ชาวนาพิจิตร-นครสวรรค์เตรียมเฮ! ใกล้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือกหลังรอมากว่า 16 ปี
นายกฯเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 470 ครอบครัวที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาค่าจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต พ.ศ.2548/2549 กว่า 58 ล้าน หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมติดตามความคืบหน้าพบชาวนาเดือดร้อนจริงรอเงินมากว่า 16 ปี
วัน 9 มีนาคม 2566 นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ มอบให้ พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานคณะอนุกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณาความเดือดร้อนของชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/ 2549 โดยมี พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ รอง ผอ.องค์การคลังสินค้า (อคส.) นายยุทธนา สาโยชนกร รอง ผอ.สำนักงบประมาณ นายวิชิต จรัสสุขสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายไชยยา สมถวิล ปลัดจังหวัดพิจิตร ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงาน นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร ผู้ประสาน และนายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนเกษตรกรชาวนาจังหวัด จำนวน 470 ครอบครัวร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล
พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานคณะอนุกรรมการฯ เปิดเผยว่า นายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนเกษตรกรชาวนาจังหวัดจำนวน 470 ครอบครัวได้ยื่นหลักฐานต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งไปลงพื้นที่ในจังหวัดพิจิตรเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา แจ้งให้นายกฯทราบว่ายังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/2549 จำนวนเงินกว่า 58 ล้านบาท นายกฯจึงได้สั่งการให้ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบ พบว่า ชาวนากลุ่มดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจริง จึงประสานให้ตัวแทนกลุ่มชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนพบกับนายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผอ.สำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้
ด้าน ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงาน กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมเกษตรกรชาวจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา มีชาวนาจังหวัดพิจิตรไม่ได้รับเงินตอบแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/ 2549 จนถึงปัจจุบันนี้ 10 กว่าปีแล้ว เมื่อนายกฯสั่งการให้นายพีระพันธ์ สารีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบก็พบว่าชาวนาได้รับความเดือดร้อนจริงจึงประสานให้ตัวแทนกลุ่มชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เพื่อหารือแนวทางดำเนินการแก้ไข
ทั้งนี้ ในที่ประชุม พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานที่ประชุมฯ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ องค์การคลังสินค้า (อคส.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และทางจังหวัดพิจิตร ให้นำเรื่องเข้าคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (กขช.)โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือจ่ายเยียวยาค่า เพื่อความเป็นธรรมให้เกษตรกรชาวนาต่อไป
ขณะที่ นายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนชาวนาที่เดือดร้อน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีความจริงใจต่อเกษตรกรชาวนาที่เดือดร้อนทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าเป็นโครงการฯสมัยรัฐบาลไหน หรือเป็นคู่แข่งทางการเมือง ได้เห็นถึงความถูกต้องและสาระสำคัญในข้อกฎหมายทั้งศาลชั้นต้นจังหวัดพิจิตรและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า การรับจำนำข้าวเปลือกชาวนาที่เสียหายกว่า 58 ล้านบาทนี้ เป็นสัญญาผูกพันกับฝ่ายรัฐบาลคือ อคส.จะต้องชำระค่าจำนำข้าวชาวนาที่เสียหาย ไม่ใช่หน้าที่ฝ่ายโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ
“ข้อพิพาทระหว่างโรงสีกับ อคส.หรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องไม่ว่าใครผิดหรือถูกใครทุจริตก็ตาม ก็ให้ไปฟ้องร้องกันอีกเรื่องหนึ่ง จึงทำให้ตัวแทนชาวนาทั้งหมดพอใจ โดยมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาลในเร็วๆนี้ และได้ประสานทางโทรศัพท์ให้ชาวนาของจังหวัดพิจิตรและจังหวัดนครสวรรค์ที่รอเงินก้อนนี้อยู่ได้รับทราบความคืบหน้ามติที่ประชุมดังกล่าวแล้ว” นายมุนินทร์ กล่าว
https://www.banmuang.co.th/news/politic/319410
สตง.ส่งหนังสือถึงนายกฯยุติรับจำนำข้าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิสรา ได้เผยแพร่เอกสารของน.ส.ประพีร์ อังกินันทน์ รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ส่งหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ลงวันที่ 30 ม.ค.57 เสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการ หรือแนวทางการช่วยเหลือในลักษณะอื่นแทน เช่น การสนับสนุนปัจจัยการผลิต และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรยากจน หรือมีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก
ส่วนกรณีการจ่ายเงินจำนำตามโครงการล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกรนั้น ให้พิจารณาจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงิน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยา เพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายให้แก่เกษตรกรดังกล่าวด้วย รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อจัดทำรายงานปิดบัญชี และรายงานผลการดำเนินงานในทุกโครงการตั้งแต่ปีการผลิต 47/48 เป็นต้นมา ส่งให้สตง.ตรวจสอบและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการข้าว ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรให้ความสำคัญต่อการดำเนินการแก้ปัญหาการผลิตข้าวที่แท้จริง คือปัญหาด้านการผลิต และปัญหาด้านการตลาด ควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามนโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาให้บูรณาการแก้ปัญหาหารกผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ครบวงจร ภายใต้กิจกรรมการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าข้าวไทย เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมการพัฒนาตลาด การวิจัยมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าว
ทั้งนี้สตง.ระบุว่า ได้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตั้งแต่ ปีการผลิต 54/55 เป็นต้นมา พบว่าการดำเนินงานโครงการมีจุดอ่อน หรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำ และการทุจริต โดยสตง.ได้สรุปประเด็นปัญหาและความเสี่ยงสำคัญ แจ้งให้นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานโครงการ ตามหนังสือที่เคยแจ้งถึงนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 3 ฉบับ
นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลกระทบจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน และเกษตรกร ความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และไม่เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เนื่องจากการดำเนินโครงการมีผลขาดทุนสูงมาก จากการรายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรของรัฐบาล โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเลือกตามนโยบายรัฐบาล โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 54/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี การผลิต 55/56 (ครั้งที่ 1 ) พบว่า สิ้นสุด วันที่ 31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุน 332,372.32 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสูงกว่ายอดการปิดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.56 ซึ่งมีผลขาดทุน 220,968.78 ล้านบาท มากถึง 111,403.54 ล้านบาท ชี้ให้เห็นแนวโน้มผลการขาดทุนสูงขึ้น
ขณะเดียวกันสตง.ได้ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายเงินให้ชาวนาล่าช้า โดยระบุว่า การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 56/57 จากแหล่งใด ๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้ง ต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องโดยเคร่งครัด และรอบคอบ เพราะหากการดำเนินการดังกล่าว เข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาด โดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แล้วปรากฏว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
อ่านต่อที่ :
https://d.dailynews.co.th/economic/213577/

...ลุงตู่ช่วยเหลือให้ได้รับเงินเสียที
ชาวนาช่างอดทนจริงๆค่ะ....อย่าให้เขาหลอกได้อีกนะคะ
อย่าเห็นแก่ นโยบายขายฝัน ทำได้ไม่จริง
เป็นนโยบาลที่คนตรวจสอบไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะเสี่ยงทุจริต
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ได้ไม่คุ้มเสียสำหรับประเทศชาติ
ช่วยชาวนาจนๆได้ไม่จริง เป็นนโยบายที่ล้มเหลวจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
🧡มาลาริน🧡เพราะลุงตู่ช่วยเหลือ...ชาวนาพิจิตร-นครสวรรค์เตรียมเฮ! ใกล้รับเงินจำนำข้าวหลังรอมากว่า16 ปี/ย้อนอดีต สตง.เตือน
นายกฯเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกร 470 ครอบครัวที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาค่าจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต พ.ศ.2548/2549 กว่า 58 ล้าน หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมติดตามความคืบหน้าพบชาวนาเดือดร้อนจริงรอเงินมากว่า 16 ปี
วัน 9 มีนาคม 2566 นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ มอบให้ พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานคณะอนุกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณาความเดือดร้อนของชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/ 2549 โดยมี พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ รอง ผอ.องค์การคลังสินค้า (อคส.) นายยุทธนา สาโยชนกร รอง ผอ.สำนักงบประมาณ นายวิชิต จรัสสุขสวัสดิ์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายไชยยา สมถวิล ปลัดจังหวัดพิจิตร ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงาน นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร ผู้ประสาน และนายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนเกษตรกรชาวนาจังหวัด จำนวน 470 ครอบครัวร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล
พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานคณะอนุกรรมการฯ เปิดเผยว่า นายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนเกษตรกรชาวนาจังหวัดจำนวน 470 ครอบครัวได้ยื่นหลักฐานต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งไปลงพื้นที่ในจังหวัดพิจิตรเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา แจ้งให้นายกฯทราบว่ายังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/2549 จำนวนเงินกว่า 58 ล้านบาท นายกฯจึงได้สั่งการให้ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบ พบว่า ชาวนากลุ่มดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจริง จึงประสานให้ตัวแทนกลุ่มชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนพบกับนายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผอ.สำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้
ด้าน ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงาน กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมเกษตรกรชาวจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา มีชาวนาจังหวัดพิจิตรไม่ได้รับเงินตอบแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อเกษตรกรปีการผลิต พ.ศ.2548/ 2549 จนถึงปัจจุบันนี้ 10 กว่าปีแล้ว เมื่อนายกฯสั่งการให้นายพีระพันธ์ สารีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบก็พบว่าชาวนาได้รับความเดือดร้อนจริงจึงประสานให้ตัวแทนกลุ่มชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เพื่อหารือแนวทางดำเนินการแก้ไข
ทั้งนี้ ในที่ประชุม พล.ต.เจียรนัย วงศ์สอาด ประธานที่ประชุมฯ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ องค์การคลังสินค้า (อคส.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และทางจังหวัดพิจิตร ให้นำเรื่องเข้าคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (กขช.)โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือจ่ายเยียวยาค่า เพื่อความเป็นธรรมให้เกษตรกรชาวนาต่อไป
ขณะที่ นายมุนินทร์ จันทรา ตัวแทนชาวนาที่เดือดร้อน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีความจริงใจต่อเกษตรกรชาวนาที่เดือดร้อนทั้งหมด โดยไม่สนใจว่าเป็นโครงการฯสมัยรัฐบาลไหน หรือเป็นคู่แข่งทางการเมือง ได้เห็นถึงความถูกต้องและสาระสำคัญในข้อกฎหมายทั้งศาลชั้นต้นจังหวัดพิจิตรและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า การรับจำนำข้าวเปลือกชาวนาที่เสียหายกว่า 58 ล้านบาทนี้ เป็นสัญญาผูกพันกับฝ่ายรัฐบาลคือ อคส.จะต้องชำระค่าจำนำข้าวชาวนาที่เสียหาย ไม่ใช่หน้าที่ฝ่ายโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ
“ข้อพิพาทระหว่างโรงสีกับ อคส.หรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องไม่ว่าใครผิดหรือถูกใครทุจริตก็ตาม ก็ให้ไปฟ้องร้องกันอีกเรื่องหนึ่ง จึงทำให้ตัวแทนชาวนาทั้งหมดพอใจ โดยมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาลในเร็วๆนี้ และได้ประสานทางโทรศัพท์ให้ชาวนาของจังหวัดพิจิตรและจังหวัดนครสวรรค์ที่รอเงินก้อนนี้อยู่ได้รับทราบความคืบหน้ามติที่ประชุมดังกล่าวแล้ว” นายมุนินทร์ กล่าว
https://www.banmuang.co.th/news/politic/319410
สตง.ส่งหนังสือถึงนายกฯยุติรับจำนำข้าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิสรา ได้เผยแพร่เอกสารของน.ส.ประพีร์ อังกินันทน์ รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ส่งหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ลงวันที่ 30 ม.ค.57 เสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการ หรือแนวทางการช่วยเหลือในลักษณะอื่นแทน เช่น การสนับสนุนปัจจัยการผลิต และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรยากจน หรือมีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก
ส่วนกรณีการจ่ายเงินจำนำตามโครงการล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกรนั้น ให้พิจารณาจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงิน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยา เพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายให้แก่เกษตรกรดังกล่าวด้วย รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อจัดทำรายงานปิดบัญชี และรายงานผลการดำเนินงานในทุกโครงการตั้งแต่ปีการผลิต 47/48 เป็นต้นมา ส่งให้สตง.ตรวจสอบและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการข้าว ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรให้ความสำคัญต่อการดำเนินการแก้ปัญหาการผลิตข้าวที่แท้จริง คือปัญหาด้านการผลิต และปัญหาด้านการตลาด ควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามนโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาให้บูรณาการแก้ปัญหาหารกผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ ครบวงจร ภายใต้กิจกรรมการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าข้าวไทย เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมการพัฒนาตลาด การวิจัยมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าว
ทั้งนี้สตง.ระบุว่า ได้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตั้งแต่ ปีการผลิต 54/55 เป็นต้นมา พบว่าการดำเนินงานโครงการมีจุดอ่อน หรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำ และการทุจริต โดยสตง.ได้สรุปประเด็นปัญหาและความเสี่ยงสำคัญ แจ้งให้นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานโครงการ ตามหนังสือที่เคยแจ้งถึงนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 3 ฉบับ
นอกจากนี้ ยังระบุว่าผลกระทบจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน และเกษตรกร ความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และไม่เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เนื่องจากการดำเนินโครงการมีผลขาดทุนสูงมาก จากการรายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรของรัฐบาล โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเลือกตามนโยบายรัฐบาล โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 54/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี การผลิต 55/56 (ครั้งที่ 1 ) พบว่า สิ้นสุด วันที่ 31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุน 332,372.32 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสูงกว่ายอดการปิดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.56 ซึ่งมีผลขาดทุน 220,968.78 ล้านบาท มากถึง 111,403.54 ล้านบาท ชี้ให้เห็นแนวโน้มผลการขาดทุนสูงขึ้น
ขณะเดียวกันสตง.ได้ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายเงินให้ชาวนาล่าช้า โดยระบุว่า การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 56/57 จากแหล่งใด ๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้ง ต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องโดยเคร่งครัด และรอบคอบ เพราะหากการดำเนินการดังกล่าว เข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาด โดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แล้วปรากฏว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
อ่านต่อที่ : https://d.dailynews.co.th/economic/213577/
ชาวนาช่างอดทนจริงๆค่ะ....อย่าให้เขาหลอกได้อีกนะคะ
อย่าเห็นแก่ นโยบายขายฝัน ทำได้ไม่จริง
เป็นนโยบาลที่คนตรวจสอบไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะเสี่ยงทุจริต
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ได้ไม่คุ้มเสียสำหรับประเทศชาติ
ช่วยชาวนาจนๆได้ไม่จริง เป็นนโยบายที่ล้มเหลวจารึกไว้ในประวัติศาสตร์