พุทธศาสนา ?

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
สาธุครับ  คุณวงกลม และ จขกท.
พระพุทธพจน์นี้ มาจากเรื่อง เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ นี่เอง
++++++++++++++++++++++++++++++++++
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=15

๑๕. เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ (๕๕) [ฉบับมหาจุฬาฯ]              
               พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ ผู้มีปกติอยู่ในป่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง (อญฺญา หิ ลาภูปนิสา) เป็นต้น เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์

               พระสารีบุตรอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้ยากจน               
               ได้ยินว่า สหายของวังคันตพราหมณ์ ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ ชื่อมหาเสนพราหมณ์ อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น เพื่ออนุเคราะห์เขา แต่พราหมณ์นั้นมีสมบัติหมดสิ้นแล้ว กลับเป็นคนยากจน เขาคิดว่า “บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยวบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไม่มี" เมื่อไม่อาจจะเผชิญหน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบเสีย ถึงในวันอื่น แม้พระเถระได้ไป (อีก) พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างนั้นเหมือนกัน เขาคิดอยู่ว่า “เราได้อะไรๆ แล้วนั้นแหละจักถวาย” ก็ไม่ได้ (อะไรๆ)
               ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่บอกลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปพอถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า “การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระจึงสมควร” ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระก็เข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า “พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งการมาของเรา การที่เราไปในที่นั้นสมควร” แล้วจึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตรแสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง เพราะเห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว
               ลําดับนั้น เขาไปหาพระเถระนั้น ไหว้แล้ว ทําปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร ทีนั้น พราหมณ์กล่าวกับพระเถระนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคนๆ เดียวเท่านั้น ขอท่านจงทําความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด อย่าทําความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว” แล้วจึงเกลี่ยลงทั้งหมด
               พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้นแก่พระเถระนั้น ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ แม้กระผมฟังบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน” พระเถระทําอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า “จงสําเร็จอย่างนั้นเถิด พราหมณ์” ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลําดับ ได้ถึงพระเชตวันแล้ว

               พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี               
               ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัส ได้ทําความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ ด้วยความสิเนหาในพระเถระนั่นแล พราหมณ์นั้นตายแล้ว ถือปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี
               ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขาบอกแก่สามีว่า “สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งอยู่ในท้องของฉัน” สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นจัดและเปรี้ยวจัดเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “ไฉนหนอ เราจึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะแล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้”
               ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง ลําดับนั้น พวกญาติของนางคิดว่า “ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วยธรรม” แล้วจึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทําพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่ง อาสนะบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดน (ของภิกษุ) ความแพ้ท้องสงบแล้ว ในมงคลอันเขาทําแล้วในระหว่างๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขาทําแล้วแก่นางผู้คลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมือนกัน
               ได้ยินว่า นี่เป็นผลแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้ว ในเวลาที่ตนเป็นพราหมณ์ในกาลก่อน ก็ในวันมงคลที่พวกญาติทําในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอนบนผ้ากัมพลมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ บนที่นอนอันมีสิริ
!
!
               ให้ของน้อยแต่ได้ผลมาก              
               ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมาก ของมากที่บุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมากกว่า ฐานะอื่นนั้น ยกพระพุทธศาสนาเสียมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
               “ภิกษุทั้งหลาย ของน้อยที่บุคคลให้แล้ว ในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมาก ของมากที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมากกว่า หมู่ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น”
               แม้สามเณรมีอายุ ๗ ปี ได้ผ้ากัมพล ๑,๐๐๐ ผืน ด้วยผลแห่งผ้ากัมพลผืนหนึ่งด้วยประการฉะนี้ เมื่อสามเณรนั้นอยู่ในเชตวันวิหาร พวกเด็กที่เป็นญาติมาสู่สำนักพูดจาปราศรัยเนื่องๆ สามเณรนั้นคิดว่า “อันเราเมื่ออยู่ในที่นี้ เมื่อเด็กที่เป็นญาติมาพูดอยู่ ไม่อาจที่จะไม่พูดได้ ด้วยการเนิ่นช้าคือการสนทนากับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทําที่พึ่งแก่ตนได้ ไฉนหนอ เราเรียนกัมมัฏฐานในสํานักของพระศาสดาแล้ว พึงเข้าไปในป่า”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
        เรื่อง ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
https://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html

ในทักขิณาวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกอานิสงส์
ของทานที่ให้โดยเจาะจงและไม่เจาะจงไว้ตามลำดับขั้น ถึง ๒๑ ประเภท คือ
    ๑. ให้ทานแก่ดิรัจฉาน มีอานิสงส์ร้อยชาติ คือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
ถึง ๑๐๐ ชาติ
    ๒. ให้ทานแก่ปุถุชนทุศีล มีอานิสงส์พันชาติ
    ๓. ให้ทานแก่ปุถุชนผู้มีศีล มีอานิสงส์แสนชาติ
    ๔. ให้ทานแก่ปุถุชนผู้ปราศจากความยินดีในกาม นอกพุทธศาสนา อย่างพวกนักบวชหรือฤาษี
ที่ได้ฌานเป็นต้น แม้ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ก็ยังมีอานิสงส์ถึงแสนโกฏิชาติ
+++++++++++++++++++++++++++++
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่