JJNY : ‘โทนี่’ปลงอนิจจัง ส.ว.│เพื่อไทยจวก รัฐเพิ่งคิดได้│“สุรเชษฐ์”ชี้“ศักดิ์สยาม”ต้องตอบคำถามสังคม│'เกรียงไกร'เตือนปี66

‘โทนี่’ ปลงอนิจจัง ส.ว. หนุนแจกค่าเดินทางกาบัตร 500 บ. อย่าปั่น ‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘พปชร.’ ไร้สาระ
https://www.matichon.co.th/politics/news_3788116

 
‘โทนี่’ ปลงอนิจจัง ส.ว. หนุนแจกค่าเดินทางกาบัตร 500 บ. อย่าปั่น ‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘พปชร.’ ไร้สาระ
 
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 มกราคม เฟซบุ๊ก CARE • แคร์ คิด เคลื่อน ไทย ได้ไลฟ์สด การพูดคุยกับ โทนี่ วู้ดซัม หรือ นายทักษิณ ชินวัตร ในหัวข้อ มีเรื่องคาใจ ก็ถามมาเลอ!
  
โดยช่วงหนึ่ง นายทักษิณ ได้ตอบคำถามว่า เข้าใจว่าหากพรรคเพื่อไทยต้องจัดตั้งรัฐบาลคงสามารถจับมือกับทุกพรรค ได้ยกเว้นพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่พรรคเพื่อไทยจะสามารถจับมือกับพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ ว่า
 
ส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย มองว่า แค่ลำพังฝั่งประชาธิปไตย คือฝั่งที่เป็นฝ่ายค้านปัจจุบัน เพราะฝั่งรัฐบาล ถือว่าเป็นฝั่งที่มาจากทหาร 3 ป. ซึ่งเราคิดว่า ฝั่งประชาธิปไตยรวมกันแล้วเกิน 300 ยังไงๆ ก็เกิน 300 วันนี้ถึงมี resistan มีการเอาคนออกมาทำโน่นทำนี่ เพื่อไม่ให้ได้แลนด์สไลด์ แต่ไม่สามารถหนีประชาชนได้ เพราะประชาชนต้องการคนมาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นฝั่งประชาธิปไตยคือฝั่งที่เป็นคำตอบของประชาชน 
  
ดังนั้น ผลโพลที่ออกมาว่า อันดับ 1 เป็นพรรคเพื่อไทย และที่ 2 เป็นพรรคก้าวไกล แต่เป็นการทำโพลจากกลุ่มคนที่มีการศึกษา มีอาชีพ อาจจะมีเอียงนิดๆ เพราะยังไม่ได้เป็นโพลภาพรวมทั้งประเทศ แต่ถือว่ามีความใกล้เคียงมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กทม.แทบจะแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ซึ่งใกล้เคียงกันอย่างมาก เหลือเศษเล็กน้อย
 
ใกล้วันเลือกตั้ง ยุบสภาแล้ว ได้เบอร์แล้ว ผมเชื่อว่าผลสำรวจของนิด้าโพล พรรคเพื่อไทยไปถึง 48% หรือเกินกว่าได้อยู่แล้ว ยังไงเพื่อไทยก็แลนด์สไลด์อยู่แล้ว เพราะประชาชนเขาเอือม เขาเหนื่อย เขาเบื่อ เขาไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร ต้องการคนแก้ปัญหาประเทศ และถามหน่อยว่า ใครจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง” นายทักษิณ กล่าว
 
ส่วนกรณีที ส.ว. เสนอให้แจกค่าเดินทางกาบัตร 500 บาท แก้ซื้อสิทธิ ตอบแทนคุณแผ่นดิน นายทักษิณ กล่าวว่า “ก็ปลงอนิจจัง คิดได้อย่างไรแจกคนละ 500 บาท เพื่อไปเลือกตั้ง
 
ขณะเดียวกัน นายทักษิณ กล่าวว่า มีคนพยายามบอกว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีอุดมการณ์จะไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมันเป็นเรื่องไร้สาระ ปั่น แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของคนไม่มีงานทำมันเยอะ แต่หลายคนไม่มีงานทำ แต่มีรายได้ดีด้วยเยอะด้วย ซึ่งน่ากลัวมาก
 

 
เพื่อไทย จวก รัฐเพิ่งคิดได้ ออกพ.ร.ก.เอาผิดอาชญากรรมไซเบอร์ จี้ปราบแก๊งต้มตุ๋น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7475280
 
เพื่อไทย จวกรัฐ เพิ่งออก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ชนินทร์ จี้ ชัยวุฒิ จริงจัง เร่งปราบแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงให้หมดไป
 
เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้ประสงค์สมัครส.ส.สุรินทร์ กล่าวถึงมติครม.เมื่อวันที่ 24 ม.ค.  อนุมัติ ร่างพ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ว่า เหตุใดรัฐบาลที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยู่มา 8 ปีเพิ่งจะคิดทำเอาตอนนี้ ทั้งที่การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจเต็มของรัฐบาลที่ทำได้ทันที และทุกภาคส่วนก็เรียกร้องให้ปราบปรามอย่างจริงจังมานานมากแล้ว
  
ที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยไซเบอร์มากมาย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่มีอำนาจอยู่เต็มมือ ต้องอธิบายสังคมให้ได้ว่า จงใจปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการให้เด็ดขาดหรือไม่ หรือดำเนินการล่าช้า เพราะอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น จนเกิดเป็นหลักฐานความล้มเหลวคาตาประชาชนมากมาย ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์หลอกลวงและพนันออนไลน์ แอพพลิเคชั่นฝังมัลแวร์ล้วงข้อมูลประชาชน ตลอดจนคดีออนไลน์กว่า 114,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 22,000 ล้านบาท
 
นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า ตนเห็นด้วยกับเนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก.แต่ยังมีข้อกังวล 2 ประการ เกี่ยวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่า 
 
1. มีหน้าที่และอำนาจอย่างไรบ้าง เพราะควรมีความพอดีในอำนาจสิทธิ์ขาด อย่าให้เกิดการให้อำนาจล้น จนละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน
2. จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาให้รวดเร็วขึ้นได้อย่างไร เพราะปัญหาเดิมที่แก้ไม่ได้คือ ความล่าช้าและไม่จริงใจในการดำเนินการ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. รวมถึง ปปง. ทำงานเหนื่อยอยู่ปลายทางไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการแก้ไขเชิงรุก หรือเข้าไปปิดกั้นเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นที่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว เช่น แอพล้วงข้อมูลกว่า 200 แอพที่ตรวจพบแล้ว แต่กลับไม่มีการขยายผลสร้างระบบป้องกัน ทำเพียงประกาศให้ประชาชนสำรวจด้วยตัวเอง หรือกรณีมีการพัฒนาแอพเตือนเบอร์โทรศัพท์เข้าที่มีความเสี่ยงเป็นเบอร์หลอกลวง ที่รัฐมนตรีเคยอ้างว่ากำลังพัฒนาอยู่ ก็ไม่เห็นมีความคืบหน้า ปล่อยให้ประชาชนโดนหลอกลวงซ้ำซากอยู่รายวัน สูญเสียทั้งทรัพย์สิน และชีวิตไปไม่น้อย
 
รัฐมนตรีดีอีเอสต้องทำให้ชาวโลกเห็นว่า ประเทศไทยไม่ใช่สวรรค์ของธุรกิจสีเทา ไม่ใช่ประเทศที่คนพวกนี้จะเข้ามาหาประโยชน์จากประชาชนจนเฟื่องฟู พวกเขารวยขึ้น แต่คนไทยถูกหลอกจนหมดตัว ประเทศไทยต้องไม่เป็นฐานที่มั่นของแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงอีกต่อไป” นายชนินทร์ กล่าว



“สุรเชษฐ์”บอก ผลสอบเปลี่ยนป้ายสถานีกลางบางซื่อ เป็นการฟอกขาว ชี้ “ศักดิ์สยาม” ต้องตอบคำถามสังคม 
https://siamrath.co.th/n/417616

วันที่ 25 ม.ค. 66 ที่รัฐสภา นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฏร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสอบการเปลี่ยนป้ายสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งไม่พบสิ่งผิดปกติ ราคากลางตามมาตรฐาน ว่า ผลสอบดังกล่าวไม่ค่อยชัดเจน มองว่าเป็นการฟอกขาวว่าการประมูลการเปลี่ยนป้ายไม่มีความผิด ไม่ได้พบทุจริตใดๆ และในส่วนที่ 2 ก็ระบุว่ามีข้อเสนอแนะให้ไปทบทวนราคากลาง ไม่ควรเปิดประมูลแบบเฉพาะเจาะจง ตนมองว่าหลังจากนี้ อยู่ที่ทิศทางของนโยบายว่าจะไปในทิศทางไหน 
 
“คนที่จะต้องตัดสินใจก็คือนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ข้อเท็จจริงเรื่องนี้สังคมให้ความสนใจ รัฐมนตรีจะหายตัวแบบนี้ไม่ได้ ผลสอบออกมาแล้วก็ต้องออกมาชี้แจงว่าจะเดินอย่างไรต่อ”
 
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญคือต่อให้ไปทบทวนอะไรใหม่ สุดท้ายก็ต้องติดตั้ง หากพูดง่ายๆ ก็คือจะถูกลงแต่ตนมองว่าจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่ ซึ่งจำนวนป้ายที่ต้องเปลี่ยนตามมีอีกหลายป้าย ทั้งป้ายริมสถานี ป้ายตามท้องถนน จะต้องใช้งบอีกเท่าไหร่ พร้อมยืนยันจุดเดิมว่าชื่อแบบเป็นทางการควรใช้ในเอกสารราชการ 
 
“เท่าที่ผมอ่านผลสอบเขาก็ยังเดินหน้าต่อ สุดท้าย อาจจะได้ราคาถูกลงหน่อย แค่ลดแรงกดดัน ทางสังคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องให้ทางรัฐมนตรี ให้ Direction ที่ชัดเจน และออกมาตอบคำถามสู่สังคม”
 
เมื่อถามว่าจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบ ติดใจข้อเสนอแนะใดหรือไม่ นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมการไม่ได้สอบสวนแบบฟันธง มองว่าสังคมอยากรู้จะแพงไหม ผิดหรือไม่ สุดท้ายสังคมอยากทราบว่าแล้วจะเอาอย่างไรต่อซึ่งผลการสอบก็พวกเขาให้กับผู้กระทำเราไม่ได้ผิดอะไร ตอนนี้เป็นการโบ้ยความรับผิดชอบไปทางข้าราชการ ไปทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 
 
“ผมเชื่อว่าหน่วยงานเขามีอำนาจ แต่อำนาจกับความเหมาะสมมันคนละเรื่องกัน เขามีอำนาจที่จะซื้อราคาเท่าไหร่ ใช้วิธีไหน แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่เหมาะสม”
 
นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะมีการติดตามต่อไปในกรรมาธิการคมนาคม ส่วนจะมีการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 จะต้องดูอีกครั้งว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการหยิบยกประเด็นนี้มาพูดหรือไม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่