เราควรกลับบ้านไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ หรือแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวดี?

เราควรกลับบ้านไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ หรือแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวดี?

ขอเริ่มจากบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนเลย คุณย่าเรามีลูกทั้งหมด 3 คน พ่อของเราเป็นคนโต เราจะแทนน้องพ่อเราว่า อา1 และ อา2

พ่อได้พาเรามาให้ย่าเลี้ยงตั้งแต่ ป.2 ปกติพ่อเราทำงานอยู่อีกจังหวัดจะกลับบ้านเฉพาะวันหยุด ตั้งแต่เราเด็กๆ เราจะเห็นภาพ อา1และอา2 ชอบพูดจาเสียงดัง ด่าทอ หรือแม้กระทั่งขึ้นเสียงใส่พ่อของเรา แต่พ่อเราก็เงียบ เราเคยถามว่าทำไมต้องยอม คำตอบที่ได้คือ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต่อความยาวหรอก เดี๋ยวเค้าก็เหนื่อยแล้วหยุดไปเอง

เราเคยเอาเรื่องนี้ไปบอกย่าเรา กลายเป็นว่าเราโดนดุว่าเป็นเด็กไม่น่ารัก อาเราเค้าไม่เคยทำตัวไม่ดี

จนพอเราเริ่มโตขึ้นเราถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้ว ย่าเราลำเอียงมาก หากอาว่าพ่อเราเค้าจะไม่พูดอะไร แต่ถ้าพ่อเราเถียงกลับ กลายเป็นว่าพ่อเราผิด ( ย่าเราจะรัก อา2 มาก มากจนสามารถเผื่อแผ่ไปถึงลูกๆของอา2 ด้วย ) เราเคยโดนตีจนขาลายเพราะย่าบอกว่าสิ่งที่เราทำอะผิด แต่พอลูกของอา2 ทำแบบเดียวกับเรากลายเป็นว่า ดีเฉย เก่งอย่างนั้น ดีอย่างนี้

มีอยู่วันนึง แถวบ้านเรามีงานบุญ ชาวบ้านเค้าก็จะมาร่วมช่วยกัน เราจำได้ดีว่าวันนั้น อา2 พูดต่อหน้าเราว่า "พ่ออ่ะ %=%×^#**฿฿& คำค่อนข้างแย่เลยแหละ" ตอนนั้นเรารู้สึกโกรธมาก เถียงว่าพ่อเราไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วเราก็ไม่พูดกับเค้าเลย แต่สิ่งที่อา2 ทำต่อคือไปบอกย่าเราว่า เราไม่ว่าเค้าเสียๆหายๆกลางงาน เค้าเสียใจมาก

ย่าเราก็ไม่ถามอะไรเราสักคำ ด่าเราอย่างเดียว เราเลยท้าให้เค้าไปถามคนอื่นในงานดู พอคนอื่นเค้ายืนยันว่าเราพูดความจริง ย่าเราก็ปล่อยผ่านไปเฉยๆเหมือนไม่เคยเกิดไรขึ้น โดยที่ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนอะไรอา2 เลย

ทุกอย่างมันค่อยๆสะสมมาเรื่อยๆ เรารู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน อยากไปที่ไหนไกลๆ จนเราสอบติดมหาลัยที่ค่อนข้างจะไกลบ้าน เราเริ่มหางานพิเศษทำ หาข้ออ้างกลับบ้านให้น้อยลง
พอเราเรียนจบเราก็ได้งานที่ต่างจังหวัดอีก ใจนึงก็อยากจะกลับไปทำงานแถวบ้าน แต่ใจนึงก็คิดว่ากลับไปเราก็เจอแต่แบบเดิมๆ เราลังเลตลอดตอนที่มีโอกาสย้ายงานไปทำแถวบ้าน แต่เราก็ยังโชคดีที่ไม่ได้งานแถวบ้านเลย

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิด พ่อเราเสีย เราก็กลับไปจัดงาน เราจัดการทุกอย่างเอง รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด อาทั้งสองของเราเค้ารับเป็นเจ้าภาพขนมเลี้ยงแขกหลังพระสวดหนึ่งคืน
เท่านั้น แม้กระทั่งงานครบรอบ 100 วัน, ธุระจัดการเรื่องลอยอังคาร และทำบุญครบรอบประจำปีเราก็จัดการเองทั้งหมด โดยที่พวกเค้าไม่ได้มีส่วนร่วมเลย เราก็พยายามเข้าใจนะ แต่ลึกๆเรารู้สึกแบบ เธออออ นั่นพี่ชายเธอทั้งคนนะ ทำไมนะ

ทีนี้ตอนพ่อเราเสีย พ่อเรามีทรัพย์สินและหนี้สิน เราก็พยายามเคลียหนี้สินไปโดยที่ไม่มีใครช่วยเหมือนเดิม  ระหว่างนี้เราก็ได้มีการโอนเงินเข้าบัญชีบย่าทุกเดือน (บัตร ATM อา2 เราเป็นคนถือ เค้าจะเป็นคนกดเงินออกจากบัญชี เราไม้รู้หรอกว่าเค้ากดไปเท่าไหร่ ตอนไหน เราถือว่าเราโอนให้แล้ว) อาจจะไม่มากนัก แต่เราก็ถือว่าทำในส่วนของพ่อเรา วันนึงทางอาของเราได้มาเจรจาให้เรายกทรัพย์สินให้ย่าเรา โดยไม่เอ่ยถึงหนี้สินเลย พอเราบอกว่าทรัพย์สินที่เค้าอยากได้ยังติดจำนองอยู่เลย เรายังไม่มีปัญญาไปเอาออกมา เค้าก็เงียบไป

พอวันนึงเราสามารถไปไถ่ถอนทรัพย์สินออกมาได้ ย่าเราได้ทำการมอบอำนาจให้อาเรามาฟ้องแบ่งทรัพย์สินจากเรา โดยไม่มีการยอมความหรือเจรจาใดๆทั้งสิ้น (ช่วงก่อนหน้าที่จะฟ้อง อาของเราก็มาถามตลอดว่าไถ่ออกมายัง ทั้งพูดดีดี ทั้งพูดไม่ดี บางคำเรารู้สึกแย่มาก เช่น ดีแล้วที่พ่อ -ายไปสะ )

ตอนนี้เราคิดแค่ว่า อยากได้อะไรเอาไปให้หมด แล้วเราจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีกเลย จะย้ายไปอยู่ที่อื่น เงินที่เคยส่งให้ทุกเดือนเราก็จะเลิกส่งให้ เราทำใจไม่ได้จริงๆ ใจนึงเรารู้สึกว่าแบบ เราไม่ใช่หลานเค้าหรือ พ่อเราไม่ใช่ลูกเค้าหรือ

แต่ลึกๆในใจเราก็แบบ เค้าก็เคยเลี้ยงเรามานะ ถึงแม้จะเลี้ยงแบบเราน้อยใจตลอดเวลา เราอยู่กลับความลังเลในจิตมาสักพัก จนกระทั่งเราพบว่ามัยส่งผลให้เราเริ่มเป็นโรคซึมเศร้า ต้องมีการพบปพทย์เป็นระยะ

เพื่อนๆคิดว่าเราจะเลือกทางไหนดี
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
ถ้าเป็นผมนะครับ ความคับแค้นใจที่เคยมีอยู่ จะพูดลำเลิกออกมาให้หมด
ตอนนี้เรามีอำนาจต่อรองแล้ว พูดครับ ใครโทรมาทวง โทรมาจะเอาสมบัติ ก็พูดลำเลิกครับ ให้เขาได้เครียดบ้าง
เพราะเราเครียดฝังใจมานานแล้ว

ส่วนที่ดินประกาศขายคนอื่นครับ ใครอยากได้ให้ฟ้องร้องเอาเอง ทำตัวให้มีปัญหา ให้สมกับที่เขาคิดว่าเรามีปัญหาครับ

และเลิกส่งเงินส่งอะไรให้ได้แล้วครับ ที่ผ่านมาถือว่าแล้วๆกันไป
ย่าดูแลอาดี ดูแลลูกหลานอาดีมาตลอด ก็ให้คนพวกนั้นดูแลไปครับ  

ถือเป็นการเยียวยาจิตใจเราครับ เพราะสิ่งต่างๆที่เขาทำมากับเราไม่มีใครเยียวยาได้
ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ จิตใต้สำนึกเราจะคิดว่าถูกกระทำตลอดชีวิตครับ เราก็เลยต้องเอาคืนบ้าง
เพื่อให้จิตใต้สำนึกลืมเรื่องราวต่างๆไป

แต่ถ้าคิดว่าเรื่องพวกนี้มันกระตุ้นความทรงจำเก่าๆ ก็เลิกติดต่อไปเลยครับ ทุกอย่างให้มันค้างคาไว้อย่างนั้นแหละ
ถ้าเขาฟ้องชนะก็ปล่อยให้เป็นตามคำสั่งศาลไป ให้เขาได้ยุ่งยากบ้างครับ แต่ผมมองว่า เขาฟ้องศาลคงชนะยากครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่