ทำไมเด็กกลุ่มออทิสติก / Asperger's Syndrome ถึงมีพฤติกรรมพูดคุยคนเดียวกับเพื่อนในจินตนาการ ?
.
“ถ้าพูดถึงการพูดคุยคนเดียวกับเพื่อนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่เป็นเพื่อนในจินตนาการหรือในอุดมคตินั้น คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเพียงแค่คน 2 ประเภทก็คือ 1.) คนบ้า คนขาดสติ 2.) คนที่เสพยา ติดยา น้อยคนนักที่จะรู้หรือมองว่านี้คืออาการอย่างหนึ่งของคนกลุ่มออทิสติกและกลุ่ม Asperger's Syndrome“
“P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร ”
ก่อนอื่นผมต้องบอกกันก่อนว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่คนถามผมกันเข้ามาเยอะ และบอกได้เลยว่าเรื่องนี้เข้าใจได้ยากมาก ที่สำคัญข้อมูลในด้านนี้มีน้อย แม้แต่จิตแพทย์ที่ผมได้พูดคุยด้วยก็ยังตอบแบบตรงๆ ได้ยาก จะพูดเพียงแค่ว่ามันเป็นอาการของโรคซะมากกว่า เพราะฉะนั้นข้อมูลในวันนี้จึงออกแนวเป็นข้อมูลจากประสบการณ์ซะมากกว่าครับ
.
............................................
จะว่าไปแล้วเด็กกลุ่มตระกูลออทิสติกส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องพูดคนเดียวกับเพื่อนในอุดมคติ หรือแสดงปฏิสัมพันธ์ไม่ตรงกับสภาพแวดล้อมเช่น ยิ้มคนเดียว แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น แต่ส่วนใหญ่จะเป็น โดยสิ่งที่เป็นนั้นจะเหนือกว่าคำว่า “จินตนาการ” เพราะคนปกติที่จินตนาการเขามีจะเพียงแค่คิดในหัว แต่อาการของสิ่งเหล่านี้จะมีการพูดคุยออกมาจริงๆ กับสิ่งมีชีวิตในอุดมคติ มีการสนทนาออกมาจริงๆ มีการโต้ตอบเหมือนกับว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ
อาการที่เป็นก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปเช่น บางคนก็ไปคุยกับสิ่งของเช่น คุยกับตุ๊กตา เก้าอี้ “สวัสดีเก้าอี้วันนี้เป็นยังไงบ้าง” แล้วก็คุยไปหัวเราะไปแบบจริงจังจนเหมือนกับเก้าอี้มีชีวิตจริงๆ บางคนก็พูดคุยจินตนาการว่าได้พูดคุยกับพี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ ครู แต่ภาพที่คนอื่นเห็นนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากอากาศและความว่างเปล่า ถ้าพูดตามความเชื่อของคนไทย คนไทยบางคนอาจมองว่าเป็นการเล่นกับแม่ซื้อก็ได้
.
............................................
สำหรับตัวผู้เขียนนั้นนับได้ว่ามีอาการนี้ตั้งแต่จำความได้จนมาถึงปัจจุบัน เวลาส่วนใหญ่ที่ชอบอยู่คนเดียวแล้วก็ไม่เคยเหงาเพราะพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการนี้แระ สิ่งที่รู้สึกได้ก็คือสนุก คลายเครียด และรู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับเพื่อนจริงๆ และชอบมากกว่าเพื่อนจริงๆ ด้วยซ้ำ เพราะเพื่อนจริงๆ ไม่เข้าใจหรือคุยไม่รู้เรื่อง (ก็แน่นอนมันก็ต้องดีกว่าซิเพราะนี้คือจินตนาการของเราที่เราคิดขึ้นมาเอง ใครจะจินตนาการเรื่องที่ไม่มีความสุข )
.
.
สมัยเด็กๆ สิ่งที่เป็นก็คือนั่งคุยกับเพื่อน คุยไปหัวเราะไป บางครั้งก็ชี้นิ้วนู่นนี้ สภาพแวดล้อมความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรฉันไม่สน ฉันจะคุยของฉัน คนอื่นจะมองยังไงฉันไม่แคร์ แต่ภาพที่คนอื่นเห็นก็คือมันนั่งคุยคนเดียว ไม่มีใครเลยนอกจากอากาศ และเคยมีเพื่อนที่นั่งคู่กันขอย้ายที่ พอครูถามว่าทำไมถึงย้ายที่เขาก็บอกว่า “เพื่อนคนนี้คุยกับปากกา ไม่อยากนั่งกับคนโรคจิต !”
แต่พอโตขึ้นมาก็ต้องพยายามควบคุมว่าเวลาอยู่ในสังคมก็ต้องคุยคนเดียวให้น้อยลง แต่ก็ยังมีอยู่บ้างเพราะมันห้ามกันยาก ส่วนเวลาอยู่คนเดียวก็จัดเต็มคาราเบลไปเลย ยิ่งในตอนโตตั้งแต่อายุ 19 ก็มีอีกสิ่งหนึ่งนั้นก็คือ “มีแฟนในจินตนาการ” โดยสารตั้งต้นส่วนใหญ่ก็จะมาจากตัวละครที่ชอบ ไม่ก็คนที่แอบชอบ แล้วก็จินตนาการว่าเขาอยู่กับเรา พูดคุยกับเรา ในตอนกลางคืนก่อนนอนก็จินตนาการว่าหมอนข้างเป็นแฟน ก็เอาแต่กอดและหอมหมอนข้าง และพูดคุยกับหมอนข้างเปรียบสเหมือนกับว่าหมอนข้างคือแฟนในฝันของเราที่มีชีวิตจริงๆ !
.
..................................
อาการเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วคืออะไร ? น่ากลัวไหม ?
.
สำหรับคำตอบนั้นต้องบอกก่อนเลยว่าถ้าคนทั่วๆ ไปในสังคมเห็นก็จะเกิดอาการตกใจ กลัว กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ถามว่ามันน่ากลัวไหม ? คำตอบก็คือ จริงๆ มันไม่ได้น่ากลัวหรอกครับ แต่ที่คนกลัวกันก็เพราะว่าเขาไม่เข้าใจซะมากกว่า เนื่องจากคนในสังคมไม่เข้าใจอาการนี้ ส่วนใหญ่จะตีความว่าคนที่เป็นลักษณะนี้ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็คือคนติดยา ซึ่งถ้าเข้าใจก็จะบอกได้เลยว่าอาการนี้ไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็เหมือนกับที่คนเราจินตนาการทั่วๆ ไป เพียงแค่เราไม่ได้สมมุติว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง
.
.
แต่ความแตกต่างระหว่างพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการของออทิสติก กับคนบ้าและคนติดยาก็คือ “คนบ้าและคนติดยาไม่มีสติ คิดว่าจินตนาการนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ ในชีวิตจริง” เช่น หลอนว่ามีเพื่อนสั่งให้ไปฆ่าคน ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ และก็ไปฆ่าคนจริงๆ แต่สำหรับการสมมุติสิ่งมีชีวิตในอุดมคติของออทิสติกนั้น เด็กออทิสติกทุกคนจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงจินตนาการของตน เพราะสติและการรู้ตัวของออทิสติกนั้นปกติ
.
.
สาเหตุของการมีสิ่งมีชีวิตในอุดมคติ
.
สำหรับสาเหตุนั้นก็พอจะอธิบายได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดทักษะสังคม ภาวะ “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “Auto” ซึ่งแปลว่า “Self” หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังในโลกของตัวเอง เปรียบเสมือนมีกำแพงกระจกใส หรือกระจกเงา มากั้นบุคคลเหล่านี้ออกจากสังคมรอบข้าง แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องการการมีอยู่ของสังคมในทุกๆ ด้าน แต่ในเมื่อออทิสิติกอยู่ตัวคนเดียวเหมือนมีกำแพงมากั้น เขาไม่สามารถมีสังคมในชีวิตจริงได้ เขาจึงสร้างสังคมจำลองในอุดมคติขึ้นมาทดแทน และอาจต้องการสังคมกับมนุษย์จริงๆ น้อยกว่าคนปกติทั่วไป
.
.
วิธีแก้ไขช่วยเหลือ
.
สำหรับคำถามที่หลายๆ คนสงสัยว่าภาวะนี้จะหายเมื่อไหร่ ? คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่หาย จะอยู่กับออทิสติกไปตลอดชีวิต เพราะคนที่เป็นออทิสติกอายุ 40 50 ปีก็ยังเป็นอยู่ แต่มันก็พอจะมีวิธีทำให้อาการนี้ลดลงได้บ้าง
ถ้าถามว่าแล้วเวลาไหนพูดคนเดียวน้อยที่สุด “ก็เวลาอยู่กับคนจริงๆ ยังไงครับ” เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามเสริมทักษะสังคมเพื่อให้อยู่กับคนจริงๆ มากขึ้น เวลาไหนที่ออกสังคมก็ต้องพยายามเตือนกันไม่ให้พูดคนเดียว แต่ถ้าเวลาอิสระก็ปล่อยๆ ให้เขาพูดคนเดียวบ้างก็ได้ครับ ไม่งั้นเด็กจะเครียดและอึดอัดตาย
.
..................................
ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ (ออกแนววิชาการหน่อยนะจ๊ะ )
.
ใช่ว่าสิ่งนี้จะไม่มีข้อดีเลย เพราะสิ่งนี้คือขุมพลังที่คนทั่วๆ ไปมองข้ามนั้นก็คือ “พลังแห่งจินตนาการ” ที่มีแค่ในวัยเด็ก (เพียงแค่ว่าสำหรับออทิสติกอาจมีไม่เหมาะสมกับบริบทสังคม) เพราะวัยเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ช่างสงสัย จินตนาการสูง และเป็นวัยแห่งการเรียนรู้จากการเล่น
.
ทฤษฎีสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's) ได้กล่าวไว้ว่า เด็กอายุ 2 – 7 ปี (ปฐมวัย) อยู่ในขั้นที่ 2 เรียกว่าขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ซึ่งหนึ่งในลักษณะของเด็กในช่วงอายุนี้เป็นก็คือ จะมีการสวมบทบาทสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เป็นหนึ่งในลักษณะของการยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง (Egocentrism)
อย่างที่เราทราบกันดีว่าพัฒนาการของคนเราทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ออทิสติกทุกคนจะมีพัฒนาการด้านสังคม Delay ทุกคน ซึ่งพัฒนาการด้านสังคมมีความละเอียดและหลายด้าน ในบางด้านอาจพัฒนาจน Delay กว่าวัยเล็กน้อย แต่ในบางอย่างเช่น Egocentrism จะคงอยู่กับออทิสติก ไม่ลดลงตามวัยเหมือนเด็กปกติ ซึ่ง Egocentrism ก็จะมีผลต่อพัฒนาการด้านสังคมอีกด้วย
.
.
เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงสรุปได้ว่า เป็นไปได้ที่พัฒนาการด้านสังคมของออทิสติกในส่วนของบทบาทสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตจริง ก็จะคงอยู่กับออทิสติกต่อไปไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งมันก็มีข้อดีตรงที่หากใช้ในทางที่ถูกต้อง มันก็จะเป็นขุมพลังที่ทำให้เรามีจินตนาการด้วยวิธีคิดไม่เหมือนคนอื่น และใช้มันเป็นประโยชน์ได้ในการสร้างโลก เช่นเดียวกันกับอัจฉริยะหลายๆ คนได้ทำกัน
.
.
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กออทิสติกหลายๆ คนมี Sense กับเด็กอนุบาล เพราะมันมีส่วนที่ Connect กันได้นั้นเอง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ยังชอบอยู่กับเด็กอนุบาล และเด็กอนุบาลหลายคนก็ยอมรับเข้าหาเรา แต่ที่สำคัญก็คือ เด็กอนุบาลมองผู้เขียนว่าเราเป็น “เพื่อน” มากกว่า “พี่” ซะงั้น !
.
.
“คนทุกคนเป็นอัจฉริยะ เด็กทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อโตแล้วเนี้ยเราจะคงความเป็นอัจฉริยะไว้ได้หรือเปล่า”
ปีกัสโซ
สามารถติดตามและพูดคุยกับผมได้ที่เพจ : P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร
หรือลิงค์ :
https://www.facebook.com/psurachet95/?show_switched_toast=0&show_invite_to_follow=0&show_switched_tooltip=0&show_podcast_settings=0&show_community_transition=0&show_community_review_changes=0
ช่อง Youtube : P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร
หรือลิงค์ :
https://www.youtube.com/channel/UCcaotwQy4XufCWfUdJGmFtw
#ออทิสติก #AutismSpectrumDisorder #เรื่องออทิสติกโดยPสุรเชษฐ์ #Asperger #แอสเพอร์เกอร์ #จิตวิทยา #ออทิสติกพูดคนเดียว #ออทิสติกับคนบ้า
ทำไมเด็กกลุ่มออทิสติกถึงมีพฤติกรรมพูดคุยคนเดียวกับเพื่อนในจินตนาการ ?
.
“ถ้าพูดถึงการพูดคุยคนเดียวกับเพื่อนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่เป็นเพื่อนในจินตนาการหรือในอุดมคตินั้น คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเพียงแค่คน 2 ประเภทก็คือ 1.) คนบ้า คนขาดสติ 2.) คนที่เสพยา ติดยา น้อยคนนักที่จะรู้หรือมองว่านี้คืออาการอย่างหนึ่งของคนกลุ่มออทิสติกและกลุ่ม Asperger's Syndrome“
“P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร ”
.
............................................
จะว่าไปแล้วเด็กกลุ่มตระกูลออทิสติกส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องพูดคนเดียวกับเพื่อนในอุดมคติ หรือแสดงปฏิสัมพันธ์ไม่ตรงกับสภาพแวดล้อมเช่น ยิ้มคนเดียว แต่ว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น แต่ส่วนใหญ่จะเป็น โดยสิ่งที่เป็นนั้นจะเหนือกว่าคำว่า “จินตนาการ” เพราะคนปกติที่จินตนาการเขามีจะเพียงแค่คิดในหัว แต่อาการของสิ่งเหล่านี้จะมีการพูดคุยออกมาจริงๆ กับสิ่งมีชีวิตในอุดมคติ มีการสนทนาออกมาจริงๆ มีการโต้ตอบเหมือนกับว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ
อาการที่เป็นก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปเช่น บางคนก็ไปคุยกับสิ่งของเช่น คุยกับตุ๊กตา เก้าอี้ “สวัสดีเก้าอี้วันนี้เป็นยังไงบ้าง” แล้วก็คุยไปหัวเราะไปแบบจริงจังจนเหมือนกับเก้าอี้มีชีวิตจริงๆ บางคนก็พูดคุยจินตนาการว่าได้พูดคุยกับพี่น้อง เพื่อน พ่อแม่ ครู แต่ภาพที่คนอื่นเห็นนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากอากาศและความว่างเปล่า ถ้าพูดตามความเชื่อของคนไทย คนไทยบางคนอาจมองว่าเป็นการเล่นกับแม่ซื้อก็ได้
.
............................................
สำหรับตัวผู้เขียนนั้นนับได้ว่ามีอาการนี้ตั้งแต่จำความได้จนมาถึงปัจจุบัน เวลาส่วนใหญ่ที่ชอบอยู่คนเดียวแล้วก็ไม่เคยเหงาเพราะพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการนี้แระ สิ่งที่รู้สึกได้ก็คือสนุก คลายเครียด และรู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับเพื่อนจริงๆ และชอบมากกว่าเพื่อนจริงๆ ด้วยซ้ำ เพราะเพื่อนจริงๆ ไม่เข้าใจหรือคุยไม่รู้เรื่อง (ก็แน่นอนมันก็ต้องดีกว่าซิเพราะนี้คือจินตนาการของเราที่เราคิดขึ้นมาเอง ใครจะจินตนาการเรื่องที่ไม่มีความสุข )
.
.
สมัยเด็กๆ สิ่งที่เป็นก็คือนั่งคุยกับเพื่อน คุยไปหัวเราะไป บางครั้งก็ชี้นิ้วนู่นนี้ สภาพแวดล้อมความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรฉันไม่สน ฉันจะคุยของฉัน คนอื่นจะมองยังไงฉันไม่แคร์ แต่ภาพที่คนอื่นเห็นก็คือมันนั่งคุยคนเดียว ไม่มีใครเลยนอกจากอากาศ และเคยมีเพื่อนที่นั่งคู่กันขอย้ายที่ พอครูถามว่าทำไมถึงย้ายที่เขาก็บอกว่า “เพื่อนคนนี้คุยกับปากกา ไม่อยากนั่งกับคนโรคจิต !”
แต่พอโตขึ้นมาก็ต้องพยายามควบคุมว่าเวลาอยู่ในสังคมก็ต้องคุยคนเดียวให้น้อยลง แต่ก็ยังมีอยู่บ้างเพราะมันห้ามกันยาก ส่วนเวลาอยู่คนเดียวก็จัดเต็มคาราเบลไปเลย ยิ่งในตอนโตตั้งแต่อายุ 19 ก็มีอีกสิ่งหนึ่งนั้นก็คือ “มีแฟนในจินตนาการ” โดยสารตั้งต้นส่วนใหญ่ก็จะมาจากตัวละครที่ชอบ ไม่ก็คนที่แอบชอบ แล้วก็จินตนาการว่าเขาอยู่กับเรา พูดคุยกับเรา ในตอนกลางคืนก่อนนอนก็จินตนาการว่าหมอนข้างเป็นแฟน ก็เอาแต่กอดและหอมหมอนข้าง และพูดคุยกับหมอนข้างเปรียบสเหมือนกับว่าหมอนข้างคือแฟนในฝันของเราที่มีชีวิตจริงๆ !
.
..................................
อาการเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วคืออะไร ? น่ากลัวไหม ?
.
สำหรับคำตอบนั้นต้องบอกก่อนเลยว่าถ้าคนทั่วๆ ไปในสังคมเห็นก็จะเกิดอาการตกใจ กลัว กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ถามว่ามันน่ากลัวไหม ? คำตอบก็คือ จริงๆ มันไม่ได้น่ากลัวหรอกครับ แต่ที่คนกลัวกันก็เพราะว่าเขาไม่เข้าใจซะมากกว่า เนื่องจากคนในสังคมไม่เข้าใจอาการนี้ ส่วนใหญ่จะตีความว่าคนที่เป็นลักษณะนี้ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็คือคนติดยา ซึ่งถ้าเข้าใจก็จะบอกได้เลยว่าอาการนี้ไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็เหมือนกับที่คนเราจินตนาการทั่วๆ ไป เพียงแค่เราไม่ได้สมมุติว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง
.
.
แต่ความแตกต่างระหว่างพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการของออทิสติก กับคนบ้าและคนติดยาก็คือ “คนบ้าและคนติดยาไม่มีสติ คิดว่าจินตนาการนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ ในชีวิตจริง” เช่น หลอนว่ามีเพื่อนสั่งให้ไปฆ่าคน ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ และก็ไปฆ่าคนจริงๆ แต่สำหรับการสมมุติสิ่งมีชีวิตในอุดมคติของออทิสติกนั้น เด็กออทิสติกทุกคนจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงจินตนาการของตน เพราะสติและการรู้ตัวของออทิสติกนั้นปกติ
.
.
สาเหตุของการมีสิ่งมีชีวิตในอุดมคติ
.
สำหรับสาเหตุนั้นก็พอจะอธิบายได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดทักษะสังคม ภาวะ “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “Auto” ซึ่งแปลว่า “Self” หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังในโลกของตัวเอง เปรียบเสมือนมีกำแพงกระจกใส หรือกระจกเงา มากั้นบุคคลเหล่านี้ออกจากสังคมรอบข้าง แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ต้องการการมีอยู่ของสังคมในทุกๆ ด้าน แต่ในเมื่อออทิสิติกอยู่ตัวคนเดียวเหมือนมีกำแพงมากั้น เขาไม่สามารถมีสังคมในชีวิตจริงได้ เขาจึงสร้างสังคมจำลองในอุดมคติขึ้นมาทดแทน และอาจต้องการสังคมกับมนุษย์จริงๆ น้อยกว่าคนปกติทั่วไป
.
.
วิธีแก้ไขช่วยเหลือ
.
สำหรับคำถามที่หลายๆ คนสงสัยว่าภาวะนี้จะหายเมื่อไหร่ ? คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่หาย จะอยู่กับออทิสติกไปตลอดชีวิต เพราะคนที่เป็นออทิสติกอายุ 40 50 ปีก็ยังเป็นอยู่ แต่มันก็พอจะมีวิธีทำให้อาการนี้ลดลงได้บ้าง
ถ้าถามว่าแล้วเวลาไหนพูดคนเดียวน้อยที่สุด “ก็เวลาอยู่กับคนจริงๆ ยังไงครับ” เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามเสริมทักษะสังคมเพื่อให้อยู่กับคนจริงๆ มากขึ้น เวลาไหนที่ออกสังคมก็ต้องพยายามเตือนกันไม่ให้พูดคนเดียว แต่ถ้าเวลาอิสระก็ปล่อยๆ ให้เขาพูดคนเดียวบ้างก็ได้ครับ ไม่งั้นเด็กจะเครียดและอึดอัดตาย
.
..................................
ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ (ออกแนววิชาการหน่อยนะจ๊ะ )
.
ใช่ว่าสิ่งนี้จะไม่มีข้อดีเลย เพราะสิ่งนี้คือขุมพลังที่คนทั่วๆ ไปมองข้ามนั้นก็คือ “พลังแห่งจินตนาการ” ที่มีแค่ในวัยเด็ก (เพียงแค่ว่าสำหรับออทิสติกอาจมีไม่เหมาะสมกับบริบทสังคม) เพราะวัยเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่ช่างสงสัย จินตนาการสูง และเป็นวัยแห่งการเรียนรู้จากการเล่น
.
ทฤษฎีสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's) ได้กล่าวไว้ว่า เด็กอายุ 2 – 7 ปี (ปฐมวัย) อยู่ในขั้นที่ 2 เรียกว่าขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ซึ่งหนึ่งในลักษณะของเด็กในช่วงอายุนี้เป็นก็คือ จะมีการสวมบทบาทสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เป็นหนึ่งในลักษณะของการยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง (Egocentrism)
อย่างที่เราทราบกันดีว่าพัฒนาการของคนเราทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ออทิสติกทุกคนจะมีพัฒนาการด้านสังคม Delay ทุกคน ซึ่งพัฒนาการด้านสังคมมีความละเอียดและหลายด้าน ในบางด้านอาจพัฒนาจน Delay กว่าวัยเล็กน้อย แต่ในบางอย่างเช่น Egocentrism จะคงอยู่กับออทิสติก ไม่ลดลงตามวัยเหมือนเด็กปกติ ซึ่ง Egocentrism ก็จะมีผลต่อพัฒนาการด้านสังคมอีกด้วย
.
.
เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงสรุปได้ว่า เป็นไปได้ที่พัฒนาการด้านสังคมของออทิสติกในส่วนของบทบาทสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตจริง ก็จะคงอยู่กับออทิสติกต่อไปไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งมันก็มีข้อดีตรงที่หากใช้ในทางที่ถูกต้อง มันก็จะเป็นขุมพลังที่ทำให้เรามีจินตนาการด้วยวิธีคิดไม่เหมือนคนอื่น และใช้มันเป็นประโยชน์ได้ในการสร้างโลก เช่นเดียวกันกับอัจฉริยะหลายๆ คนได้ทำกัน
.
.
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กออทิสติกหลายๆ คนมี Sense กับเด็กอนุบาล เพราะมันมีส่วนที่ Connect กันได้นั้นเอง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ยังชอบอยู่กับเด็กอนุบาล และเด็กอนุบาลหลายคนก็ยอมรับเข้าหาเรา แต่ที่สำคัญก็คือ เด็กอนุบาลมองผู้เขียนว่าเราเป็น “เพื่อน” มากกว่า “พี่” ซะงั้น !
.
.
“คนทุกคนเป็นอัจฉริยะ เด็กทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อโตแล้วเนี้ยเราจะคงความเป็นอัจฉริยะไว้ได้หรือเปล่า”
ปีกัสโซ
สามารถติดตามและพูดคุยกับผมได้ที่เพจ : P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร
หรือลิงค์ : https://www.facebook.com/psurachet95/?show_switched_toast=0&show_invite_to_follow=0&show_switched_tooltip=0&show_podcast_settings=0&show_community_transition=0&show_community_review_changes=0
ช่อง Youtube : P สุรเชษฐ์ ฆังนิมิตร
หรือลิงค์ : https://www.youtube.com/channel/UCcaotwQy4XufCWfUdJGmFtw
#ออทิสติก #AutismSpectrumDisorder #เรื่องออทิสติกโดยPสุรเชษฐ์ #Asperger #แอสเพอร์เกอร์ #จิตวิทยา #ออทิสติกพูดคนเดียว #ออทิสติกับคนบ้า