันไม่ได้แย่มากจนแบบชนิดที่ว่า โหดโคตรเชี้ยเลยไม่เถียง แค่มันอาจจะยุ่งยากนิดนึง ค่อนข้างเป็นความคิดสงบๆ ให้เข้าใจอีกด้านมากๆ ถึงความเป็นไปได้ดีๆแบบอื่นที่ยังพอมีความหวัง
แต่ข้อเสีย คิดแบบนี้มักทำให้ถูกเอาเปรียบในบางที บางทีเราอ่อนให้คนอื่นมากเกินไป ยอมบางเรื่องที่ไม่ควรยอมมากเกินไป สุดท้ายปัญหาจะมาบางอย่าง ทำให้ความคิดแบบนี้ มักไม่ทันโจร หรือ ไม่ทันคนแสวงหาผลประโยชน์
--------------- คนด้านร้าย คือวัยรุ่นที่เข้าใจโลกแบบเรียลๆ สังคมแบบเรียลๆ ให้เห็นว่ามันแย่มันห่วยมันไม่ดียังไง ---------------
ข้อดีคือความคิดนี้จะบอกข้อเสียของด้านดีเถียงเก่งมาก คิดดีได้เรื่องจะมีเรื่องไม่ดีมาขัดขาเสมอ แต่เขาจะใช้เหตุผลจากความจริงแล้วความเรียลในสังคมว่าตัวเราอะควรกลัวหรือควรทำอะไรที่ถูกต้องที่สุด ถึงแม้ความคิดกับการกระทำด้านนี้มันจะแย่มากๆในสายตาตัวเอง แต่มันดีกับตัวเองมากๆ เป็นช้อยที่แบบว่าถ้ายอมให้คนอื่นด่าว่าเราทำตัวเชี้ย ความคิดนี้จะทำให้เราอยู่รอดในสังคมเป็นครับ
ข้อเสียคือ บางอย่างมาร้ายมากขนาดที่ว่า ถ้าคนล้มต่อหน้าก็อาจจะไม่ช่วยด้วยซ้ำ หรือ ถ้าเจอคนร้ายมากก็จะร้ายกลับ ไม่หย่อนให้หลอกนะ ด่ามาก็อาจจะด่ากลับ นี่คือบุคคลิกอีกแบบที่เราไม่ค่อยอยากใช้ในบางเวลา เพราะถ้าใช้ปรุ๊บ เชื่อว่าหลายๆคนก็ด่าครับถ้าเราเห็น ถ้าเขาไม่ได้ฟังเหตุผลของเราหลังทำ เขาจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงทำ มันไม่มีใครที่ทำอะไรไปแล้วพูดเหตุผลเท่ๆ เหมือนการ์ตูนอนิเมะหลอก มันลั่นทำไปแล้วมีแต่ต้องรับผลกระทบ ซึ่งความคิดนี้จะมีข้อเสียแบบนั้น
--------------- คนสุดท้ายคือ คนกลาง คนที่ถูกเสี้ยม เป็นเด็กน้อยสุด ---------------
หลอนดิครับ บางทีมันก็ดูวุ่นวายถ้าเราติดอยู่ในโลกของความคิดขนาดนั้น มันทำอะไรยาก แล้วเวลาอยากจะรีบทำสิ่งๆหนึ่งปรุ๊บต้องรีบทำรีบติดสินใจ ไม่งั้นโลเลแน่ถ้าเข้าไปในความคิด
ข้อดีของความคิดนี้คือ ถอดสมองใช้ชีวิตง่าย เป็นด้านเดียวที่เรารู้สึกว่า เหมือนคนปกติที่เขามีชีวิตกัน ไม่รู้อะไรแหละ กระเพราะไก่แม้ม อะไรประมาณนั้น จะเป็นคนที่คิดน้อย แต่ฟังเยอะ บางครั้งไม่รู้จักทำอะไร ความคิดนี้จะทำอะไรที่เป็น มารยาทที่สุดไปก่อน กลางๆ ไม่แย่ไม่ดี มันเลยทำให้เราดูปกติ แล้วค่อนข้างตอบสนองไว
ข้อเสีย มันเหนื่อยความคิดกลางๆแบบนี้ ถ้าจังหวะชีวิตไม่ดีบอกเลยว่า ผลเสียเยอะกว่ามาก เพราะมันจะโง่เกินไปจนเดินไปเจอปัญหา ตามภาษาเด็กๆอะครับ มันเป็นคนที่ได้ใช้ชีวิตบ่อยสุดแล้วก็ทำอะไรเหมือนคนปกติสุด
เคยเจอใครมาบอกเล่าแบบนี้ไหมครับ นักบำบัดจิตที่เคยไปปรึกษาแล้วเขาก็บอกเลยว่า หายากเหมือนกันคนที่ เข้าใจตัวเองเยอะขนาดนี้มันเหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่มันก็มีอะไรที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าถ้าเจอจังหวะไม่ดีคุณจะกลายเป็นคนที่คิดเยอะมากที่สุดในวง ไม่งั้นจะมาหานักบำบัดทำไม ซึ่งแนวทางแก้ไขเขาว่ามาว่า "จับมารวมกัน"
ตอนเราฟังก็นั่งงงครับ รวมกัน ยังไง!! รวมสามอย่างนี้รวมกันอะนะ มันพูดปรุ๊บแล้วสามความคิดอาจจะยังเอ๋อเลยนะว่า ห๊ะ!! รวมกัน ไม่ใช่แบบ เบจิต้าแล้วโงกุนที่จิ้มนิ้วแล้วได้เลยนะ มันไม่น่าง่ายๆแน่ๆ
ซึ่งเขาก็อธิบายว่าความคิดแบบนี้มันเป็นการที่ ความคิดแตกกระจายออกจากการเป็นบุคลิกที่แยกออกจากการ ต้องอยู่ร่วมกัน คล้ายๆกับคำว่า บุคลิกขาวและดำ ถูกหรือผิด yes or no อะไรทำนองนั้น มันจะปวดหัวบ้างเวลาความคิดตีกัน แต่จะใช้ดีมากถ้าหาจังหวะใช้ให้เป็นมันจะค่อนข้าง win เพราะอาจจะเจอความคิดที่ตอบคำถามได้ถูกต้องและไวกว่า ถ้ามันเจอไว แต่ถ้ามันก้ำกึ่งจะเริ่มคิดแล้ว แต่มันไม่ได้เหนื่อยครับ เทียบกับแล้วเราใช้สมองกับเรื่องไร้สาระไปดูเยอะแยะเลย 555 มันไม่เครียดนะ แต่มันจะเป็นความรู้สึก ไม่ดีไม่แย่ กำลังประมวลผลอยู่ ถ้าฟิวขาดแล้วอาจจะ กระเพราไก่จานนึง ตอบอะไรโง่ๆไปเลยดีกว่า ค่อยมาแก้ปัญหาที่หลัง อาจจะเวริค อีคนกลางคือตัวกวนตีนที่สุดแล้ว พร้อมจะช่างแม้มตลอด
อันนี้แค่ส่วนของโลกด้านในความคิด ยังมีโหมดพิเศษอีก ผมเรียกว่า โหมดเสียสติ ระเบิดลง นั่นคือจะเกิดเมื่อมีเงือนไขที่แตกหักสุดจัดในชีวิต มันเป็นปัญหาด้านอารมณ์ล้วนๆ ไม่มีวัวผสม ภาษาบ้านๆคือ ฟิวขาด ที่ไม่ทนแล้วโว้ย
จะดูโกรธ หรือ ไม่ก็เสียใจแบบหนักมาก ไม่ก็ผสมกัน แบบไร้เหตุผลไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ซึ่งบุคลิกนี้จะมีผลต่อการแสดงออกภายนอกด้วย ถึงบางครั้งมันเป็นความคิดลึกๆ ที่อยู่ในสมองเราที่มันเป็นด้านบางอย่างที่เรา จัดการไม่ไหว พักผ่อนแล้วก็ปล่อยวางได้ไม่หมด ความคิดก็มีความอดทนเป็นถังขยะรองรับสิ่งพวกนี้เอาไว้ ถ้ามันถึงจุดปรุ๊บ ระวังให้ดีเลย ซึ่งผมจะเป็นคนที่รู้ตัวไวที่สุด จะฉีกตัวหนีออกจากทุกคนบนโลก ปิดประตูทันที เพื่อจัดการให้จบ ไม่งั้นไปปล่อยระเบิดลงในโลกด้านนอกสิ เขาหาว่าเราบ้า หนักกว่าเดิมอีกโดนด่าให้ช้ำใจ แล้วมันแย่จริงๆในสายตาคนอื่น ทางออกก็ไม่ได้มีมากมาย
เคยเห็นคนแบบนี้มาไหมหละครับ เป็นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคม บางครั้งก็เนียนมากๆ หลายคนพอเล่าให้ฟังจากคนไม่เคยรู้จักกันวันแรกๆ พอรู้ปรุ๊บเขาก็ทึ่งๆเหมือนกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแนวคิดขนาดนี้ คิดได้ขนาดนี้ มันหลุดมิติกว่าคนคิดมาก ขึ้นไปเป็นอีกแบบนึงจนเรียกว่า พิเศษเฉพาะด้านอีกด้านนึง
เพราะสำหรับเราที่เจอ คนคิดมาก มักจะเป็นคนที่เครียดสะสมหรือหมุกมุ่นกับพวกงานหรือปัญหาชีวิตรุมต่อยยับๆ จะเข้าใจแบบนั้น แต่อาการคิดมากของผมมันเป็นจากปัญหาที่ว่า เราดั้นมีหลากหลายความคิดที่เยอะแยะ แล้วจะแยกมุมออกจากกันไม่ให้มันต่อยกันตีกัน แล้วก็ใช้ผลประโยชน์จากแต่ละด้านช่วยเหลือกัน เพื่อให้มันอยู่ร่วมกันได้แบบสงบๆหน่อย มันก็ฟังดูคล้ายการคิดมาก แต่มันจะอธิบายด้วยคำว่า กำลังหาทางจัดการกับระบบความคิดอยู่มากกว่า
ซึ่งคนที่ช่วยแบกชีวิตมากสุดคือคนกลางนั่นแหละ เพราะมันจะช่างแม้ม ไม่รู้ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่สน ปล่อยบอททำงานนทำหลายๆ อย่างแบบเงียบๆ ลับๆ จากการเอาความคิดบางอย่างมุมมองบางอย่างมาใช้ อย่างน้อยมันก็ทำงานมีชีวิตต่อไปได้ถึงจะเบื่อๆ เซงๆ กับความคิดตัวเอง แต่อย่างน้อยถ้าทำโง่ๆแบบนี้ต่อไปได้ชีวิตจะค่อยๆดีขึ้น แต่ยังเขียนโปรแกรมพิมพ์งานเยอะๆ ได้แบบ รู้อีกทีแปปเดียวก็เสร็จแล้ว เวลามันเลยเหลือ พอเวลาเหลือก็งานหยาบละ
เลยรู้สึกว่า ชีวิตเราถูกสปอยแล้วก็ได้รับความรู้ถูกสอนให้คิดมาเยอะมากๆเหมือนกัน บางอย่างคือมันเรื่องจริงแหละ ถ้าคิดพลาดคิดไม่ดีแล้วเพลอไปยุ่งเกี่ยวปรุ๊บ ชีวิตซวยทันทีจริงๆ แบบเถียงไม่ขึ้นเลย
แล้วพอรู้สปอยแล้วเชื่อตามนั้น แล้วทำให้ได้ ผลคือเราไม่ค่อยเจอปัญหาแบบที่หลายๆคนเขาเป็นกันเท่าไหร่ เราค่อนข้างรู้สึกว่า เราได้ดีจริงๆตามคำบอกหรือสปอยจากผู้ใหญ่ที่เขาเก่งกว่าเรามากๆ อีกทั้งหลายๆคนที่ให้คำแนะนำกึ่งๆสปอยมาว่าต้องทำยังไง นอกจากแค่เรานั่งจัดการระบบความคิดแล้วปล่อยให้ชีวิตเราดำเนินไปเรื่อยๆ เราสบายนะแล้วก็ชีวิตไม่ได้ว้าว ไม่ได้แย่ ไม่มีปัญหาจุกจิกแบบที่คนอื่นเขาเจอกันมา ใจลึกๆก็แบบอิจฉาเขาได้ไหมนะชีวิตเขาดูมีปัญหามีสีสัน แต่เราจะอยู่กับแค่การจัดการปัญหาภายในหัวอย่างเดียว
ผลคือชีวิตเราเลยเลือกทำบางอย่างได้ แล้วทำได้ไวเพราะเรารับรู้มาเองด้วยว่า มันน่าจะใช้ปัญหานี้เราน่าจะเจอแน่ๆ เราต้องชิงทำให้ไว ลงมือให้เร็ว ก่อนปัญหาจะเกิด แล้วเจอจุดที่ลงตัวแปลกๆ เราเลยเหมาะกับงานเขียนโปรแกรม หรือ สายงานเขียนโปรแกรมค่อนข้างรุ่ง เพราะถูกสปอยมาอยู่ดีแหละเพลินสนุกเลยหละเวลาคุยกับคอม แต่เวลาเราคุยกับคนนะ บางทีเราจะเบื่อๆ จนไม่อยากคุย เพราะบางอย่างจากความคิดคนบางประเภทครับ
เราเคยผ่านจุดที่ไม่เข้าใจจนอยากศึกษาชีวิตคนปกติคนอื่นในสังคมว่าเขาคิดเขาทำยังไง เราก็แค่ออกไปเรียนรู้แล้วใช้ชีวิตเข้าสังคมแบบ extrovert จัด จนเจอคนมากๆ ที่เขาใช้อารมณ์ตัดสินใจแบบแท้ๆเลย แล้วรู้สึกว่าคนคิดบูดเยอะมากๆเหมือนกันเลยหละ แค่เราไม่ได้พูดแต่เรารู้เลยว่ามันไม่ดีหลอกแบบนี้ ไม่ต่างอะไรจากพึ่งดวง ผลคือยิ่งกลับห้องมากลับมาพักแล้วทบทวนชีวิตใหม่ เรายิ่งเลิกคุยกับคนไปเรื่อยๆ ปัญหาเก่าก็กลับมามีปัญหาได้น๊า เคยแก้ไปแล้วสุดท้ายก็ยังแก้งานไม่ผ่าน
ชีวิตจริงถ้าไม่ใช้สิ่งที่ชอบ เราแทบไม่ขยับปากพูดเลย นอกจากเรื่องงานแล้วก็เรื่องสำคัญๆ ที่เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ เรานิ่งมากๆ แต่เจอเรื่องที่ได้พูดเต็มที่คือ โดนด่าว่าได้พูดปรุ๊บนี่พูดเพลินพูดสนุกยาวๆเลยนะ เหมือนเก็บกด แล้วการหย่อนก็ไม่ใช่หนทางที่ทำง่ายๆ เพราะมันเป็นระดับฝังรากลึกในความคิด การหย่อนอย่างเดียวคือใช้ด้านตรงข้ามฉุดรั้งให้ไม่มองภาพแย่เกินไปแค่นั้นที่เราเข้าใจนะ แต่ไม่ใช่ถึงขั้นปล่อยทิ้งช่างแม้มได้ทุกเรื่อง
แนวแก้ไขแบบชิวๆอีกมุขนึงที่ใช้บ่อย คือ ชานมไข่มุกหวาน 125% ติดหวาน การกินน้ำตาลพอประมาณจะทำให้รู้สึกพลังสมองมันถูกกระตุ้นสูงมากกว่าปกติ เราจะเป็นคนแบบนี้แหละ เราอยู่ด้วยความสงสัยแบบสุดตัวจริงๆว่า แบบเรามันแย่มากมายไหม เหมือนจะต้องแก้ไขปัญหานี้ แต่อีกความคิดก็บอกว่าไม่ต้องแก้หลอก แต่อีกคนก็นั่งดูดชานมไข่มุขเพลินๆเหมือนกวนตีนประชดชีวิต