ผ่านมาแล้ว 3 ปี อนามัยโลกชี้โควิด “ยังเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข”
องค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” นับตั้งแต่การอุบัติของโรค เมื่อปี 2563

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า องค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ออกแถลงการณ์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังถือเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” โดยดับเบิลยูเอชโอประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563
เนื้อหาตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมาถึง “จุดเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการสถานการณ์ยังคงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง “เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบ” และยังคงมีความจำเป็นในระดับสูงเช่นกัน ที่กลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเปราะบางต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง
อนึ่ง นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ เคยกล่าวระหว่างการประกาศขยายเวลาการให้โรคโควิด-19 ยังคงเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ว่า “โควิด-19 เป็นโรคที่สร้างความประหลาดใจให้แก่มนุษย์หลายครั้งแล้ว และอาจเกิดขึ้นอีกก็ได้”
สามารถติดตามต่อได้ที่ :
https://www.dailynews.co.th/news/1944863/
"หมอ ยง" เผย 3 ปีที่โรคโควิด-19 ระบาด การดูแลตนเอง คือสิ่งที่สำคัญกว่าวัคซีน
"หมอ ยง" เผยการดูแลตนเอง คือสิ่งที่สำคัญมากกว่าวัคซีน ในระยะเวลา 3 ปี ที่โรคโควิด-19 ระบาด พร้อมย้ำไม่มีวัคซีนใดที่ป้องกันการติดเชื้อได้ เพียงแค่ลดความรุนแรงของโรคเท่านั้น
วันที่ 31 มกราคม 2566 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเรื่อง โควิด-19 ประสิทธิภาพการดูแลรวมทั้งวัคซีน กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ระบุว่า เมื่อเวลาผ่านมาถึง 3 ปี การระบาดของโรค และการใช้วัคซีน ความรุนแรงของโรค และอัตราการเสียชีวิตในแต่ละประเทศ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าวัคซีนคือ การดูแลตนเอง สุขอนามัย mask กำหนดระยะห่าง ประเทศที่ใช้วัคซีนหลักเป็นเชื้อตาย เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย กัมพูชาเองได้รับวัคซีน mRNA บริจาคเพียง 2 แสนโดส เท่านั้น ที่เหลือเป็นวัคซีนเชื้อตายทั้งหมด กัมพูชาแก้ปัญหาโควิด-19 และเปิดประเทศได้ก่อนประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตน้อยมาก
ขณะเดียวกัน ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ใช้วัคซีน mRNA เป็นวัคซีนหลัก แต่ขณะเดียวกันประเทศจีนใช้วัคซีนเชื้อตายเป็นวัคซีนหลัก ผลลัพธ์เราคงเห็นผล ในเร็ววันนี้ถึงความแตกต่างกันของ 2 กลุ่มประเทศ ถึงอัตราความรุนแรงที่ทำให้ต้องเสียชีวิต
ไม่มีวัคซีนใดที่ป้องกันการติดเชื้อได้เลย แต่วัคซีนทุกตัวลดความรุนแรงของโรคลงได้ และถ้ามองด้านความปลอดภัยหรืออาการข้างเคียง วัคซีนเชื้อตาย ใช้เทคโนโลยีเก่า เช่นเดียวกับวัคซีนพิษสุนัขบ้า ตับอักเสบ A โปลิโอ ที่มีความปลอดภัยสูง และทราบถึงผลระยะยาวของวัคซีนที่ใช้ในอดีตมาแล้ว
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็คงรู้จริง ทางฝรั่งคาดการณ์ว่าจีนจะมีคนเสียชีวิตเป็นล้านคน คงต้องติดตามดูจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นล้าน ไม่สามารถปกปิดได้แน่นอน แต่ที่ทราบว่า ขณะนี้จุดสูงสุดของการระบาดในจีนได้ผ่านไปแล้ว เช่นเดียวกับประเทศไทย เพราะมีการติดเชื้อไปแล้วมากกว่าร้อยละ 70 จึงเกิดภูมิต้านทานแบบลูกผสม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูง และลดความรุนแรงของโรค การเปรียบเทียบระหว่างจีนกับอเมริกาเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก
https://www.thairath.co.th/news/society/2616731
ติดตามข่าวโควิดกันต่อค่ะ....
🇹🇭🎀มาลาริน🎀🇹🇭WHOชี้โควิด“ยังเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข”/การดูแลตนเอง คือสิ่งที่สำคัญกว่าวัคซีน
องค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” นับตั้งแต่การอุบัติของโรค เมื่อปี 2563
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า องค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ออกแถลงการณ์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังถือเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” โดยดับเบิลยูเอชโอประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563
เนื้อหาตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมาถึง “จุดเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการสถานการณ์ยังคงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง “เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบ” และยังคงมีความจำเป็นในระดับสูงเช่นกัน ที่กลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเปราะบางต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง
อนึ่ง นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ เคยกล่าวระหว่างการประกาศขยายเวลาการให้โรคโควิด-19 ยังคงเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ว่า “โควิด-19 เป็นโรคที่สร้างความประหลาดใจให้แก่มนุษย์หลายครั้งแล้ว และอาจเกิดขึ้นอีกก็ได้”
สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/1944863/
วันที่ 31 มกราคม 2566 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเรื่อง โควิด-19 ประสิทธิภาพการดูแลรวมทั้งวัคซีน กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ระบุว่า เมื่อเวลาผ่านมาถึง 3 ปี การระบาดของโรค และการใช้วัคซีน ความรุนแรงของโรค และอัตราการเสียชีวิตในแต่ละประเทศ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าวัคซีนคือ การดูแลตนเอง สุขอนามัย mask กำหนดระยะห่าง ประเทศที่ใช้วัคซีนหลักเป็นเชื้อตาย เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย กัมพูชาเองได้รับวัคซีน mRNA บริจาคเพียง 2 แสนโดส เท่านั้น ที่เหลือเป็นวัคซีนเชื้อตายทั้งหมด กัมพูชาแก้ปัญหาโควิด-19 และเปิดประเทศได้ก่อนประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตน้อยมาก
ขณะเดียวกัน ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ใช้วัคซีน mRNA เป็นวัคซีนหลัก แต่ขณะเดียวกันประเทศจีนใช้วัคซีนเชื้อตายเป็นวัคซีนหลัก ผลลัพธ์เราคงเห็นผล ในเร็ววันนี้ถึงความแตกต่างกันของ 2 กลุ่มประเทศ ถึงอัตราความรุนแรงที่ทำให้ต้องเสียชีวิต
ไม่มีวัคซีนใดที่ป้องกันการติดเชื้อได้เลย แต่วัคซีนทุกตัวลดความรุนแรงของโรคลงได้ และถ้ามองด้านความปลอดภัยหรืออาการข้างเคียง วัคซีนเชื้อตาย ใช้เทคโนโลยีเก่า เช่นเดียวกับวัคซีนพิษสุนัขบ้า ตับอักเสบ A โปลิโอ ที่มีความปลอดภัยสูง และทราบถึงผลระยะยาวของวัคซีนที่ใช้ในอดีตมาแล้ว
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็คงรู้จริง ทางฝรั่งคาดการณ์ว่าจีนจะมีคนเสียชีวิตเป็นล้านคน คงต้องติดตามดูจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นล้าน ไม่สามารถปกปิดได้แน่นอน แต่ที่ทราบว่า ขณะนี้จุดสูงสุดของการระบาดในจีนได้ผ่านไปแล้ว เช่นเดียวกับประเทศไทย เพราะมีการติดเชื้อไปแล้วมากกว่าร้อยละ 70 จึงเกิดภูมิต้านทานแบบลูกผสม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูง และลดความรุนแรงของโรค การเปรียบเทียบระหว่างจีนกับอเมริกาเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก
https://www.thairath.co.th/news/society/2616731
ติดตามข่าวโควิดกันต่อค่ะ....