ปัญหาชีวิตนี้เลือกทางไหนดีคะ รู้สึกเศร้าใจจัง อยากระบายค่ะ

ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวยากจนค่ะ มีพี่น้องสามคน เราเป็นน้องสุดค่ะ  เมื่อเราอายุได้16ปี พ่อของเราได้เสียไปค่ะ ทำให้บ้านเราจากที่พ่อแม่ช่วยกันหาส่งลูกๆก็ขาดกำลังไป  และช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่ๆสองคนกำลังเข้ามหาลัยพอดีค่ะ  แม่ส่งเสียพี่ๆสองคนนี้ให้เรียนมหาลัยอย่างเต็มกำลังจนจบทั้งคู่ไล่เลี่ยกันค่ะ   ส่วนเราเองรู้ชาตากรรมตัวเองเลยค่ะ ว่าคงไม่ได้เรียน เพราะดูจากที่แม่ทำงานส่งพี่สองคนเรียนก็หมุนไม่ทัน หลายครั้งล้มป่วย ทำงานไม่เคยมีวันหยุด ดูอาการแม่สาหัสมาก เราจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ เราทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วยเพื่อเก็บเงินจนจบม.6 ระหว่างทำงานพาร์ทไทม์ก็เจอแต่เพื่อร่วมงานที่ค่อนข้างtoxicมากค่ะ ด้วยความที่ว่าเราเป็นเด็ก อะไรที่เขาเอาเปรียบเราได้เขาก็ทำ  แต่ด้วยความที่มันก็แค่งานพาร์ทไทม์ค่ะก็อดทนทำมาแต่ก็รู้สึกเหมือนเสียสุขภาพจิตนิดๆ  จากร้านนั้นเราก็ทำงานประจำค่ะ เราทำงานประจำเป็นเวลา2ปีนิดๆและเราตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าเราเองก็อยากได้เรียนเหมือนคนอื่นเขา ตั้งแต่วันแรกตั้งใจเลยค่ะเก็บเงินอย่างเดียว  ในระหว่างทำงานตอนนั้นก็ยังถือว่าเด็กมากเลยในที่ทำงาน ก็เจอกับสภาพการเดิมๆค่ะ สังคมtoxicมากทั้งเพื่อนร่วมงาน และหัวหัวหน้างานพอเห็นเราเป็นเด็กก็หาเรื่องเราเต็มที่  มีเรื่องอะไรก็ลงที่เราและหาเรื่องเราอยู่เสมอๆ  ซึ่งพออยู่ไปนานๆก็เริ่งรู้ว่าหัวหน้าคนนี้คนเกลียดกันหมดค่ะ ไม่มีใครชอบเลย เค้าเป็นแบบนี้กับทุกคนเลยค่ะ แต่พอมีเด็กที่เข้ามาใหม่เค้าก็จะรังแกง่ายเลย  เราก็พยามไม่ตอบโต้ แต่ก็รักษาสิทธิของตัวเองค่ะถ้าเค้ามาก้าวก่ายเรามากเกินไป  และด้วยบริษัทงานหนักมากค่ะเค้าไม่ยอมให้เราหยุดเลย  พอหยุดก็จะมีปัญหา ซึ่งจริงๆเป็นหน้าที่ของบริษัทที่จะต้องหาคนมีแทนในวันที่เราควรจะได้หยุด แต่เค้าก็หาไม่ได้และจะให้เราหามาเองซะงั้น  เราทำงานบางครั้ง4เดือนไม่ได้หยุดเลย  จนเกิดอาการล้าแปลกๆจากข้างใน คือมันบอกไม่ถูกค่ะ จิตใจห่อเหี่ยวมาก ร่วมถึงร่างกายด้วย รู้สึกมันล้าและตึงไปหมด แค่ขึ้นบันไดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เราคิดว่าเราอาจจะหมดไฟหรือเปล่าจากการทำงานมากเกินไป  แต่เดี๋ยวสินี่เราพึ่งอายุ19เองนะ ช่วงนั้นเราทำงานวันละ12ชม ติดกันสี่เดือนเลยค่ะ หลังๆระบบงานเริ่มยากขึ้น ระเบียบเริ่มเยอะขึ้น มีการเข้าตรวจของฝ่ายต่างๆมากขึ้น หัวหน้าเริ่มเครียดมากขึ้นก็ยิ่งหาเรื่องลูกน้องมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ  มากจนกระทั่งหลายครั้งเราเห็นเค้ายืนมีปากเสียงกับลูกน้องแบบจะต่อยกัน  ซึ่งก็ทะเลาะกันเพราะเอาเรื่องส่วนตัวมาลงที่ลูกน้องค่ะ แต่คือทุกคนเค้ามีภาระก็ต้องก้มหน้าทำกันต่อไป  เราทำงานเยอะจนพอวันนึงได้หยุดงาน มีคนมาแทนเราจากสาขาอื่น  เรานั่งเฉยๆพักผ่อนแล้วมองไปที่ฝนที่กำลังตก น้ำตาเราไหลออกมาเองเลยค่ะ ไหลพราก555  คือไม่ได้เสียใจและไม่รุ้ว่าเราเป็นอะไร เหมือนร่างกายมันเหนื่อยจนน้ำตามันไหนออกมาเองเลยแบบงงๆ    ไม่นานก็ผ่านมาสองปีนิดๆค่ะ ตลอดเวลาเราพยามตั้งใจทำงานไม่ไขว้เขว ไม่เสียคน เรามีเงินเก็บประมาณ150000และเงินจากที่คนอื่นยืมไปรอคืนอีกนิดหน่อย  ถึงเป้าหมายเราจะเป็นจริง แต่ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราเสียไปมากๆค่ะ รู้สึกมีอาการแปลกเริ่มกลัวสังคมทำงานอย่างไงบอกไม่ถูก รู้สึกโดนทำร้าย เหมือนไปทำงานไม่ได้ไปแค่ทำงาน แต่ต้องไปทนให้เค้าระบาย หรือทำtoxicใส่   รู้สึกเสียสุขภาพจิตมากค่ะ  จากนั้น เราเรียนต่อปริญญาตรี  เราใช้เวลาเรียนเพียงสองปีครึ่งเราก็เรียนจบค่ะ  เราตั้งใจมากและเป็นสายเดียวกับที่ทำงานจึงเรียนได้ไว หวังเพียงว่าอยากเรียนจบเหมือนคนอื่นๆ  ในขณะเดียวกับแม่ก็ส่งเสียพี่ๆสองคนจนเรียนจบและเริ่มแก่ตัวลง เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเขาก็จะเกษียร   เราจบมาตอนอายุเพิ่งเข้า23ค่ะ โควิดเริ่มระบาดหนึ่งเทอมก่อนเราจะเรียนจบ ทำให้งานแม่ระหองระแหงมีบ้างไม่มีบ้างแต่ก็ยังพอถูไถไปได้  แต่เรื่องที่น่าปวดหัวคือพี่สองตัวของเราเขาทำความยิ้มมากค่ะ  พี่เราสองตัวไม่เคยเอาดี  ไม่เคยสนใจอะไรครอบครัว แถมสร้างความยิ้มจนครอบครัวต้องยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่บ่อยครั้ง จนตอนนี้ไม่ต้องหวังจะกลับตัวกลับใจแล้วค่ะ บอกเลยว่ากลับไม่ได้แล้วทั้งสองตัว   พี่สองคนนี้ได้ทุกอย่างแต่กลับเอาชีวิตไปทำเละเทะเลอะเทอะมากค่ะ  ไม่เคยสนน้องอย่างเราจะเป็นยังไง ไม่เคยสนแม่ว่าจะเป็นยังไง     เรายอมรับว่าแม่เป็นคนดีมากค่ะ และรักลูกถึงจะไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้เราก็เข้าใจ  เค้าไม่ได้ไม่เคยช่วยเหลือเราเลยนะคะ ถึงเค้ามีน้อยเค้าก็ให้ แต่ถ้าเทียบกับพี่ๆสองคนแล้ว แม่เราส่งเสียพี่ๆไปคนละเกินล้านค่ะ แต่เราแค่หลักสองสามหมื่นระหว่างเรียนเราต้องหาเงินเพิ่มไปด้วย  รู้สึกเสียดายแทนแม่   หลังจากเราจบเราก็รีบหางานค่ะ  แต่แม่อยากให้เราสอบราชการมากๆ แต่เราตอนนั้นอยากหางานทำหาเงินเพิ่มก่อนค่ะ   แต่คือระหว่างนั้นเราก็รู้สึกแปลกๆค่ะตอนหางาน นึกหวนไปถึงตอนที่เคยทำงานมาทั้งหมด โดนบูลี่ต่างๆนาๆกลั่นแกล้งจนจิตเราเสียมากๆ  รู้สึกกลัวๆใจสั่นแปลกๆ
แล้วในที่สุดมันก็เป็นแบบนั้นอีกจริงๆค่ะ ที่ทำงานออฟฟิสtoxicระดับ10+  รุมจิกกัดเด็กใหม่เหมือนแร้งลง   ที่ผ่านมาว่าหนักแล้ว เรามาเจออฟฟิสที่นี่ต้องเห็นคนร้องให้เพราะถูกด่าวันเว้นวัน  บางคนวิ่งไปร้องในห้องน้ำ บางคนร้องให้ที่โต๊ะ  คนที่ว่าทอคซิกแล้ว ระบบงานก็ไม่แพ้กันค่ะ ให้เด็กใหม่ควบคนเดียว4งาน และต้องทำให้เร็ว  ถ้าพลาดก็มีเด็กเก่าที่ดูเก็บกดความทุกข์มากๆรอลงที่เรา  เราพยายามคิดว่าว่านี่อาจเป็นความปกติก็ได้  ที่ทำงานทุกที่คงเป็นแบบนี้  ทำไมคนอื่นเค้ายังทำได้ทนได้  ไม่นานเราก็เห็นเด็กใหม่ที่เข้ามาพร้อมเราแยกตัว เศร้าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กใหม่คนข้างๆเราก็หยุดงานไปหางานใหม่รอ   ทุกวันเราจะต้องทนถูกพนักงานเซลล์หาเรื่อง และไม่ว่าเราจะผิดหรือถูกหัวหน้าจะเข้าข้างเซลล์เสมอเพราะเขาเป็นคนขาย เป็นคนหาเงินให้บริษัท  เรางงมาก   เรารู้สึกได้ชัดเจนว่าสุขภาพจิตเราเปลี่ยนไปมากๆ  เราเริ่มกลัวที่ทำงาน เศร้า นอนไม่หลับ นอนหลับๆตื่นๆ  ชอบฝันว่าทุกคนรุมด่าเรา  หนักไปกว่านั้นเริ่มรู้ว่างานที่เราทำมันไม่ใช่เราเลย   ซึ่งเป้าหมายเราก้ออยากทำงานที่เรารักด้วยค่ะ  เรามองเห็นว่างานนี้ต่อให้เราทำไปสิบปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย ถ้าเค้าไล่เราออกเราก็เป็นแค่พนักงานเอกสารทั่วไปไร้ความชำนาญ   เราอดทนค่ะ อดทนจนผ่านโปร4เดือน  เข้าเดือนที่4เราก็มีอาการแปลกๆมากค่ะแค่เห็นประตูปริษัทก็แบบใจเต้น เหงื่ออก เศร้า รู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงานเหมือนมารองรับความทุกข์ของคนอื่น เด็กสองคนที่เข้ามาพร้อมกะบเราออกก่อนผ่านโปรซะอีก   วันที่เขาเรียกเราเข้าไปเซ็นใบผ่านโปรขึ้นเงินเดือน เย็นวันนั้นเราก็เซ็นใบลาออกเลยค่ะ  สิบวันต่อจากนั้นเด็กที่ทำงานร่วมกับเราสองคนก็ลาออกเช่นเดียวกัน รวมแล้วหมดแผนกค่ะ  ส่วนแม่เราก็อยากให้เราสอบเข้าราชการมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบอีกค่ะ อยากให้เราเป็นหน้าเป็นตาให้ได้ มีสวัสดิการดูแลแม่ได้  เราเองก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น  เราไปสอบก.พ.แต่ด้วยโควิดก็เลื่อนไปเรื่อยๆ แต่พอเค้าเปิดให้สอบได้เราก็สอบได้และผ่านตั้งแต่ครั้งแรก แม่ดีใจมากหวังพึ่งเราเต็มที่เพราะพี่สองคนนั้นหมดอนาคตไปแล้ว  ระหว่างนั้นเราหวนคิดว่าหรือเพราะเราไม่มีทักษะเฉพาะด้วย  เราเลยทำงานยากด้วยและไม่มีความสุขเลย       การทำงานที่ใช่และมีความสุขและเป็นงานที่มีทักษะเฉพาะก็เป็นเป็นสิ่งที่เราฝันเลย นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ งานที่ไม่ได้แค่เงิน แต่ได้ทักษะความรู้ความชำนาญเมื่อทำไปนานๆ และเป็นสิ่งที่เรามีความสุขกับมัน  เราเลยไปสมัครเรียนป.ตรีอีกใบค่ะ เราเรียนมา1ปีนิดๆก็กำลังจะจบ เหลือเพียงไปฝึกงานเท่านั้น ซึ่งฝึกงานต้องใช้เวลา4เดือน ระหว่างที่เรียนมาก็โกหกแม่ไปเรื่อยว่าไปสอบราชการแล้วแต่ยังไม่ได้  ที่จริงเราไปสอบของป.ตรีค่ะ และดูเหมือนสาขาที่เรียนจะเป็นสาขาที่รู้สึกใช่ด้วย  แต่อีกไม่เกินสามสี่เดือนนี้แม่จะเกษียรแล้วและไม่เหลืออะไรติดตัวเลยเพราะให้พวกพี่ไปหมด  แม่หวังพึ่งเราได้เท่านั้น   ใจนึงก็อยากลองไปทำงานตามที่ฝัน ส่วนแม่ก็กำลังเกษียรไม่เหลือใคร  และถ้าเราสอบเข้าไปทำงานอะไรก็ได้ของราชการ เราก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์เดิมคืองานจับฉ่ายทำไปก็ไร้ทักษะที่สำคัญที่สุดคือเป็นทุกข์ด้วย
และถึงงานสายใหม่ที่เราจะไปทำมันจะใช่หรือไม่เราก็อยากไปลอง   แต่แม่ละจะทิ้งแม่หรอ
และที่หนักกว่านั้นคือเรารู้สึกป่วยๆ พอเราคิดถึงเรื่องต้องเข้าไปทำงานประจำอีกครั้งเรื่องเดิมก็ชอบเข้ามาในหัว ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอาความทุกข์มาโยนใส่ แค่คิดก็กลัว ใจสั่น เศร้า จนอยากถอยหายหนีไปจากสังคม  ไม่รู้ว่าจะโยนเรื่องฝังใจพวกนี้ออกไปได้ยังไง  ตอนเราออกจากงานมาแม่ก็ว่าเราซ้ำว่าเราไม่อดทน แต่เราก็ไม่เคยเล่าว่าเราเจออะไรมาบ้าง เพราะพูดไปแม่ก็จะบอกว่าเป็นทุกที่   เราเสียใจมาก  แม่ก็กดดันเราทุกวันว่าเมื่อไหร่ไปสอบราชการสักที อีกไม่นานแม่ก็จะไม่มีงานทำแล้วนะ   เราเองก็เหมือนเป็นโรคกลัวการทำงานไปเลย คิดแต่ว่าจะต้องโดนกระทำแบบเดิมๆ    เราไม่รู้เลยว่าจะเลือกทางไหนยังไงดี หรือเราควรจะหางานพาร์ทไทม์ทำอีกครั้งไปพร้อมกันฝึกงานจะได้มีเงินให้แม่ไปด้วย   แต่หลังจากออกจากงานที่ล่าสุดมาเราก็รู้สึกไม่ปกติอีกเลย  ไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเครียดนิดหน่อยให้ยาคลายเครียดมา  กินจนหมด ง่วงมากๆจนทำอะไรไม่ได้  ยาหมดก็หายเป็นปกติอาการดีขึ้นแต่พอนึกถึงเรื่องการทำงานความกลัวและกังวลก็จะจี๊ดขึ้นมากอีก  รู้สึกกลัวมากๆไม่อยากโดนทำร้ายจิตใจอีก   และตอนนี้อายุเราก็ย่างเข้า25แล้ว โดนกดดันเรื่องอายุทุกวันว่าแก่แล้ว   ทุกวันนี้รู้สึกแปลกๆ บางครั้งรู้สึกเหม่อ เฉื่อยชาอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยคิดอยากอยู่หรืออยากเกิดมาเลย  ไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนดี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่