ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวยากจนค่ะ มีพี่น้องสามคน เราเป็นน้องสุดค่ะ เมื่อเราอายุได้16ปี พ่อของเราได้เสียไปค่ะ ทำให้บ้านเราจากที่พ่อแม่ช่วยกันหาส่งลูกๆก็ขาดกำลังไป และช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่ๆสองคนกำลังเข้ามหาลัยพอดีค่ะ แม่ส่งเสียพี่ๆสองคนนี้ให้เรียนมหาลัยอย่างเต็มกำลังจนจบทั้งคู่ไล่เลี่ยกันค่ะ ส่วนเราเองรู้ชาตากรรมตัวเองเลยค่ะ ว่าคงไม่ได้เรียน เพราะดูจากที่แม่ทำงานส่งพี่สองคนเรียนก็หมุนไม่ทัน หลายครั้งล้มป่วย ทำงานไม่เคยมีวันหยุด ดูอาการแม่สาหัสมาก เราจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อ เราทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วยเพื่อเก็บเงินจนจบม.6 ระหว่างทำงานพาร์ทไทม์ก็เจอแต่เพื่อร่วมงานที่ค่อนข้างtoxicมากค่ะ ด้วยความที่ว่าเราเป็นเด็ก อะไรที่เขาเอาเปรียบเราได้เขาก็ทำ แต่ด้วยความที่มันก็แค่งานพาร์ทไทม์ค่ะก็อดทนทำมาแต่ก็รู้สึกเหมือนเสียสุขภาพจิตนิดๆ จากร้านนั้นเราก็ทำงานประจำค่ะ เราทำงานประจำเป็นเวลา2ปีนิดๆและเราตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่ว่าเราเองก็อยากได้เรียนเหมือนคนอื่นเขา ตั้งแต่วันแรกตั้งใจเลยค่ะเก็บเงินอย่างเดียว ในระหว่างทำงานตอนนั้นก็ยังถือว่าเด็กมากเลยในที่ทำงาน ก็เจอกับสภาพการเดิมๆค่ะ สังคมtoxicมากทั้งเพื่อนร่วมงาน และหัวหัวหน้างานพอเห็นเราเป็นเด็กก็หาเรื่องเราเต็มที่ มีเรื่องอะไรก็ลงที่เราและหาเรื่องเราอยู่เสมอๆ ซึ่งพออยู่ไปนานๆก็เริ่งรู้ว่าหัวหน้าคนนี้คนเกลียดกันหมดค่ะ ไม่มีใครชอบเลย เค้าเป็นแบบนี้กับทุกคนเลยค่ะ แต่พอมีเด็กที่เข้ามาใหม่เค้าก็จะรังแกง่ายเลย เราก็พยามไม่ตอบโต้ แต่ก็รักษาสิทธิของตัวเองค่ะถ้าเค้ามาก้าวก่ายเรามากเกินไป และด้วยบริษัทงานหนักมากค่ะเค้าไม่ยอมให้เราหยุดเลย พอหยุดก็จะมีปัญหา ซึ่งจริงๆเป็นหน้าที่ของบริษัทที่จะต้องหาคนมีแทนในวันที่เราควรจะได้หยุด แต่เค้าก็หาไม่ได้และจะให้เราหามาเองซะงั้น เราทำงานบางครั้ง4เดือนไม่ได้หยุดเลย จนเกิดอาการล้าแปลกๆจากข้างใน คือมันบอกไม่ถูกค่ะ จิตใจห่อเหี่ยวมาก ร่วมถึงร่างกายด้วย รู้สึกมันล้าและตึงไปหมด แค่ขึ้นบันไดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เราคิดว่าเราอาจจะหมดไฟหรือเปล่าจากการทำงานมากเกินไป แต่เดี๋ยวสินี่เราพึ่งอายุ19เองนะ ช่วงนั้นเราทำงานวันละ12ชม ติดกันสี่เดือนเลยค่ะ หลังๆระบบงานเริ่มยากขึ้น ระเบียบเริ่มเยอะขึ้น มีการเข้าตรวจของฝ่ายต่างๆมากขึ้น หัวหน้าเริ่มเครียดมากขึ้นก็ยิ่งหาเรื่องลูกน้องมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ มากจนกระทั่งหลายครั้งเราเห็นเค้ายืนมีปากเสียงกับลูกน้องแบบจะต่อยกัน ซึ่งก็ทะเลาะกันเพราะเอาเรื่องส่วนตัวมาลงที่ลูกน้องค่ะ แต่คือทุกคนเค้ามีภาระก็ต้องก้มหน้าทำกันต่อไป เราทำงานเยอะจนพอวันนึงได้หยุดงาน มีคนมาแทนเราจากสาขาอื่น เรานั่งเฉยๆพักผ่อนแล้วมองไปที่ฝนที่กำลังตก น้ำตาเราไหลออกมาเองเลยค่ะ ไหลพราก555 คือไม่ได้เสียใจและไม่รุ้ว่าเราเป็นอะไร เหมือนร่างกายมันเหนื่อยจนน้ำตามันไหนออกมาเองเลยแบบงงๆ ไม่นานก็ผ่านมาสองปีนิดๆค่ะ ตลอดเวลาเราพยามตั้งใจทำงานไม่ไขว้เขว ไม่เสียคน เรามีเงินเก็บประมาณ150000และเงินจากที่คนอื่นยืมไปรอคืนอีกนิดหน่อย ถึงเป้าหมายเราจะเป็นจริง แต่ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเราเสียไปมากๆค่ะ รู้สึกมีอาการแปลกเริ่มกลัวสังคมทำงานอย่างไงบอกไม่ถูก รู้สึกโดนทำร้าย เหมือนไปทำงานไม่ได้ไปแค่ทำงาน แต่ต้องไปทนให้เค้าระบาย หรือทำtoxicใส่ รู้สึกเสียสุขภาพจิตมากค่ะ จากนั้น เราเรียนต่อปริญญาตรี เราใช้เวลาเรียนเพียงสองปีครึ่งเราก็เรียนจบค่ะ เราตั้งใจมากและเป็นสายเดียวกับที่ทำงานจึงเรียนได้ไว หวังเพียงว่าอยากเรียนจบเหมือนคนอื่นๆ ในขณะเดียวกับแม่ก็ส่งเสียพี่ๆสองคนจนเรียนจบและเริ่มแก่ตัวลง เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเขาก็จะเกษียร เราจบมาตอนอายุเพิ่งเข้า23ค่ะ โควิดเริ่มระบาดหนึ่งเทอมก่อนเราจะเรียนจบ ทำให้งานแม่ระหองระแหงมีบ้างไม่มีบ้างแต่ก็ยังพอถูไถไปได้ แต่เรื่องที่น่าปวดหัวคือพี่สองตัวของเราเขาทำความ

มากค่ะ พี่เราสองตัวไม่เคยเอาดี ไม่เคยสนใจอะไรครอบครัว แถมสร้างความ

จนครอบครัวต้องยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่บ่อยครั้ง จนตอนนี้ไม่ต้องหวังจะกลับตัวกลับใจแล้วค่ะ บอกเลยว่ากลับไม่ได้แล้วทั้งสองตัว พี่สองคนนี้ได้ทุกอย่างแต่กลับเอาชีวิตไปทำเละเทะเลอะเทอะมากค่ะ ไม่เคยสนน้องอย่างเราจะเป็นยังไง ไม่เคยสนแม่ว่าจะเป็นยังไง เรายอมรับว่าแม่เป็นคนดีมากค่ะ และรักลูกถึงจะไม่สามารถดูแลให้ทั่วถึงได้เราก็เข้าใจ เค้าไม่ได้ไม่เคยช่วยเหลือเราเลยนะคะ ถึงเค้ามีน้อยเค้าก็ให้ แต่ถ้าเทียบกับพี่ๆสองคนแล้ว แม่เราส่งเสียพี่ๆไปคนละเกินล้านค่ะ แต่เราแค่หลักสองสามหมื่นระหว่างเรียนเราต้องหาเงินเพิ่มไปด้วย รู้สึกเสียดายแทนแม่ หลังจากเราจบเราก็รีบหางานค่ะ แต่แม่อยากให้เราสอบราชการมากๆ แต่เราตอนนั้นอยากหางานทำหาเงินเพิ่มก่อนค่ะ แต่คือระหว่างนั้นเราก็รู้สึกแปลกๆค่ะตอนหางาน นึกหวนไปถึงตอนที่เคยทำงานมาทั้งหมด โดนบูลี่ต่างๆนาๆกลั่นแกล้งจนจิตเราเสียมากๆ รู้สึกกลัวๆใจสั่นแปลกๆ
แล้วในที่สุดมันก็เป็นแบบนั้นอีกจริงๆค่ะ ที่ทำงานออฟฟิสtoxicระดับ10+ รุมจิกกัดเด็กใหม่เหมือนแร้งลง ที่ผ่านมาว่าหนักแล้ว เรามาเจออฟฟิสที่นี่ต้องเห็นคนร้องให้เพราะถูกด่าวันเว้นวัน บางคนวิ่งไปร้องในห้องน้ำ บางคนร้องให้ที่โต๊ะ คนที่ว่าทอคซิกแล้ว ระบบงานก็ไม่แพ้กันค่ะ ให้เด็กใหม่ควบคนเดียว4งาน และต้องทำให้เร็ว ถ้าพลาดก็มีเด็กเก่าที่ดูเก็บกดความทุกข์มากๆรอลงที่เรา เราพยายามคิดว่าว่านี่อาจเป็นความปกติก็ได้ ที่ทำงานทุกที่คงเป็นแบบนี้ ทำไมคนอื่นเค้ายังทำได้ทนได้ ไม่นานเราก็เห็นเด็กใหม่ที่เข้ามาพร้อมเราแยกตัว เศร้าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กใหม่คนข้างๆเราก็หยุดงานไปหางานใหม่รอ ทุกวันเราจะต้องทนถูกพนักงานเซลล์หาเรื่อง และไม่ว่าเราจะผิดหรือถูกหัวหน้าจะเข้าข้างเซลล์เสมอเพราะเขาเป็นคนขาย เป็นคนหาเงินให้บริษัท เรางงมาก เรารู้สึกได้ชัดเจนว่าสุขภาพจิตเราเปลี่ยนไปมากๆ เราเริ่มกลัวที่ทำงาน เศร้า นอนไม่หลับ นอนหลับๆตื่นๆ ชอบฝันว่าทุกคนรุมด่าเรา หนักไปกว่านั้นเริ่มรู้ว่างานที่เราทำมันไม่ใช่เราเลย ซึ่งเป้าหมายเราก้ออยากทำงานที่เรารักด้วยค่ะ เรามองเห็นว่างานนี้ต่อให้เราทำไปสิบปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย ถ้าเค้าไล่เราออกเราก็เป็นแค่พนักงานเอกสารทั่วไปไร้ความชำนาญ เราอดทนค่ะ อดทนจนผ่านโปร4เดือน เข้าเดือนที่4เราก็มีอาการแปลกๆมากค่ะแค่เห็นประตูปริษัทก็แบบใจเต้น เหงื่ออก เศร้า รู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงานเหมือนมารองรับความทุกข์ของคนอื่น เด็กสองคนที่เข้ามาพร้อมกะบเราออกก่อนผ่านโปรซะอีก วันที่เขาเรียกเราเข้าไปเซ็นใบผ่านโปรขึ้นเงินเดือน เย็นวันนั้นเราก็เซ็นใบลาออกเลยค่ะ สิบวันต่อจากนั้นเด็กที่ทำงานร่วมกับเราสองคนก็ลาออกเช่นเดียวกัน รวมแล้วหมดแผนกค่ะ ส่วนแม่เราก็อยากให้เราสอบเข้าราชการมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบอีกค่ะ อยากให้เราเป็นหน้าเป็นตาให้ได้ มีสวัสดิการดูแลแม่ได้ เราเองก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น เราไปสอบก.พ.แต่ด้วยโควิดก็เลื่อนไปเรื่อยๆ แต่พอเค้าเปิดให้สอบได้เราก็สอบได้และผ่านตั้งแต่ครั้งแรก แม่ดีใจมากหวังพึ่งเราเต็มที่เพราะพี่สองคนนั้นหมดอนาคตไปแล้ว ระหว่างนั้นเราหวนคิดว่าหรือเพราะเราไม่มีทักษะเฉพาะด้วย เราเลยทำงานยากด้วยและไม่มีความสุขเลย การทำงานที่ใช่และมีความสุขและเป็นงานที่มีทักษะเฉพาะก็เป็นเป็นสิ่งที่เราฝันเลย นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ งานที่ไม่ได้แค่เงิน แต่ได้ทักษะความรู้ความชำนาญเมื่อทำไปนานๆ และเป็นสิ่งที่เรามีความสุขกับมัน เราเลยไปสมัครเรียนป.ตรีอีกใบค่ะ เราเรียนมา1ปีนิดๆก็กำลังจะจบ เหลือเพียงไปฝึกงานเท่านั้น ซึ่งฝึกงานต้องใช้เวลา4เดือน ระหว่างที่เรียนมาก็โกหกแม่ไปเรื่อยว่าไปสอบราชการแล้วแต่ยังไม่ได้ ที่จริงเราไปสอบของป.ตรีค่ะ และดูเหมือนสาขาที่เรียนจะเป็นสาขาที่รู้สึกใช่ด้วย แต่อีกไม่เกินสามสี่เดือนนี้แม่จะเกษียรแล้วและไม่เหลืออะไรติดตัวเลยเพราะให้พวกพี่ไปหมด แม่หวังพึ่งเราได้เท่านั้น ใจนึงก็อยากลองไปทำงานตามที่ฝัน ส่วนแม่ก็กำลังเกษียรไม่เหลือใคร และถ้าเราสอบเข้าไปทำงานอะไรก็ได้ของราชการ เราก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์เดิมคืองานจับฉ่ายทำไปก็ไร้ทักษะที่สำคัญที่สุดคือเป็นทุกข์ด้วย
และถึงงานสายใหม่ที่เราจะไปทำมันจะใช่หรือไม่เราก็อยากไปลอง แต่แม่ละจะทิ้งแม่หรอ
และที่หนักกว่านั้นคือเรารู้สึกป่วยๆ พอเราคิดถึงเรื่องต้องเข้าไปทำงานประจำอีกครั้งเรื่องเดิมก็ชอบเข้ามาในหัว ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอาความทุกข์มาโยนใส่ แค่คิดก็กลัว ใจสั่น เศร้า จนอยากถอยหายหนีไปจากสังคม ไม่รู้ว่าจะโยนเรื่องฝังใจพวกนี้ออกไปได้ยังไง ตอนเราออกจากงานมาแม่ก็ว่าเราซ้ำว่าเราไม่อดทน แต่เราก็ไม่เคยเล่าว่าเราเจออะไรมาบ้าง เพราะพูดไปแม่ก็จะบอกว่าเป็นทุกที่ เราเสียใจมาก แม่ก็กดดันเราทุกวันว่าเมื่อไหร่ไปสอบราชการสักที อีกไม่นานแม่ก็จะไม่มีงานทำแล้วนะ เราเองก็เหมือนเป็นโรคกลัวการทำงานไปเลย คิดแต่ว่าจะต้องโดนกระทำแบบเดิมๆ เราไม่รู้เลยว่าจะเลือกทางไหนยังไงดี หรือเราควรจะหางานพาร์ทไทม์ทำอีกครั้งไปพร้อมกันฝึกงานจะได้มีเงินให้แม่ไปด้วย แต่หลังจากออกจากงานที่ล่าสุดมาเราก็รู้สึกไม่ปกติอีกเลย ไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเครียดนิดหน่อยให้ยาคลายเครียดมา กินจนหมด ง่วงมากๆจนทำอะไรไม่ได้ ยาหมดก็หายเป็นปกติอาการดีขึ้นแต่พอนึกถึงเรื่องการทำงานความกลัวและกังวลก็จะจี๊ดขึ้นมากอีก รู้สึกกลัวมากๆไม่อยากโดนทำร้ายจิตใจอีก และตอนนี้อายุเราก็ย่างเข้า25แล้ว โดนกดดันเรื่องอายุทุกวันว่าแก่แล้ว ทุกวันนี้รู้สึกแปลกๆ บางครั้งรู้สึกเหม่อ เฉื่อยชาอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยคิดอยากอยู่หรืออยากเกิดมาเลย ไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนดี
ปัญหาชีวิตนี้เลือกทางไหนดีคะ รู้สึกเศร้าใจจัง อยากระบายค่ะ
แล้วในที่สุดมันก็เป็นแบบนั้นอีกจริงๆค่ะ ที่ทำงานออฟฟิสtoxicระดับ10+ รุมจิกกัดเด็กใหม่เหมือนแร้งลง ที่ผ่านมาว่าหนักแล้ว เรามาเจออฟฟิสที่นี่ต้องเห็นคนร้องให้เพราะถูกด่าวันเว้นวัน บางคนวิ่งไปร้องในห้องน้ำ บางคนร้องให้ที่โต๊ะ คนที่ว่าทอคซิกแล้ว ระบบงานก็ไม่แพ้กันค่ะ ให้เด็กใหม่ควบคนเดียว4งาน และต้องทำให้เร็ว ถ้าพลาดก็มีเด็กเก่าที่ดูเก็บกดความทุกข์มากๆรอลงที่เรา เราพยายามคิดว่าว่านี่อาจเป็นความปกติก็ได้ ที่ทำงานทุกที่คงเป็นแบบนี้ ทำไมคนอื่นเค้ายังทำได้ทนได้ ไม่นานเราก็เห็นเด็กใหม่ที่เข้ามาพร้อมเราแยกตัว เศร้าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเด็กใหม่คนข้างๆเราก็หยุดงานไปหางานใหม่รอ ทุกวันเราจะต้องทนถูกพนักงานเซลล์หาเรื่อง และไม่ว่าเราจะผิดหรือถูกหัวหน้าจะเข้าข้างเซลล์เสมอเพราะเขาเป็นคนขาย เป็นคนหาเงินให้บริษัท เรางงมาก เรารู้สึกได้ชัดเจนว่าสุขภาพจิตเราเปลี่ยนไปมากๆ เราเริ่มกลัวที่ทำงาน เศร้า นอนไม่หลับ นอนหลับๆตื่นๆ ชอบฝันว่าทุกคนรุมด่าเรา หนักไปกว่านั้นเริ่มรู้ว่างานที่เราทำมันไม่ใช่เราเลย ซึ่งเป้าหมายเราก้ออยากทำงานที่เรารักด้วยค่ะ เรามองเห็นว่างานนี้ต่อให้เราทำไปสิบปีเราก็ไม่ได้อะไรเลย ถ้าเค้าไล่เราออกเราก็เป็นแค่พนักงานเอกสารทั่วไปไร้ความชำนาญ เราอดทนค่ะ อดทนจนผ่านโปร4เดือน เข้าเดือนที่4เราก็มีอาการแปลกๆมากค่ะแค่เห็นประตูปริษัทก็แบบใจเต้น เหงื่ออก เศร้า รู้สึกเหมือนไม่ได้มาทำงานเหมือนมารองรับความทุกข์ของคนอื่น เด็กสองคนที่เข้ามาพร้อมกะบเราออกก่อนผ่านโปรซะอีก วันที่เขาเรียกเราเข้าไปเซ็นใบผ่านโปรขึ้นเงินเดือน เย็นวันนั้นเราก็เซ็นใบลาออกเลยค่ะ สิบวันต่อจากนั้นเด็กที่ทำงานร่วมกับเราสองคนก็ลาออกเช่นเดียวกัน รวมแล้วหมดแผนกค่ะ ส่วนแม่เราก็อยากให้เราสอบเข้าราชการมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบอีกค่ะ อยากให้เราเป็นหน้าเป็นตาให้ได้ มีสวัสดิการดูแลแม่ได้ เราเองก็อยากให้มันเป็นแบบนั้น เราไปสอบก.พ.แต่ด้วยโควิดก็เลื่อนไปเรื่อยๆ แต่พอเค้าเปิดให้สอบได้เราก็สอบได้และผ่านตั้งแต่ครั้งแรก แม่ดีใจมากหวังพึ่งเราเต็มที่เพราะพี่สองคนนั้นหมดอนาคตไปแล้ว ระหว่างนั้นเราหวนคิดว่าหรือเพราะเราไม่มีทักษะเฉพาะด้วย เราเลยทำงานยากด้วยและไม่มีความสุขเลย การทำงานที่ใช่และมีความสุขและเป็นงานที่มีทักษะเฉพาะก็เป็นเป็นสิ่งที่เราฝันเลย นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ งานที่ไม่ได้แค่เงิน แต่ได้ทักษะความรู้ความชำนาญเมื่อทำไปนานๆ และเป็นสิ่งที่เรามีความสุขกับมัน เราเลยไปสมัครเรียนป.ตรีอีกใบค่ะ เราเรียนมา1ปีนิดๆก็กำลังจะจบ เหลือเพียงไปฝึกงานเท่านั้น ซึ่งฝึกงานต้องใช้เวลา4เดือน ระหว่างที่เรียนมาก็โกหกแม่ไปเรื่อยว่าไปสอบราชการแล้วแต่ยังไม่ได้ ที่จริงเราไปสอบของป.ตรีค่ะ และดูเหมือนสาขาที่เรียนจะเป็นสาขาที่รู้สึกใช่ด้วย แต่อีกไม่เกินสามสี่เดือนนี้แม่จะเกษียรแล้วและไม่เหลืออะไรติดตัวเลยเพราะให้พวกพี่ไปหมด แม่หวังพึ่งเราได้เท่านั้น ใจนึงก็อยากลองไปทำงานตามที่ฝัน ส่วนแม่ก็กำลังเกษียรไม่เหลือใคร และถ้าเราสอบเข้าไปทำงานอะไรก็ได้ของราชการ เราก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์เดิมคืองานจับฉ่ายทำไปก็ไร้ทักษะที่สำคัญที่สุดคือเป็นทุกข์ด้วย
และถึงงานสายใหม่ที่เราจะไปทำมันจะใช่หรือไม่เราก็อยากไปลอง แต่แม่ละจะทิ้งแม่หรอ
และที่หนักกว่านั้นคือเรารู้สึกป่วยๆ พอเราคิดถึงเรื่องต้องเข้าไปทำงานประจำอีกครั้งเรื่องเดิมก็ชอบเข้ามาในหัว ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอาความทุกข์มาโยนใส่ แค่คิดก็กลัว ใจสั่น เศร้า จนอยากถอยหายหนีไปจากสังคม ไม่รู้ว่าจะโยนเรื่องฝังใจพวกนี้ออกไปได้ยังไง ตอนเราออกจากงานมาแม่ก็ว่าเราซ้ำว่าเราไม่อดทน แต่เราก็ไม่เคยเล่าว่าเราเจออะไรมาบ้าง เพราะพูดไปแม่ก็จะบอกว่าเป็นทุกที่ เราเสียใจมาก แม่ก็กดดันเราทุกวันว่าเมื่อไหร่ไปสอบราชการสักที อีกไม่นานแม่ก็จะไม่มีงานทำแล้วนะ เราเองก็เหมือนเป็นโรคกลัวการทำงานไปเลย คิดแต่ว่าจะต้องโดนกระทำแบบเดิมๆ เราไม่รู้เลยว่าจะเลือกทางไหนยังไงดี หรือเราควรจะหางานพาร์ทไทม์ทำอีกครั้งไปพร้อมกันฝึกงานจะได้มีเงินให้แม่ไปด้วย แต่หลังจากออกจากงานที่ล่าสุดมาเราก็รู้สึกไม่ปกติอีกเลย ไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเครียดนิดหน่อยให้ยาคลายเครียดมา กินจนหมด ง่วงมากๆจนทำอะไรไม่ได้ ยาหมดก็หายเป็นปกติอาการดีขึ้นแต่พอนึกถึงเรื่องการทำงานความกลัวและกังวลก็จะจี๊ดขึ้นมากอีก รู้สึกกลัวมากๆไม่อยากโดนทำร้ายจิตใจอีก และตอนนี้อายุเราก็ย่างเข้า25แล้ว โดนกดดันเรื่องอายุทุกวันว่าแก่แล้ว ทุกวันนี้รู้สึกแปลกๆ บางครั้งรู้สึกเหม่อ เฉื่อยชาอย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยคิดอยากอยู่หรืออยากเกิดมาเลย ไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนดี