เรื่อง : สะพานลอย
โดย : โดย ตรัยโศก ณ ริมน่าน
*** เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์มิให้นำไปเผยแพร่ในทุกช่องทางก่อนได้รับอนุญาต***
สะพานลอย...
ติ๊ด ๆ...ติ๊ด ๆ... เสียงนาฬิกาปลุกบอกว่าเวลานี้ล่วงเข้าตีห้าสี่สิบนาที อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเป็นเวลาเลิกงานของวันชัย เขาเร่งเขียนรายงานว่าตลอดหนึ่งคืนที่ผ่านมานั้น เขาตรวจสอบแล้วพบสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่ ก่อนจะปิดสมุดเอกสารและเสียบมันเข้าชั้นซึ่งมีป้ายกระดาษเคลือบพลาสติกขนาดสามคูณสี่นิ้ว ระบุข้อความสั้น ๆ ว่า ‘กะกลางคืน’
นั่งสูบบุหรี่รอเวลาอยู่ครู่ใหญ่ ก็มีชายร่างท้วมเดินต้วมเตี้ยมตรงเข้ามาหา เครื่องแต่งกายเป็นแบบเดียวกันกับวันชัยทุกระเบียดนิ้ว ชี้ชัดว่าชายผู้นั้นจะเป็นผู้รับหน้าที่ต่อจากนี้ พอดีกันกับที่บุหรี่หมดมวนจึงดีดลงพื้นใช้ปายรองเท้าขยี้ ก่อนยกมือไหว้เพื่อเป็นการทักทายและลากันในคราวเดียว
“สวัสดีครับพี่พงษ์ กลับก่อนนะพี่”
“เออ! โชคดี ๆ” ชายร่างท้วมนามว่าพงษ์ตอบรับสั้น ๆ ก่อนดึงสมุดออกจากชั้น ‘
กะกลางวัน' เพื่อตีเส้นและลงเวลาเข้างาน
หากนับวันนี้เข้าไปด้วย นี่ก็ครึ่งปีเข้าไปแล้วที่วันชัยมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่ใคร ๆ เขาเรียกสั้น ๆ ว่า รปภ. บางคนเรียกสั้นกว่านั้นก็ยาม ให้กับไซต์งานก่อสร้างแห่งนี้ ที่จ้างบริษัทต้นสังกัดของวันชัยมาเฝ้าทั้งกลางวันกลางคืน
อุปกรณ์ก่อสร้าง ชื่อของมันแม้จะดูไม่มีความหมาย ทว่าบางชนิดราคาหลายตังค์ อย่างเช่นสว่านไฟฟ้าสักตัวเอาไปขายเถื่อนก็ได้เกือบพันหรือเกินกว่านั้นไปสักหน่อยแล้ว ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย รปภ.เช่นวันชัยและพี่พงษ์ของเขาจึงถูกส่งตัวมาเฝ้าตามที่ถูกว่าจ้าง
ที่จริงแล้ว วุฒิการศึกษาของวันชัยไม่เหมาะสำหรับงานแบบนี้ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคเหนือที่มีสัญลักษณ์เป็นช้างชูคบเพลิง สาขาที่เรียนจบมาก็ไม่ใช่ไก่กา บริหารธุรกิจ แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนทำให้วุฒิการศึกษาและสถาบันไม่สำคัญสำหรับนายจ้างอย่างแต่ก่อน การเรียนจบระดับชั้นมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เครื่องหมายการันตรีว่าคุณจะได้ทำงานดี ๆ
สองเดือนเต็มที่วันชัยเดินยื่นใบสมัครตามบริษัทต่าง ๆ ซึ่งลงประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งที่ทั้งวุฒิการศึกษาและสาขาที่เรียนมาแสนจะเอื้ออำนวย แต่ก็เงียบ...เงียบสนิททุกที่ไป คำพูดทิ้งท้ายหลังจากยื่นใบสมัครของฝ่ายบุคคลของแต่ละที่ ซึ่งแทบจะเหมือนกันราวหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมเอาไว้แค่นั้น
“แล้วยังไงทางเราจะติดต่อกลับนะคะ”
นั่นบั่นทอนแรงใจและไฟสู้ของเด็กจบใหม่อย่างวันชัยไปทีละน้อย ที่สุดเมื่อล่วงเข้าเดือนที่สามบริษัทไหน ๆ ก็ยังเงียบ วันชัยจึงบ่ายหน้าเข้าไปสมัครงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อประชดโชคชะตามันเสียเลย ให้มันรู้กันไป ถ้าแม้แต่งานรปภ. ยังไม่รับเขา แสดงว่าวันชัยไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ที่นี่ เฉกเช่นที่คุยโวกับพ่อแม่ไว้ก่อนเดินทางลงมาที่กรุงเทพฯ ว่าจะตั้งใจทำงานหอบเงินกลับบ้านทุก ๆวันหยุดยาวของปี
“เริ่มงานได้เมื่อไหร่ล่ะ?” ฝ่ายบุคคลสาวของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอ่ยถามทันทีโดยไม่อ่านเอกสารที่วันวัยยื่นให้อย่างละเอียดเลยด้วยซ้ำ
“พะ...พรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ”
“อือ...ถ้างั้นเดินตรงไปทางนี้นะ” ฝ่ายบุคคลสาวกล่าวพร้อมผายมือที่ยังถือปากกาอยู่ ไปยังโถงทางเดินด้านขวามือ “สุดทางจะมีห้องอยู่ เครื่องแบบทุกอย่างอยู่ในนั้น เลือกดูขนาดที่เราใส่พอดี มีอะไรบ้างป้ายตรงหน้าประตูระบุไว้แล้ว เรียบร้อยแล้วก็กลับมาหาพี่อีกที”
“ครับ” วันชัยรับคำสั้น ๆ เดินตรงไปตามโถงทางเดินและเข้าไปเลือกเครื่องแบบพนักงานตามรายการที่ระบุแบบ งง ๆ ก่อนจะกลับมานั่งตรงหน้าฝ่ายบุคคลสาวซึ่งแอบเห็นชื่อตรงหน้าอกเสื้อว่า ‘วรรณี’ ด้วยอาการงง ๆ เช่นเดิม
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ามาหาพี่ที่นี่อีกที แต่งตัวมาให้พร้อม พี่จะให้คนพาไปหน้างานที่เราจะต้องไปลง” เธอบอกคร่าว ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาง่วนกับเอกสารตรงหน้า กระทั่งอึดใจต่อมา เมื่อเงยหน้ามาแล้วเห็นวันชัยยังนั่งตาแป๋วเป็นลูกแมวหลงแม่ จึงได้เอ่ยขึ้นอีก
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ กลับได้เลย”
“คะ...ครับ สวัสดีครับ” วันชัยตอบรับ ยกมือไหว้พร้อมหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จะเป็นเครื่องแบบประจำของเขาหลังจากวันนี้ ออกมายืนมึนอยู่หน้าบริษัท
หางานมาร่วมสองเดือนไม่มีที่ไหนติดต่อกลับ บทจะได้งานก็ได้เอาดื้อ ๆ ยื่นเอกสารไม่ถึงสิบนาทีได้เป็นพนักงานเสียอย่างนั้น เอ้อหนอ...โลกนี้นี่ช่างตลกดีแท้ วันชัยครวญในใจ ก่อนจะเดินกลับห้องพักซึ่งห่างจากตรงนั้นไปร่วมครึ่งกิโลฯ แต่ก็นะ จะว่าเป็นความดีใจหรืองงงันก็มิอาจระบุชี้ชัดลงไปได้ วันชัยเดินกลับมาถึงห้องพักโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหกเดือนที่แล้ว...
เดินไปคิดไปก็ขำแห้งให้กับโชคชะตา แรกทีเดียววันชัยด้อยค่างานประเภทนี้แม้ตนเองจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตาม แต่นานเข้า ความคิดที่เคยเป็นลบก็เปลี่ยนขั้ว หากไม่ได้มาทำเอง ไม่ได้รู้ซึ้งถึงแก่นของอาชีพที่คนทั่วไปเรียกกันสั้น ๆ ว่ายาม ก็คงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้น่าอาย ซ้ำรายได้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ เดือน ๆ หนึ่งติดหมื่นกว่า ๆ อยู่เหมือนกัน อีกอย่าง ใช่ว่าอาชีพนี้จะยุ่งมันเสียตลอดเวลาเข้างาน มีเว้นว่างให้คิดไตร่ตรองหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่จำความได้จนวินาทีนั้น ๆ
“สองชุดเหมือนเดิมนะ” เสียงป้าภา แม่ค้าน้ำเต้าหู้ร้องทักตั้งแต่วันชัยยังไม่ถึงตัวร้าน
ในทุก ๆ เช้า เขาจะแวะซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ร้านนี้กลับไปกินที่ห้อง ราคาสิบบาทกับหนึ่งอิ่ม นั่นหมายถึงน้ำเต้าหู้หนึ่งถุงกับปาท่องโก๋สี่ตัว เพียงเท่านี้...เพียงชุดเดียว ความหิวจะไม่โผล่หน้ามารบกวนการนอนกลางวันของเขาจนกว่าจะถึงเวลาตื่นไปเข้างาน
เมื่อหักจากค่าที่พักและใช้จ่ายจิปาถะแล้ว เงินเดือนยังเหลือพอให้วันชัยได้เก็บอยู่บ้าง ซึ่งคิดไปคิดมาถ้าได้ทำงานบริษัทหรู ๆ ดี ๆ เงินเดือนที่ได้รับจะเหลือเท่านี้ไหมหนอ...เพราะหมดไปกับภาษีสังคมที่ต้องจ่าย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นกาในฝูงหงส์ หากปฏิเสธการชักชวนของเพื่อนร่วมงาน ที่อ้างว่าเหนื่อยมาทั้งวันไปดื่มกันหน่อยไหม? หรือไม่ก็คนนั้นบวช คนนี้แต่งงานต้องใส่ซองกันให้วุ่น
“นี่ครับ ยี่สิบบาท” วันชัยยื่นธนบัตรสีเขียวให้ รับเอาน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋สองชุดซึ่งแยกกันต่างหากไว้แล้ว ก่อนจากมาก็ร่ำลากันด้วยรอยยิ้ม
ท่ามกลางความสลัวรางของช่วงใกล้รุ่ง เสียงนกน้อยใหญ่บรรเลงเพลงเมืองเจื้อยแจ้วตามชนิด ฟัง ๆ ดูก็เพลินมิใช่น้อย ไม่ทันไรก็มาถึงสะพานลอยที่กรมทางหลวงเขาสร้างไว้ เพื่อให้คนทั้งสองฟากใช้ข้ามถนนสี่เลนไปสู่อีกฝั่งอย่างปลอดภัย คนเมืองเริ่มเดินกันให้ขวักไขว่ คุ้นหน้าบ้างไม่คุ้นหน้าบ้างคละเคล้ากันไป
วันชัยเดินเอื่อยเฉื่อยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้เมื่อยปลีน่อง มองรถราที่ส่งเสียงกระหึ่มด้านล่างจากบนสะพาน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังมุม ๆ หนึ่งของหัวบันไดอกฟากที่เขาจะต้องเดินลง ชายชราแต่งตัวมอมแมมนั่งเอาหลังพิงขอบปูนสูงระดับเอว วันชัยเรียกเขาว่าลุง เพราะไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว แต่คนทั่วไปเรียกตาแก่ขอทานตามสภาพอเนจอนาถของแกที่เห็น
นาน ๆ ครั้ง ชายชราผู้มีชะตาชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะมีได้ จะใช้ข้อนิ้วเคาะเหล็กราวสะพานเป็นจังหวะ เก๊ง ๆ ...เก๊ง ๆ...ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร อาจเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันเหี่ยวเฉาของแกก็ได้ ชายชราที่ว่านี่เอง คือผู้ที่จะได้เอร็ดอร่อยกับน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋อีกหนึ่งชุดที่วันชัยซื้อมาฝาก
ด้านล่าง ถัดออกไปสักสองเสาไฟฟ้า ป้าวัยกลางคนกับเสื้อกั๊กสะท้อนแสงสวมหมวกสานใบเก่า สองมือกำไม้กวาดทางมะพร้าว ทำความสะอาดร่องถนนตามหน้าที่และกินเงินเดือนเฉกเช่นเดียวกับเขา บางครั้งบางคราววันชัยเสียวท้องน้อยวาบ เมื่อมีรถแล่นผ่านป้าไปด้วยความเร็วชนิดไม่มีเห็นใจกัน หากชิดซ้ายกว่านั้นอีกสักสิบคืบ รับรองได้ แม้ป้าจะอ้วนท้วนสักเพียงใด กระจังหน้ารถจะดีดป้าจนปลิวไปไกลหลายเมตรทีเดียว
นี่ล่ะความจริงของกรุงเทพฯ เมืองหลวงเมืองฟ้าอันแสนศิวิไลซ์ในความคิดของใครหลายคน หลายคนที่ถูกเรียกว่าคนบ้านนอกและอยากเข้ามาทำงานในเมืองกรุง มันไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดไปเสียทุกอย่าง ใช่ว่าคนกรุงทุกคนจะมีน้ำใจ และใช่ว่าที่เห็นเดินเพ่นพ่านปานมดแตกรังนั้นจะเป็นคนเมืองหลวงเสียทั้งหมด ดีไม่ดีถ้าคัดเอาจริง ๆ มากกว่าครึ่งเป็นคนถิ่นอื่นทั้งนั้น มุมมืดมุมบังที่ปกปิดอย่างไรก็ไม่มิดยังมีให้เห็น ขึ้นอยู่ที่ว่าจะเลือกมองมันหรือปล่อยผ่านเพราะไม่ใช่เรื่องของตน
(มีต่อนะครับ)
เรื่องสั้น เฉย ๆ โดยตรัยโศก ณ ริมน่าน
โดย : โดย ตรัยโศก ณ ริมน่าน
*** เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์มิให้นำไปเผยแพร่ในทุกช่องทางก่อนได้รับอนุญาต***
นั่งสูบบุหรี่รอเวลาอยู่ครู่ใหญ่ ก็มีชายร่างท้วมเดินต้วมเตี้ยมตรงเข้ามาหา เครื่องแต่งกายเป็นแบบเดียวกันกับวันชัยทุกระเบียดนิ้ว ชี้ชัดว่าชายผู้นั้นจะเป็นผู้รับหน้าที่ต่อจากนี้ พอดีกันกับที่บุหรี่หมดมวนจึงดีดลงพื้นใช้ปายรองเท้าขยี้ ก่อนยกมือไหว้เพื่อเป็นการทักทายและลากันในคราวเดียว
“สวัสดีครับพี่พงษ์ กลับก่อนนะพี่”
“เออ! โชคดี ๆ” ชายร่างท้วมนามว่าพงษ์ตอบรับสั้น ๆ ก่อนดึงสมุดออกจากชั้น ‘กะกลางวัน' เพื่อตีเส้นและลงเวลาเข้างาน
หากนับวันนี้เข้าไปด้วย นี่ก็ครึ่งปีเข้าไปแล้วที่วันชัยมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่ใคร ๆ เขาเรียกสั้น ๆ ว่า รปภ. บางคนเรียกสั้นกว่านั้นก็ยาม ให้กับไซต์งานก่อสร้างแห่งนี้ ที่จ้างบริษัทต้นสังกัดของวันชัยมาเฝ้าทั้งกลางวันกลางคืน
อุปกรณ์ก่อสร้าง ชื่อของมันแม้จะดูไม่มีความหมาย ทว่าบางชนิดราคาหลายตังค์ อย่างเช่นสว่านไฟฟ้าสักตัวเอาไปขายเถื่อนก็ได้เกือบพันหรือเกินกว่านั้นไปสักหน่อยแล้ว ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย รปภ.เช่นวันชัยและพี่พงษ์ของเขาจึงถูกส่งตัวมาเฝ้าตามที่ถูกว่าจ้าง
ที่จริงแล้ว วุฒิการศึกษาของวันชัยไม่เหมาะสำหรับงานแบบนี้ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคเหนือที่มีสัญลักษณ์เป็นช้างชูคบเพลิง สาขาที่เรียนจบมาก็ไม่ใช่ไก่กา บริหารธุรกิจ แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนทำให้วุฒิการศึกษาและสถาบันไม่สำคัญสำหรับนายจ้างอย่างแต่ก่อน การเรียนจบระดับชั้นมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เครื่องหมายการันตรีว่าคุณจะได้ทำงานดี ๆ
สองเดือนเต็มที่วันชัยเดินยื่นใบสมัครตามบริษัทต่าง ๆ ซึ่งลงประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งที่ทั้งวุฒิการศึกษาและสาขาที่เรียนมาแสนจะเอื้ออำนวย แต่ก็เงียบ...เงียบสนิททุกที่ไป คำพูดทิ้งท้ายหลังจากยื่นใบสมัครของฝ่ายบุคคลของแต่ละที่ ซึ่งแทบจะเหมือนกันราวหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมเอาไว้แค่นั้น
“แล้วยังไงทางเราจะติดต่อกลับนะคะ”
นั่นบั่นทอนแรงใจและไฟสู้ของเด็กจบใหม่อย่างวันชัยไปทีละน้อย ที่สุดเมื่อล่วงเข้าเดือนที่สามบริษัทไหน ๆ ก็ยังเงียบ วันชัยจึงบ่ายหน้าเข้าไปสมัครงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อประชดโชคชะตามันเสียเลย ให้มันรู้กันไป ถ้าแม้แต่งานรปภ. ยังไม่รับเขา แสดงว่าวันชัยไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ที่นี่ เฉกเช่นที่คุยโวกับพ่อแม่ไว้ก่อนเดินทางลงมาที่กรุงเทพฯ ว่าจะตั้งใจทำงานหอบเงินกลับบ้านทุก ๆวันหยุดยาวของปี
“เริ่มงานได้เมื่อไหร่ล่ะ?” ฝ่ายบุคคลสาวของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอ่ยถามทันทีโดยไม่อ่านเอกสารที่วันวัยยื่นให้อย่างละเอียดเลยด้วยซ้ำ
“พะ...พรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ”
“อือ...ถ้างั้นเดินตรงไปทางนี้นะ” ฝ่ายบุคคลสาวกล่าวพร้อมผายมือที่ยังถือปากกาอยู่ ไปยังโถงทางเดินด้านขวามือ “สุดทางจะมีห้องอยู่ เครื่องแบบทุกอย่างอยู่ในนั้น เลือกดูขนาดที่เราใส่พอดี มีอะไรบ้างป้ายตรงหน้าประตูระบุไว้แล้ว เรียบร้อยแล้วก็กลับมาหาพี่อีกที”
“ครับ” วันชัยรับคำสั้น ๆ เดินตรงไปตามโถงทางเดินและเข้าไปเลือกเครื่องแบบพนักงานตามรายการที่ระบุแบบ งง ๆ ก่อนจะกลับมานั่งตรงหน้าฝ่ายบุคคลสาวซึ่งแอบเห็นชื่อตรงหน้าอกเสื้อว่า ‘วรรณี’ ด้วยอาการงง ๆ เช่นเดิม
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ามาหาพี่ที่นี่อีกที แต่งตัวมาให้พร้อม พี่จะให้คนพาไปหน้างานที่เราจะต้องไปลง” เธอบอกคร่าว ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาง่วนกับเอกสารตรงหน้า กระทั่งอึดใจต่อมา เมื่อเงยหน้ามาแล้วเห็นวันชัยยังนั่งตาแป๋วเป็นลูกแมวหลงแม่ จึงได้เอ่ยขึ้นอีก
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ กลับได้เลย”
“คะ...ครับ สวัสดีครับ” วันชัยตอบรับ ยกมือไหว้พร้อมหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จะเป็นเครื่องแบบประจำของเขาหลังจากวันนี้ ออกมายืนมึนอยู่หน้าบริษัท
หางานมาร่วมสองเดือนไม่มีที่ไหนติดต่อกลับ บทจะได้งานก็ได้เอาดื้อ ๆ ยื่นเอกสารไม่ถึงสิบนาทีได้เป็นพนักงานเสียอย่างนั้น เอ้อหนอ...โลกนี้นี่ช่างตลกดีแท้ วันชัยครวญในใจ ก่อนจะเดินกลับห้องพักซึ่งห่างจากตรงนั้นไปร่วมครึ่งกิโลฯ แต่ก็นะ จะว่าเป็นความดีใจหรืองงงันก็มิอาจระบุชี้ชัดลงไปได้ วันชัยเดินกลับมาถึงห้องพักโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นคือเหตุการณ์เมื่อหกเดือนที่แล้ว...
เดินไปคิดไปก็ขำแห้งให้กับโชคชะตา แรกทีเดียววันชัยด้อยค่างานประเภทนี้แม้ตนเองจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตาม แต่นานเข้า ความคิดที่เคยเป็นลบก็เปลี่ยนขั้ว หากไม่ได้มาทำเอง ไม่ได้รู้ซึ้งถึงแก่นของอาชีพที่คนทั่วไปเรียกกันสั้น ๆ ว่ายาม ก็คงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้น่าอาย ซ้ำรายได้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ เดือน ๆ หนึ่งติดหมื่นกว่า ๆ อยู่เหมือนกัน อีกอย่าง ใช่ว่าอาชีพนี้จะยุ่งมันเสียตลอดเวลาเข้างาน มีเว้นว่างให้คิดไตร่ตรองหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่จำความได้จนวินาทีนั้น ๆ
“สองชุดเหมือนเดิมนะ” เสียงป้าภา แม่ค้าน้ำเต้าหู้ร้องทักตั้งแต่วันชัยยังไม่ถึงตัวร้าน
ในทุก ๆ เช้า เขาจะแวะซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ร้านนี้กลับไปกินที่ห้อง ราคาสิบบาทกับหนึ่งอิ่ม นั่นหมายถึงน้ำเต้าหู้หนึ่งถุงกับปาท่องโก๋สี่ตัว เพียงเท่านี้...เพียงชุดเดียว ความหิวจะไม่โผล่หน้ามารบกวนการนอนกลางวันของเขาจนกว่าจะถึงเวลาตื่นไปเข้างาน
เมื่อหักจากค่าที่พักและใช้จ่ายจิปาถะแล้ว เงินเดือนยังเหลือพอให้วันชัยได้เก็บอยู่บ้าง ซึ่งคิดไปคิดมาถ้าได้ทำงานบริษัทหรู ๆ ดี ๆ เงินเดือนที่ได้รับจะเหลือเท่านี้ไหมหนอ...เพราะหมดไปกับภาษีสังคมที่ต้องจ่าย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นกาในฝูงหงส์ หากปฏิเสธการชักชวนของเพื่อนร่วมงาน ที่อ้างว่าเหนื่อยมาทั้งวันไปดื่มกันหน่อยไหม? หรือไม่ก็คนนั้นบวช คนนี้แต่งงานต้องใส่ซองกันให้วุ่น
“นี่ครับ ยี่สิบบาท” วันชัยยื่นธนบัตรสีเขียวให้ รับเอาน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋สองชุดซึ่งแยกกันต่างหากไว้แล้ว ก่อนจากมาก็ร่ำลากันด้วยรอยยิ้ม
ท่ามกลางความสลัวรางของช่วงใกล้รุ่ง เสียงนกน้อยใหญ่บรรเลงเพลงเมืองเจื้อยแจ้วตามชนิด ฟัง ๆ ดูก็เพลินมิใช่น้อย ไม่ทันไรก็มาถึงสะพานลอยที่กรมทางหลวงเขาสร้างไว้ เพื่อให้คนทั้งสองฟากใช้ข้ามถนนสี่เลนไปสู่อีกฝั่งอย่างปลอดภัย คนเมืองเริ่มเดินกันให้ขวักไขว่ คุ้นหน้าบ้างไม่คุ้นหน้าบ้างคละเคล้ากันไป
วันชัยเดินเอื่อยเฉื่อยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบให้เมื่อยปลีน่อง มองรถราที่ส่งเสียงกระหึ่มด้านล่างจากบนสะพาน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังมุม ๆ หนึ่งของหัวบันไดอกฟากที่เขาจะต้องเดินลง ชายชราแต่งตัวมอมแมมนั่งเอาหลังพิงขอบปูนสูงระดับเอว วันชัยเรียกเขาว่าลุง เพราะไม่ได้รู้จักมักจี่กันเป็นการส่วนตัว แต่คนทั่วไปเรียกตาแก่ขอทานตามสภาพอเนจอนาถของแกที่เห็น
นาน ๆ ครั้ง ชายชราผู้มีชะตาชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะมีได้ จะใช้ข้อนิ้วเคาะเหล็กราวสะพานเป็นจังหวะ เก๊ง ๆ ...เก๊ง ๆ...ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร อาจเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันเหี่ยวเฉาของแกก็ได้ ชายชราที่ว่านี่เอง คือผู้ที่จะได้เอร็ดอร่อยกับน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋อีกหนึ่งชุดที่วันชัยซื้อมาฝาก
ด้านล่าง ถัดออกไปสักสองเสาไฟฟ้า ป้าวัยกลางคนกับเสื้อกั๊กสะท้อนแสงสวมหมวกสานใบเก่า สองมือกำไม้กวาดทางมะพร้าว ทำความสะอาดร่องถนนตามหน้าที่และกินเงินเดือนเฉกเช่นเดียวกับเขา บางครั้งบางคราววันชัยเสียวท้องน้อยวาบ เมื่อมีรถแล่นผ่านป้าไปด้วยความเร็วชนิดไม่มีเห็นใจกัน หากชิดซ้ายกว่านั้นอีกสักสิบคืบ รับรองได้ แม้ป้าจะอ้วนท้วนสักเพียงใด กระจังหน้ารถจะดีดป้าจนปลิวไปไกลหลายเมตรทีเดียว
นี่ล่ะความจริงของกรุงเทพฯ เมืองหลวงเมืองฟ้าอันแสนศิวิไลซ์ในความคิดของใครหลายคน หลายคนที่ถูกเรียกว่าคนบ้านนอกและอยากเข้ามาทำงานในเมืองกรุง มันไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดไปเสียทุกอย่าง ใช่ว่าคนกรุงทุกคนจะมีน้ำใจ และใช่ว่าที่เห็นเดินเพ่นพ่านปานมดแตกรังนั้นจะเป็นคนเมืองหลวงเสียทั้งหมด ดีไม่ดีถ้าคัดเอาจริง ๆ มากกว่าครึ่งเป็นคนถิ่นอื่นทั้งนั้น มุมมืดมุมบังที่ปกปิดอย่างไรก็ไม่มิดยังมีให้เห็น ขึ้นอยู่ที่ว่าจะเลือกมองมันหรือปล่อยผ่านเพราะไม่ใช่เรื่องของตน
(มีต่อนะครับ)