
- ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 39 นาที เป็นหนัง Dark Comedy ฟอร์มเล็กส่งตรงจากประเทศพม่า ฉายเมื่อปี 2020 และ นำเข้าโดยค่ายหนังทางเลือกอิสระ Common Move ในปีนี้ สไตล์ไทบ้านที่นอกจากจะไม่ใช่วัฒนธรรมที่เราคุ้นเคยแล้วยังมีโทนความก่ำกึ่ง ๆ บอกไม่ถูกว่าจะฮาก็ไม่ฮาหรือจะซึ้งก็ไม่ซึ้งกันดี ขนาดว่ามีฉากปล้นเป็นจุดขายความตื่นเต้นก็ไม่สามารถซื้อใจลูกค้าให้อยากอุดหนุนสินค้าของตนเองเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร หรือควรโฟกัสกับอะไรดี ทั้งที่มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยก็ไม่ค่อยใส่ใจแต่กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ข้างทางมากเกินไปจนไปกลบบทที่ขัดเกลามาดีให้เสียรูปขบวนไปด้วย แทนที่จะได้รับความสนุกกลับกลายเป็นการนั่งดูเพื่อความทรมานแทน

- ด้วยความที่การเดินเรื่องมันไหลไปเรื่อย ๆ ไร้ทิศทางที่แน่ชัด บางทีก็เดาทางต่อไปไม่ถูกว่าจะเป็นทางไหน ด้วยความเป็นหนังซ้อนหนังที่ไม่ได้รู้สึกซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจใน Timeline อะไรให้ยุ่งยาก โอเคว่ามุมกล้องจัดแสงสวย บรรยากาศในประเทศพม่าได้ละเอียด ขณะที่ดูรู้สึกว่ามีความเป็น Local Culture มากกว่าความเป็นสากลจนคิดว่าอยู่ในยุค 90 – 2000s ถ้าไม่เห็นสมาร์ทโฟนก็เชื่อสนิทใจจริง ๆ แม้ว่ามีความใส่ใจในวัตถุดิบ พร้อมพิถีพิถันในการปรุง พอลองชิมอาหารดูแล้วรู้สึกว่ามันขาดความกลมกล่อมจากการลืมใส่ผงนัวร์อย่างชัดเจน ผลที่ได้รับคือช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา จนแอบดูเวลาเป็นระยะพยายามจับใจความอยู่ว่าใครเป็นใครอยู่ค่อนข้างนานจนถึงช่วงที่พระเอกคุยกับนายทุนเรื่องที่จะสร้างหนังเสร็จก็ไม่อาจฝืนความรู้สึกตัวเองไหวจนเผลอหลับ ๆ ตื่น ๆไปหลายนาที เพราะช้ามาก กว่าจะตื่นมาอีกทีตอนที่พระเอกกับพี่เขยขับรถชนหมาเข้าให้ ซึ่งจากประสบการณ์ดูหนังในลักษณะนี้จากประเทศเพื่อนบ้านเซ้นส์ของผมบอกได้ว่าใกล้จะถึงจุดเปลี่ยนของเรื่องเข้าแล้ว หลังจากผ่านไปซักแปปก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ แต่ก็ทำพอส่ง ๆ มาปุ๊ปเสร็จปั๊ป บอกให้รู้ว่าทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้วนะ พอผ่านหลังจากนั้นก็เข้าสู่ลูปเดิมกันอีก วนอ่างอยู่แต่กับชีวิตส่วนตัวพระเอกแล้วก็กองถ่ายไปมาก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านั้นอีกครั้งก็ตอนใกล้จะจบเรื่องให้แล้ว

- ระหว่างทางหนังพยายามยกโครงสร้างของระบบการเมือง สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจวิพากษ์วิจารณ์สังคมจากการทำงานของรัฐบาลผ่านแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์พม่าพอให้จับจุดอยู่เป็นระยะ ซึ่งนำเสนอได้น่าสนใจดีแต่ขยี้ได้ไม่สุดอีกเช่นกัน ติดทีเล่นด้วยมุกตลกของบรรดาตัวละครทั้งหายที่ถูกจัดวางจังหวะเป็น Pattern ตาม Dialogue ละคร Sitcom บ้านเราที่ไม่ได้ขำขี้แตกอย่างดีก็แค่ยิ้มในมุมปากนิด ๆ แค่นั้น ภาพรวมมันจึงเต็มไปด้วยความหน่อมแน้ม ซื่อ ๆ เชย ๆ ของตัวละครที่ไม่คิดว่าประเทศเขาจะเล่นเหมือนกับบ้านเราเหมือนกัน แล้วที่เสียดายอีกอย่างเลย คือ Part การปล้น เป็น Scene ที่คิดว่าน่าจะสนุกที่สุดกลับกลายเป็นความน่าผิดหวังที่สุด อารมณ์เด็กน้อยเล่นขายของปิดท้ายซอย เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปง่ายดายจนขาดน่าตกใจ ยังไม่มีตำรวจเข้ามาทำคดีหาหลักฐานมาจับคนร้ายแม้แต่คนเดียวคืออะไร ถ้าใส่เข้าไปด้วยก็พอที่จะให้บทมีความจริงจังหรือรับรองเหตุผลของการกระทำของพวกพระเอกอะไรบ้างก็ยังดี

- สรุป คือ เฉย ๆ ไม่ได้ชอบและไม่แย่เกินไป เข้าใจง่ายแต่ขาดมีความลื่นไหลจนกลายเป็นแผลเป็นตามทางเกือบจะเข้าถึงยาก มีปมประเด็นที่ปูทางไว้ตั้งแต่ต้นแต่ไม่นำไปต่อเท่าที่ควร เช่น ปมครอบครัวพระเอก , เบื้องหลังการทำงานกองถ่าย หรือ การสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันที่มีระบบทุนนิยมปกครอง อย่างเช่น นายทุนผู้ทำธุรกิจเพื่อกำไรกับคนทำหนังผู้เป็นคนสร้างผลงานเพื่อความสำเร็จที่เป็นไม้เบื่อไม้เบากันก่อนนำไปสู่การปล้นธนาคารสุดระอุส่งผลไปถึงบทสรุปช่วงท้ายเรื่องที่ยัดปมที่มีมาสรุปรวบลงแบบส่ง ๆ แล้วขายมุกตลกแก้เขินกลบเกลื่อนเพื่อให้ทันต่อความยาวที่มีอยู่ของหนังให้เสร็จจนกลายเป็นงานรีบหน้าชั้นเรียนอย่างบอกได้ถูก บางอย่างเคลียร์แล้วและอีกหลายอย่างก็ทิ้งไปกลางทางดื้อ ๆ หายจ๋อม แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นสาระสำคัญอะไรอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ดูจบเสร็จเหมือนกับว่าเราได้ปลดปล่อยจากความเหนื่อยล้าในการดูหนังทั้งหมดทั้งมวลหายเป็นปลิดทิ้งจนลืมเนื้อเรื่องไปเลยทันที

- ในขณะเดียวกันลองคิดดูแล้วมันกลับให้แก่นสารอะไรบางอย่างกับเราจนเก็บไปคิดเองต่อว่าในเมื่อเราสามารถสร้างเรื่องของเราให้ออกมาเป็นเรื่องราวตามที่คิดไว้เป็นลำดับได้แล้วแต่ทำไมชีวิตจริงเรากลับไม่อาจทำได้ในสิ่งที่เราต้องการอยากให้เป็นด้วยล่ะ เออ โลกนี้มันช่างหาเรื่องเล่นตลกจนย้อนแย้งอยู่ตลอดเวลา

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เมื่อได้อ่านแล้ว สามารถกด Like กด Share บทความของผม EMCONCEPT และ Facebook : EM Pascal เพื่อเป็นกำลังใจในการรีวิวครั้งต่อไป ขอบคุณครับ
[CR] No.27 Money Has Four Legs (2020) : กองทุน 4 ขา เปิดกล้องท้าปล้น
- ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 39 นาที เป็นหนัง Dark Comedy ฟอร์มเล็กส่งตรงจากประเทศพม่า ฉายเมื่อปี 2020 และ นำเข้าโดยค่ายหนังทางเลือกอิสระ Common Move ในปีนี้ สไตล์ไทบ้านที่นอกจากจะไม่ใช่วัฒนธรรมที่เราคุ้นเคยแล้วยังมีโทนความก่ำกึ่ง ๆ บอกไม่ถูกว่าจะฮาก็ไม่ฮาหรือจะซึ้งก็ไม่ซึ้งกันดี ขนาดว่ามีฉากปล้นเป็นจุดขายความตื่นเต้นก็ไม่สามารถซื้อใจลูกค้าให้อยากอุดหนุนสินค้าของตนเองเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร หรือควรโฟกัสกับอะไรดี ทั้งที่มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยก็ไม่ค่อยใส่ใจแต่กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ข้างทางมากเกินไปจนไปกลบบทที่ขัดเกลามาดีให้เสียรูปขบวนไปด้วย แทนที่จะได้รับความสนุกกลับกลายเป็นการนั่งดูเพื่อความทรมานแทน
- ด้วยความที่การเดินเรื่องมันไหลไปเรื่อย ๆ ไร้ทิศทางที่แน่ชัด บางทีก็เดาทางต่อไปไม่ถูกว่าจะเป็นทางไหน ด้วยความเป็นหนังซ้อนหนังที่ไม่ได้รู้สึกซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจใน Timeline อะไรให้ยุ่งยาก โอเคว่ามุมกล้องจัดแสงสวย บรรยากาศในประเทศพม่าได้ละเอียด ขณะที่ดูรู้สึกว่ามีความเป็น Local Culture มากกว่าความเป็นสากลจนคิดว่าอยู่ในยุค 90 – 2000s ถ้าไม่เห็นสมาร์ทโฟนก็เชื่อสนิทใจจริง ๆ แม้ว่ามีความใส่ใจในวัตถุดิบ พร้อมพิถีพิถันในการปรุง พอลองชิมอาหารดูแล้วรู้สึกว่ามันขาดความกลมกล่อมจากการลืมใส่ผงนัวร์อย่างชัดเจน ผลที่ได้รับคือช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา จนแอบดูเวลาเป็นระยะพยายามจับใจความอยู่ว่าใครเป็นใครอยู่ค่อนข้างนานจนถึงช่วงที่พระเอกคุยกับนายทุนเรื่องที่จะสร้างหนังเสร็จก็ไม่อาจฝืนความรู้สึกตัวเองไหวจนเผลอหลับ ๆ ตื่น ๆไปหลายนาที เพราะช้ามาก กว่าจะตื่นมาอีกทีตอนที่พระเอกกับพี่เขยขับรถชนหมาเข้าให้ ซึ่งจากประสบการณ์ดูหนังในลักษณะนี้จากประเทศเพื่อนบ้านเซ้นส์ของผมบอกได้ว่าใกล้จะถึงจุดเปลี่ยนของเรื่องเข้าแล้ว หลังจากผ่านไปซักแปปก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ แต่ก็ทำพอส่ง ๆ มาปุ๊ปเสร็จปั๊ป บอกให้รู้ว่าทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้วนะ พอผ่านหลังจากนั้นก็เข้าสู่ลูปเดิมกันอีก วนอ่างอยู่แต่กับชีวิตส่วนตัวพระเอกแล้วก็กองถ่ายไปมาก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านั้นอีกครั้งก็ตอนใกล้จะจบเรื่องให้แล้ว
- ระหว่างทางหนังพยายามยกโครงสร้างของระบบการเมือง สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจวิพากษ์วิจารณ์สังคมจากการทำงานของรัฐบาลผ่านแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์พม่าพอให้จับจุดอยู่เป็นระยะ ซึ่งนำเสนอได้น่าสนใจดีแต่ขยี้ได้ไม่สุดอีกเช่นกัน ติดทีเล่นด้วยมุกตลกของบรรดาตัวละครทั้งหายที่ถูกจัดวางจังหวะเป็น Pattern ตาม Dialogue ละคร Sitcom บ้านเราที่ไม่ได้ขำขี้แตกอย่างดีก็แค่ยิ้มในมุมปากนิด ๆ แค่นั้น ภาพรวมมันจึงเต็มไปด้วยความหน่อมแน้ม ซื่อ ๆ เชย ๆ ของตัวละครที่ไม่คิดว่าประเทศเขาจะเล่นเหมือนกับบ้านเราเหมือนกัน แล้วที่เสียดายอีกอย่างเลย คือ Part การปล้น เป็น Scene ที่คิดว่าน่าจะสนุกที่สุดกลับกลายเป็นความน่าผิดหวังที่สุด อารมณ์เด็กน้อยเล่นขายของปิดท้ายซอย เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปง่ายดายจนขาดน่าตกใจ ยังไม่มีตำรวจเข้ามาทำคดีหาหลักฐานมาจับคนร้ายแม้แต่คนเดียวคืออะไร ถ้าใส่เข้าไปด้วยก็พอที่จะให้บทมีความจริงจังหรือรับรองเหตุผลของการกระทำของพวกพระเอกอะไรบ้างก็ยังดี
- สรุป คือ เฉย ๆ ไม่ได้ชอบและไม่แย่เกินไป เข้าใจง่ายแต่ขาดมีความลื่นไหลจนกลายเป็นแผลเป็นตามทางเกือบจะเข้าถึงยาก มีปมประเด็นที่ปูทางไว้ตั้งแต่ต้นแต่ไม่นำไปต่อเท่าที่ควร เช่น ปมครอบครัวพระเอก , เบื้องหลังการทำงานกองถ่าย หรือ การสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันที่มีระบบทุนนิยมปกครอง อย่างเช่น นายทุนผู้ทำธุรกิจเพื่อกำไรกับคนทำหนังผู้เป็นคนสร้างผลงานเพื่อความสำเร็จที่เป็นไม้เบื่อไม้เบากันก่อนนำไปสู่การปล้นธนาคารสุดระอุส่งผลไปถึงบทสรุปช่วงท้ายเรื่องที่ยัดปมที่มีมาสรุปรวบลงแบบส่ง ๆ แล้วขายมุกตลกแก้เขินกลบเกลื่อนเพื่อให้ทันต่อความยาวที่มีอยู่ของหนังให้เสร็จจนกลายเป็นงานรีบหน้าชั้นเรียนอย่างบอกได้ถูก บางอย่างเคลียร์แล้วและอีกหลายอย่างก็ทิ้งไปกลางทางดื้อ ๆ หายจ๋อม แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นสาระสำคัญอะไรอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ดูจบเสร็จเหมือนกับว่าเราได้ปลดปล่อยจากความเหนื่อยล้าในการดูหนังทั้งหมดทั้งมวลหายเป็นปลิดทิ้งจนลืมเนื้อเรื่องไปเลยทันที
- ในขณะเดียวกันลองคิดดูแล้วมันกลับให้แก่นสารอะไรบางอย่างกับเราจนเก็บไปคิดเองต่อว่าในเมื่อเราสามารถสร้างเรื่องของเราให้ออกมาเป็นเรื่องราวตามที่คิดไว้เป็นลำดับได้แล้วแต่ทำไมชีวิตจริงเรากลับไม่อาจทำได้ในสิ่งที่เราต้องการอยากให้เป็นด้วยล่ะ เออ โลกนี้มันช่างหาเรื่องเล่นตลกจนย้อนแย้งอยู่ตลอดเวลา
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เมื่อได้อ่านแล้ว สามารถกด Like กด Share บทความของผม EMCONCEPT และ Facebook : EM Pascal เพื่อเป็นกำลังใจในการรีวิวครั้งต่อไป ขอบคุณครับ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้