ความรักที่ไม่เท่ากัน

ตั้งแต่เล็กจนโต เราเคยได้ยินประโยคนี้เสมอ ว่าพ่อแม่รักลูกเท่าๆดัน ไม่มีใครหรอกที่ไม่รักลูกตัวเอง เราเชื่อเสมอ แต่พอวันที่เราล้มจนเจ็บเจียนตาย เป็นคนอื่นที่ช่วยดึงเราขึ้นมาแทน

เราอายุ25ปี เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่พ่อแม่ขีดเอาไว้ให้เสมอ ไม่เคยแม้แต่จะกล้าเดินออกมาสักครั้ง เพราะเราเชื่อมาตลอดว่านั้นคือสิ่งที่ดีสำหรับที่สุดแล้ว ตั้งแต่ประถมเราถูกสอนให้ตั้งใจเรียน ต้องสอบได้ที่ลำดับแรกๆ เราก็ทำได้ตลอด ม.ต้นเราก็ต้องสอบได้ห้องกิฟ ต้องอ่านหนังสือตลอดเวลา จนเราแทบไม่มีเพื่อน ยิ่งเราเป็นคนพูดน้อยอีก เลยมีเพื่อนแค่1คน เราเรียนไปได้สักพัก ยอมรับว่าเครียด ที่ต้องพยายามรักษาลำดับและเกรดเอาไว้ จนเราไปเจอครูสอนดนตรี เราเห็นเขาเล่นดนตรีแล้วอยากลองเล่น พอได้เข้าไปเล่นจริงๆ มันทำให้เรารู้สึกไม่ต้องคิดอะไรมาก มีความสุขที่ได้ทำ แต่สุดท้ายแม่ก็สั่งให้ออก เราต่อต้าน แม่เลยไปที่โรงเรียน จัดการทุกอย่างให้ เราก็ต้องกลับมาอยู่ในจุดเดิม พอขึ้นม.ปลาย ถึงเราจะเลิกเล่นดนตรีไปแล้ว เราก็ยังมองดูคนอื่นเล่น พอได้ฟังมีความสุขมาก เลยตั้งเป็นความฝันของตัวเอง เลยบอกแม่ไปตรงๆ พ่อแม่บอกว่ามันไม่มีอนาคต ไม่ต้องเรียน พยายามดึงเรากลับมา เพื่อทำคะแนนให้ดี แต่ด้วยความเครียดของเราที่สะสมเป็นเวลานาน เกรดเราเริ่มแย่ลงมาก จากที่แค่อยู่3.5 ลงมาเหลือ2.4กว่า ก็โดนแม่ดุด่า จนถึงการสอบเข้ามหาลัย เราไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร เพราะทางที่ชอบก็โดนขัดขวาง เลยเดินไปบอกพี่สาวคนเดียว ว่าสอบเข้าคณะเดียวกับเขาได้ไหม เขาบอกไม่ได้ ไปเรียนคณะอื่นเลย เราสอบมหาลัยได้รอบแอดมินชั่น คณะทุกอย่างครอบครัวเลือกให้เรา เราแสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลย พอเข้าเรียนมหาลัย เราต้องการโน๊ตบุ๊คเพื่อใช้ทำงาน แม่บอกรอก่อนได้ไหม เราเข้าใจว่าแม่คงไม่มีเงิน แต่ไม่ใช่เลย แม่เอาเงินซื้อเครื่องใหม่ให้พี่สาว และเราใช้เครื่องเก่าแทน มือถือเองเราก็ต้องรอจากเขา ผ่านไปไม่กี่เดือน พี่สาวอยากได้รถ แม่ก็ไปหามาให้ ส่วนเราที่คณะอยู่ไกลอยู่บนเขา ต้องอาศัยนั่งรถของม.ไปเรียน เลยอยากได้บ้าง ขอแม่ บอกเหตุผลไป ว่าเดินทางลำบาก แม่บอกว่าไม่ได้ รอพี่เรียนจบก่อน เราก็รอต่อไป แล้วเราก็ได้รถมอไซด์คันเก่าของพี่มา พี่สาวได้รถเก๋งป้ายแดงแทน ตอนนั้นโครตน้อยใจ ไปหาพ่อ ว่าทำไมเราถึงไม่เคยได้ของใหม่บ้าง พ่อบอกพี่สาวต้องใช้ แล้วเราล่ะพูดอะไรไม่ได้เลย เราทนจนเรียนปี4 ตอนนั้นอยู่ในช่วงทำโปรเจค ยิ่งเราทำคนเดียว มันยิ่งเครียด ต้องมาเจอพ่อกับแม่ที่ทะเลาะกันอีก พ่อก็อารมณ์ร้อนผลาญมาหาเรา เราที่เครียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันเลยโมโหกลับไป พ่อขวางแจกันใส่เรา โดนหน้าและหู จนเลือดออก พ่อนิ่งไป แม่มาเห็นฉากนั้นกลับหันไปทะเลาะกับพ่อต่อ เราเดินออกมา อีกวันแม่ทักมาหาเรา บอกว่าเมื่อไรที่เราเรียนจบ เขาสองคนจะเลิกกัน และเราคือสาเหตุ บอกตามตรงตอนนั้นเราโทษตัวเองทุกอย่าง ไม่อยากจะเรียนจบ คนพูดวนเวียนอยู่ในหัวเรา ไม่ส่าเราจะโทรไปร้องขอกี่รอบ แม่ก็สาปคำพูดใส่เรา จนเราไม่อยากมีชีวิตอยู่ อาจารย์ที่ม.เห็นเราหายไป เลยมาตามที่หอ เราเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์เลยไปคุยกับพ่อแม่ ว่าไม่ควรพูดอะไรแบบนี้กับเราในช่วงนี้ แต่สิ่งที่แม่บอกอาจารย์คือ เขาไม่ได้พูด เราคิดไปเอง ตอนนั้นเราร้องไห้หนักมาก อาจารย์คือคนที่ดึงเรา ชอบประคบประคองเรา ให้ทำโปรเจคจบต่อไป ช่วงนั้นเราโดนตัดเรื่องเงิน โชคดีที่ยังมีเงินกยศ.รายเดือนที่ได้ อยู่หอมหาลัย อาจารย์ทำเรื่ิองให้อยู่ฟรี เราแถมไม่ได้ติดต่อพ่อแม่กลับไป จนเราเรียนจบ เราเลือกจะไม่เข้ารับปริญญา เราได้เงินจำนวนนึง จากอาจารย์เพื่อให้เอามาใช้ตั้ฃตัว เราเลยมาทำงานที่กรุงเทพ ตามที่อาจารย์แนะนำ เราไม่ได้กลับไปบ้านอีกเลย จนตอนนี้รอบ4ปีแล้ว ล่าสุดพี่สาวทักมาหาเรา ถามว่าทำไมถึงไม่ติดต่อพ่อแม่บ้าง ทิ้งพ่อแม่ เราเลยบอกเหตุผลไป แต่พ่อแม่ก็ปฎิเสธว่าไม่เคยพูดหรือทำร้ายเราแบบนั้น เลยหันมาโทษแฟนเรา ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่มหาลัย และเป็นหลานของอาจารย์ที่คอยช่วยเรา มา พี่สาวบอกเราติดผู้ชาย จนทิ้งพ่อแม่ พอเราสวนกลับไป ว่าเขาไม่เจอแบบเราจะพูดยังไงก็ได้สิ เราที่ต้องทนมาโดยตลอดทำไมพี่ไม่เห็นใจเราบ้าง พี่สาวตอบเรากลับมาแค่เนรคุณ เราเสียใจมากตอนนั้น จนเราไปรู้มาจากย่า ว่าปูที่เสียไปเขาแบ่งมรดกไว้ให้เรา ให้เรามารับไป จึงเข้าใจนั้นคือเหตุผลที่เขาพยายามติดต่อเรามา เราจึงบอกว่ายกให้ย่า ถ้าย่าไม่เอาก็เอาไปบริจาคเสีย ทั้งพ่อแม่และพี่สาวไม่ยอมรับ พยายามติดต่อเรา ที้งที่ทำงานและติดต่อผ่านครอบครัวแฟน อาจารย์ เราไม่อยากให้ใครลำบากตรงนี้ เราควรจัดการยังไงดี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่