เรื่องสั้น เฉย ๆ โดยตรัยโศก ณ ริมน่าน

เรื่อง :  สะพานลอย
โดย :  โดย  ตรัยโศก  ณ  ริมน่าน
*** เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์มิให้นำไปเผยแพร่ในทุกช่องทางก่อนได้รับอนุญาต***


สะพานลอย...

        ติ๊ด ๆ...ติ๊ด ๆ... เสียงนาฬิกาปลุกบอกว่าเวลานี้ล่วงเข้าตีห้าสี่สิบนาที  อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเป็นเวลาเลิกงานของวันชัย  เขาเร่งเขียนรายงานว่าตลอดหนึ่งคืนที่ผ่านมานั้น  เขาตรวจสอบแล้วพบสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่  ก่อนจะปิดสมุดเอกสารและเสียบมันเข้าชั้นซึ่งมีป้ายกระดาษเคลือบพลาสติกขนาดสามคูณสี่นิ้ว  ระบุข้อความสั้น ๆ ว่า  ‘กะกลางคืน’

       นั่งสูบบุหรี่รอเวลาอยู่ครู่ใหญ่  ก็มีชายร่างท้วมเดินต้วมเตี้ยมตรงเข้ามาหา  เครื่องแต่งกายเป็นแบบเดียวกันกับวันชัยทุกระเบียดนิ้ว ชี้ชัดว่าชายผู้นั้นจะเป็นผู้รับหน้าที่ต่อจากนี้  พอดีกันกับที่บุหรี่หมดมวนจึงดีดลงพื้นใช้ปายรองเท้าขยี้  ก่อนยกมือไหว้เพื่อเป็นการทักทายและลากันในคราวเดียว

         “สวัสดีครับพี่พงษ์  กลับก่อนนะพี่”

        “เออ!  โชคดี ๆ”  ชายร่างท้วมนามว่าพงษ์ตอบรับสั้น ๆ ก่อนดึงสมุดออกจากชั้น  ‘กะกลางวัน'  เพื่อตีเส้นและลงเวลาเข้างาน

       หากนับวันนี้เข้าไปด้วย  นี่ก็ครึ่งปีเข้าไปแล้วที่วันชัยมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่ใคร ๆ เขาเรียกสั้น ๆ ว่า รปภ.  บางคนเรียกสั้นกว่านั้นก็ยาม  ให้กับไซต์งานก่อสร้างแห่งนี้  ที่จ้างบริษัทต้นสังกัดของวันชัยมาเฝ้าทั้งกลางวันกลางคืน  

        อุปกรณ์ก่อสร้าง  ชื่อของมันแม้จะดูไม่มีความหมาย  ทว่าบางชนิดราคาหลายตังค์  อย่างเช่นสว่านไฟฟ้าสักตัวเอาไปขายเถื่อนก็ได้เกือบพันหรือเกินกว่านั้นไปสักหน่อยแล้ว  ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย  รปภ.เช่นวันชัยและพี่พงษ์ของเขาจึงถูกส่งตัวมาเฝ้าตามที่ถูกว่าจ้าง

        ที่จริงแล้ว วุฒิการศึกษาของวันชัยไม่เหมาะสำหรับงานแบบนี้  เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคเหนือที่มีสัญลักษณ์เป็นช้างชูคบเพลิง  สาขาที่เรียนจบมาก็ไม่ใช่ไก่กา  บริหารธุรกิจ  แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนทำให้วุฒิการศึกษาและสถาบันไม่สำคัญสำหรับนายจ้างอย่างแต่ก่อน  การเรียนจบระดับชั้นมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เครื่องหมายการันตรีว่าคุณจะได้ทำงานดี ๆ  

        สองเดือนเต็มที่วันชัยเดินยื่นใบสมัครตามบริษัทต่าง ๆ ซึ่งลงประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งที่ทั้งวุฒิการศึกษาและสาขาที่เรียนมาแสนจะเอื้ออำนวย   แต่ก็เงียบ...เงียบสนิททุกที่ไป  คำพูดทิ้งท้ายหลังจากยื่นใบสมัครของฝ่ายบุคคลของแต่ละที่   ซึ่งแทบจะเหมือนกันราวหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมเอาไว้แค่นั้น 
 
        “แล้วยังไงทางเราจะติดต่อกลับนะคะ”  

        นั่นบั่นทอนแรงใจและไฟสู้ของเด็กจบใหม่อย่างวันชัยไปทีละน้อย  ที่สุดเมื่อล่วงเข้าเดือนที่สามบริษัทไหน ๆ ก็ยังเงียบ  วันชัยจึงบ่ายหน้าเข้าไปสมัครงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย   เพื่อประชดโชคชะตามันเสียเลย  ให้มันรู้กันไป  ถ้าแม้แต่งานรปภ. ยังไม่รับเขา  แสดงว่าวันชัยไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ที่นี่ เฉกเช่นที่คุยโวกับพ่อแม่ไว้ก่อนเดินทางลงมาที่กรุงเทพฯ  ว่าจะตั้งใจทำงานหอบเงินกลับบ้านทุก ๆวันหยุดยาวของปี

        “เริ่มงานได้เมื่อไหร่ล่ะ?”  ฝ่ายบุคคลสาวของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอ่ยถามทันทีโดยไม่อ่านเอกสารที่วันวัยยื่นให้อย่างละเอียดเลยด้วยซ้ำ

        “พะ...พรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ”

        “อือ...ถ้างั้นเดินตรงไปทางนี้นะ”  ฝ่ายบุคคลสาวกล่าวพร้อมผายมือที่ยังถือปากกาอยู่ ไปยังโถงทางเดินด้านขวามือ  “สุดทางจะมีห้องอยู่  เครื่องแบบทุกอย่างอยู่ในนั้น  เลือกดูขนาดที่เราใส่พอดี  มีอะไรบ้างป้ายตรงหน้าประตูระบุไว้แล้ว  เรียบร้อยแล้วก็กลับมาหาพี่อีกที”

        “ครับ”   วันชัยรับคำสั้น ๆ เดินตรงไปตามโถงทางเดินและเข้าไปเลือกเครื่องแบบพนักงานตามรายการที่ระบุแบบ งง ๆ  ก่อนจะกลับมานั่งตรงหน้าฝ่ายบุคคลสาวซึ่งแอบเห็นชื่อตรงหน้าอกเสื้อว่า  ‘วรรณี’  ด้วยอาการงง ๆ เช่นเดิม

       “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ามาหาพี่ที่นี่อีกที แต่งตัวมาให้พร้อม พี่จะให้คนพาไปหน้างานที่เราจะต้องไปลง”  เธอบอกคร่าว ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาง่วนกับเอกสารตรงหน้า  กระทั่งอึดใจต่อมา  เมื่อเงยหน้ามาแล้วเห็นวันชัยยังนั่งตาแป๋วเป็นลูกแมวหลงแม่  จึงได้เอ่ยขึ้นอีก

        “เรียบร้อยแล้วจ้ะ  กลับได้เลย”

        “คะ...ครับ  สวัสดีครับ”  วันชัยตอบรับ  ยกมือไหว้พร้อมหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จะเป็นเครื่องแบบประจำของเขาหลังจากวันนี้  ออกมายืนมึนอยู่หน้าบริษัท  

         หางานมาร่วมสองเดือนไม่มีที่ไหนติดต่อกลับ  บทจะได้งานก็ได้เอาดื้อ ๆ ยื่นเอกสารไม่ถึงสิบนาทีได้เป็นพนักงานเสียอย่างนั้น  เอ้อหนอ...โลกนี้นี่ช่างตลกดีแท้  วันชัยครวญในใจ ก่อนจะเดินกลับห้องพักซึ่งห่างจากตรงนั้นไปร่วมครึ่งกิโลฯ  แต่ก็นะ  จะว่าเป็นความดีใจหรืองงงันก็มิอาจระบุชี้ชัดลงไปได้  วันชัยเดินกลับมาถึงห้องพักโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ  นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหกเดือนที่แล้ว...

        เดินไปคิดไปก็ขำแห้งให้กับโชคชะตา  แรกทีเดียววันชัยด้อยค่างานประเภทนี้แม้ตนเองจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตาม แต่นานเข้า ความคิดที่เคยเป็นลบก็เปลี่ยนขั้ว หากไม่ได้มาทำเอง  ไม่ได้รู้ซึ้งถึงแก่นของอาชีพที่คนทั่วไปเรียกกันสั้น ๆ ว่ายาม ก็คงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้น่าอาย ซ้ำรายได้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ เดือน ๆ หนึ่งติดหมื่นกว่า ๆ อยู่เหมือนกัน  อีกอย่าง ใช่ว่าอาชีพนี้จะยุ่งมันเสียตลอดเวลาเข้างาน  มีเว้นว่างให้คิดไตร่ตรองหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาในชีวิต   ตั้งแต่จำความได้จนวินาทีนั้น ๆ 

         “สองชุดเหมือนเดิมนะ”  เสียงป้าภา แม่ค้าน้ำเต้าหู้ร้องทักตั้งแต่วันชัยยังไม่ถึงตัวร้าน  

         ในทุก ๆ เช้า  เขาจะแวะซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ร้านนี้กลับไปกินที่ห้อง  ราคาสิบบาทกับหนึ่งอิ่ม  นั่นหมายถึงน้ำเต้าหู้หนึ่งถุงกับปาท่องโก๋สี่ตัว   เพียงเท่านี้...เพียงชุดเดียว   ความหิวจะไม่โผล่หน้ามารบกวนการนอนกลางวันของเขาจนกว่าจะถึงเวลาตื่นไปเข้างาน  

         เมื่อหักจากค่าที่พักและใช้จ่ายจิปาถะแล้ว  เงินเดือนยังเหลือพอให้วันชัยได้เก็บอยู่บ้าง  ซึ่งคิดไปคิดมาถ้าได้ทำงานบริษัทหรู ๆ ดี ๆ เงินเดือนที่ได้รับจะเหลือเท่านี้ไหมหนอ...เพราะหมดไปกับภาษีสังคมที่ต้องจ่าย  มิเช่นนั้นจะกลายเป็นกาในฝูงหงส์  หากปฏิเสธการชักชวนของเพื่อนร่วมงาน  ที่อ้างว่าเหนื่อยมาทั้งวันไปดื่มกันหน่อยไหม?  หรือไม่ก็คนนั้นบวช คนนี้แต่งงานต้องใส่ซองกันให้วุ่น

         “นี่ครับ ยี่สิบบาท”  วันชัยยื่นธนบัตรสีเขียวให้   รับเอาน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋สองชุดซึ่งแยกกันต่างหากไว้แล้ว  ก่อนจากมาก็ร่ำลากันด้วยรอยยิ้ม  
ท่ามกลางความสลัวรางของช่วงใกล้รุ่ง  เสียงนกน้อยใหญ่บรรเลงเพลงเมืองเจื้อยแจ้วตามชนิด  ฟัง ๆ ดูก็เพลินมิใช่น้อย  ไม่ทันไรก็มาถึงสะพานลอยที่กรมทางหลวงเขาสร้างไว้   เพื่อให้คนทั้งสองฟากใช้ข้ามถนนสี่เลนไปสู่อีกฝั่งอย่างปลอดภัย  คนเมืองเริ่มเดินกันให้ขวักไขว่  คุ้นหน้าบ้างไม่คุ้นหน้าบ้างคละเคล้ากันไป  

       วันชัยเดินเอื่อยเฉื่อยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้เมื่อยปลีน่อง  มองรถราที่ส่งเสียงกระหึ่มด้านล่างจากบนสะพาน  ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังมุม ๆ หนึ่งของหัวบันไดอกฟากที่เขาจะต้องเดินลง  ชายชราแต่งตัวมอมแมมนั่งเอาหลังพิงขอบปูนสูงระดับเอว  วันชัยเรียกเขาว่าลุง   เพราะไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว  แต่คนทั่วไปเรียกตาแก่ขอทานตามสภาพอเนจอนาถของแกที่เห็น  

       นาน ๆ ครั้ง  ชายชราผู้มีชะตาชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะมีได้   จะใช้ข้อนิ้วเคาะเหล็กราวสะพานเป็นจังหวะ เก๊ง ๆ ...เก๊ง ๆ...ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร   อาจเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันเหี่ยวเฉาของแกก็ได้   ชายชราที่ว่านี่เอง คือผู้ที่จะได้เอร็ดอร่อยกับน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋อีกหนึ่งชุดที่วันชัยซื้อมาฝาก 

         ด้านล่าง  ถัดออกไปสักสองเสาไฟฟ้า ป้าวัยกลางคนกับเสื้อกั๊กสะท้อนแสงสวมหมวกสานใบเก่า  สองมือกำไม้กวาดทางมะพร้าว  ทำความสะอาดร่องถนนตามหน้าที่และกินเงินเดือนเฉกเช่นเดียวกับเขา  บางครั้งบางคราววันชัยเสียวท้องน้อยวาบ  เมื่อมีรถแล่นผ่านป้าไปด้วยความเร็วชนิดไม่มีเห็นใจกัน  หากชิดซ้ายกว่านั้นอีกสักสิบคืบ รับรองได้ แม้ป้าจะอ้วนท้วนสักเพียงใด  กระจังหน้ารถจะดีดป้าจนปลิวไปไกลหลายเมตรทีเดียว   

         นี่ล่ะความจริงของกรุงเทพฯ  เมืองหลวงเมืองฟ้าอันแสนศิวิไลซ์ในความคิดของใครหลายคน  หลายคนที่ถูกเรียกว่าคนบ้านนอกและอยากเข้ามาทำงานในเมืองกรุง  มันไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดไปเสียทุกอย่าง  ใช่ว่าคนกรุงทุกคนจะมีน้ำใจ  และใช่ว่าที่เห็นเดินเพ่นพ่านปานมดแตกรังนั้นจะเป็นคนเมืองหลวงเสียทั้งหมด   ดีไม่ดีถ้าคัดเอาจริง ๆ มากกว่าครึ่งเป็นคนถิ่นอื่นทั้งนั้น   มุมมืดมุมบังที่ปกปิดอย่างไรก็ไม่มิดยังมีให้เห็น  ขึ้นอยู่ที่ว่าจะเลือกมองมันหรือปล่อยผ่านเพราะไม่ใช่เรื่องของตน
(มีต่อนะครับ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่