ผมทำงานกับบริษัทใหญ่จำกัดมหาชน M…or ในเครือบริษัทย่อย life…อีกไม่กี่เดือนจะครบ 3 ปี ปัจจุบันอายุ 25 ปี 10 กว่าวัน 26 ปี งานไม่หนักมาก แต่ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก
ผมเป็นพนักงานขาย Pc ตำแหน่งต่ำสุดของล่างสุดห่วงโซ่อาหาร อยู่ประจำสาขาห้างกลางเมือง ซึ่งปกติสาขานี้ต้องมีพนักงานอยู่ที่ 3คน แต่ตอนนี้เหลือพนักงานแค่ 2คน ซึ่งผมกับผู้จัดการรวมเป็น 2 คน
-ทำหน้าที่เชียร์ขายสินค้า
-เติมสต๊อกสินค้าและแพ๊คสินค้าโอนกลับโกดัง
-เช็คสต๊อกสินค้าดูแลสินค้า2,000กว่าชิ้นทุกเดือน
-เป็นแคชเชียร์คิดเงินเอง
ทำงานทั้งหมด 6 วันหยุด 1วัน ปกติไม่มีโอทีวันไหนที่อีกคนหยุดเท่ากับต้องอยู่คนเดียวเวลาทำงาน 10:00-22:00 เวลาที่ได้พักแทบไม่มี เนื่องจากอยู่คนเดียว ร้านไม่มีประตูเวลาพักกินข้าวก็ต้องแอบเข้าไปกินในซอกเล็กๆบริเวณหน้าร้าน 15 นาทีและ 15นาทีนั่นถ้าลูกค้าเข้ามาถึงจะกำลังเคี้ยวข้าวในปากอยู่ก็ต้องออกมารับลูกค้า จากหิวกลายเป็นกินไม่อร่อยหรือหยุดกินไปเลย
ร้านเป็นสไตล์โอเพ่นแพลน คือเป็นโต๊ะวางสินค้าไม่มีประตูทางเข้าออก 4 ทางคนสามารถเดินทะลุร้านได้
บางทีคนเข้ามาเยอะสินค้าสูญหาย พนักงานทุกคนต้องจ่าย อาจได้ส่วนลด 30% ถึง 50% ในบางชิ้น
ส่วนค่าตอบแทนของคอมมิชชั่น ต้องขายได้ 60-79%% ถึงจะได้ค่าคอมมิชชั่น 1.10% 80-89%% ได้ 1.20% หากต่ำกว่า 0-59%เท่ากับขายฟรีให้บริษัทไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นบางเดือนเครียดมากนอนหลับไม่สนิทปวดหัวถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเป็นบริษัทแรกที่ทำให้เครียดได้ขนาดนี้ ซึ่งปกติสาขานี้ขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 70-80% ของเป้าสาขา (ยอดขายไม่ต่ำกว่า 350,000)ซึ่ง ในส่วนของรายได้ของคอมมิชชั่น ต่อเดือนตกประมาณ 4-6,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000บาท(Pc) แล้วแต่เป้าในแต่ละเดือน ต่อคน(ตอนนี้หาร 2คน) กรณีที่อยู่ครบ 3 คนก็ลดลงอีกตามลำดับ ซึ่งแน่นอนรายได้ของผู้จัดการเยอะกว่า Pc เนื่องจากมีค่าตำแหน่งและเป้า
ในส่วนของพนักงานที่เข้างานปีเดียวกันและพนักที่เข้าหลังผมไม่มีใครอยู่ได้ออกไปเกือบหมดทั้งพนักงานหน้าร้านและ office
จากรายได้ที่น้อยลงและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นผมปรับตัว จากเคยมาทำงานโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสเดือนหนึ่งจ่าย 1,300 50เที่ยว ตอนนีไม่มีแล้ว ผมต้องเปลี่ยนการเดินทางมาโดยรถเมล์มาทำงาน จากเคยซื้อข้าวที่ร้านอาหารพนักงาน ตอนนี้ต้องตื่นเช้า 6 โมงเช้าเพื่อมาทำอาหารและต้องออกจากจากห้องเร็วขึ้นเพื่อมารอรถเมล์บางทีก็มาถึงที่ทำงานสาย เนื่องจากรถเมล์ขาดสายนาน บางทีเลิกงาน 19:00 ถึงห้อง 21:00 เหนื่อยมาก
ผมควรสู้ต่อรอเงินสมทบกองทุนที่ผมหักกองทุนเลี้ยงชีพ 15% กรณีที่อยู่ครบห้าปีจะได้เงินสมทบอีกครึ่งหนึ่งหากอยู่ไม่ถึง 5 ปีก็จะได้แค่เงินที่เราเก็บ 15% ประมาณ 35,000 ผมควรสู้ต่ออีก 2.5 ปีหรือว่าออกเอาแค่เงิน 35,000 ที่สะสมมาไปต่อยอดหางานต่างประเทศ
แต่ถ้าอยู่ต่อผมรู้สึกไม่โตไม่พัฒนา
(มีหนี้ผ่อนมือถือให้แม่ 0% 6 เดือน ประมาณ 6,000 บาท)
ตอนนี้คิดว่าอยากไปทำงานไต้หวันอย่างน้อยๆก็ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 เพราะอยู่ที่นี่ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษภาษาจีนได้
มั่นคงแต่ไม่โต รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 13,800 บาท 2565-2566
ผมเป็นพนักงานขาย Pc ตำแหน่งต่ำสุดของล่างสุดห่วงโซ่อาหาร อยู่ประจำสาขาห้างกลางเมือง ซึ่งปกติสาขานี้ต้องมีพนักงานอยู่ที่ 3คน แต่ตอนนี้เหลือพนักงานแค่ 2คน ซึ่งผมกับผู้จัดการรวมเป็น 2 คน
-ทำหน้าที่เชียร์ขายสินค้า
-เติมสต๊อกสินค้าและแพ๊คสินค้าโอนกลับโกดัง
-เช็คสต๊อกสินค้าดูแลสินค้า2,000กว่าชิ้นทุกเดือน
-เป็นแคชเชียร์คิดเงินเอง
ทำงานทั้งหมด 6 วันหยุด 1วัน ปกติไม่มีโอทีวันไหนที่อีกคนหยุดเท่ากับต้องอยู่คนเดียวเวลาทำงาน 10:00-22:00 เวลาที่ได้พักแทบไม่มี เนื่องจากอยู่คนเดียว ร้านไม่มีประตูเวลาพักกินข้าวก็ต้องแอบเข้าไปกินในซอกเล็กๆบริเวณหน้าร้าน 15 นาทีและ 15นาทีนั่นถ้าลูกค้าเข้ามาถึงจะกำลังเคี้ยวข้าวในปากอยู่ก็ต้องออกมารับลูกค้า จากหิวกลายเป็นกินไม่อร่อยหรือหยุดกินไปเลย
ร้านเป็นสไตล์โอเพ่นแพลน คือเป็นโต๊ะวางสินค้าไม่มีประตูทางเข้าออก 4 ทางคนสามารถเดินทะลุร้านได้
บางทีคนเข้ามาเยอะสินค้าสูญหาย พนักงานทุกคนต้องจ่าย อาจได้ส่วนลด 30% ถึง 50% ในบางชิ้น
ส่วนค่าตอบแทนของคอมมิชชั่น ต้องขายได้ 60-79%% ถึงจะได้ค่าคอมมิชชั่น 1.10% 80-89%% ได้ 1.20% หากต่ำกว่า 0-59%เท่ากับขายฟรีให้บริษัทไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นบางเดือนเครียดมากนอนหลับไม่สนิทปวดหัวถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเป็นบริษัทแรกที่ทำให้เครียดได้ขนาดนี้ ซึ่งปกติสาขานี้ขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 70-80% ของเป้าสาขา (ยอดขายไม่ต่ำกว่า 350,000)ซึ่ง ในส่วนของรายได้ของคอมมิชชั่น ต่อเดือนตกประมาณ 4-6,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000บาท(Pc) แล้วแต่เป้าในแต่ละเดือน ต่อคน(ตอนนี้หาร 2คน) กรณีที่อยู่ครบ 3 คนก็ลดลงอีกตามลำดับ ซึ่งแน่นอนรายได้ของผู้จัดการเยอะกว่า Pc เนื่องจากมีค่าตำแหน่งและเป้า
ในส่วนของพนักงานที่เข้างานปีเดียวกันและพนักที่เข้าหลังผมไม่มีใครอยู่ได้ออกไปเกือบหมดทั้งพนักงานหน้าร้านและ office
จากรายได้ที่น้อยลงและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นผมปรับตัว จากเคยมาทำงานโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสเดือนหนึ่งจ่าย 1,300 50เที่ยว ตอนนีไม่มีแล้ว ผมต้องเปลี่ยนการเดินทางมาโดยรถเมล์มาทำงาน จากเคยซื้อข้าวที่ร้านอาหารพนักงาน ตอนนี้ต้องตื่นเช้า 6 โมงเช้าเพื่อมาทำอาหารและต้องออกจากจากห้องเร็วขึ้นเพื่อมารอรถเมล์บางทีก็มาถึงที่ทำงานสาย เนื่องจากรถเมล์ขาดสายนาน บางทีเลิกงาน 19:00 ถึงห้อง 21:00 เหนื่อยมาก
ผมควรสู้ต่อรอเงินสมทบกองทุนที่ผมหักกองทุนเลี้ยงชีพ 15% กรณีที่อยู่ครบห้าปีจะได้เงินสมทบอีกครึ่งหนึ่งหากอยู่ไม่ถึง 5 ปีก็จะได้แค่เงินที่เราเก็บ 15% ประมาณ 35,000 ผมควรสู้ต่ออีก 2.5 ปีหรือว่าออกเอาแค่เงิน 35,000 ที่สะสมมาไปต่อยอดหางานต่างประเทศ
แต่ถ้าอยู่ต่อผมรู้สึกไม่โตไม่พัฒนา
(มีหนี้ผ่อนมือถือให้แม่ 0% 6 เดือน ประมาณ 6,000 บาท)
ตอนนี้คิดว่าอยากไปทำงานไต้หวันอย่างน้อยๆก็ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 เพราะอยู่ที่นี่ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษภาษาจีนได้