JJNY : ร้านหม้อไฟดัง เล่าอีกมุม│"พท."ห่วงเงินเฟ้อ│ซัด“ประยุทธ์”วุ่นเปิดตัว-ไม่สนเกษตรกร│“กำนันป้อ”ส่งลูก-หลานซบ“พท.”

ร้านหม้อไฟดัง เล่าอีกมุม ร้านค้า ‘เยาวราช-สำเพ็ง’ แทบเปลี่ยนมือเป็นของคนจีนหมดแล้ว
https://www.matichon.co.th/social/news_3767631
 
 
ร้านหม้อไฟดัง โพสต์เล่าอีกมุม ร้านค้า ‘เยาวราช-สำเพ็ง’ แทบเปลี่ยนมือเป็นของคนจีนหมดแล้ว
 
เมื่อวันที่ 12 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านหม้อไฟชื่อดังที่เยาวราช “อาม่งหม่าล่า หม้อไฟ” ได้ออกมาโพสต์เล่าเรื่องความจริงของภาคธุรกิจเอกชนในประเทศไทย บนถนนเยาวราช ที่ผู้ค้าได้เปลี่ยนจากชาวไทยเชื้อสายจีน ไปเป็นชาวจีนแท้ๆจำนวนมาก โดยว่า
 
#whapshappenginthailand ก่อนอื่นเลยขอบคุณมากๆค่ะ และขอพูดในฐานะพลเมืองไทย
 
แน่นอนว่ารู้สึกไม่ยุติธรรมกับกฎหมายประเทศ ที่เอื้อต่างชาติมากๆ ในฐานะคนที่เคยคลุกคลีกับประเทศจีน

ไทยกับจีนเหมือนประเทศพี่น้อง ถือวีซ่าท่องเที่ยว (L) ก็เปิดร้านได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านนวด ร้านขายอุปกรณ์ ลองมาเดิน เยาวราช-สำเพ็ง ตอนนี้จากเดิมเคยเป็นร้านคนไทย (เชื้อสายจีน) ตอนนี้กลายเป็นร้านคนจีนแท้ๆ (ส่วนใหญ่วีซ่า L ) ถึงจะวีซ่า L ก็เปิดบัญชีธนาคารได้ง่ายๆด้วย
ธุรกิจร้านอาหารในจีน ไม่ต้องมีสูตรอะไรมากมายเพราะทุกอย่างมี suppliers ส่งให้เรียบร้อย มีเงินเฉยๆก็เปิดร้านได้แล้ว
Shipping ไทย-จีน คือขนส่งง่ายมากด้วย อุปกรณ์ตกแต่งจากจีนก็มีแบบสำเร็จ ไม่ต้องการ ฝีมือช่างไทยทำ
 
การลงทุนมาเปิดร้านต่างๆในไทยเลยง่ายมากๆ แต่หาก หาถึงปลายทางเงินได้จากธุรกิจ แน่นอนว่าหลงเหลือ (หมุนเวียน)ในประเทศน้อย
การจดบริษัทในไทยของคนจีนก็ง่าย Visa L ก็จดได้เพียงแค่ต้องมีคนไทยถือหุ้นเยอะกว่าคนจีน
 
ไม่หนำซำ SME ไทยจะเจริญได้อย่างไรเพราะความเป็นพลเมืองต้องเสียภาษีเงินได้ภาษีธุรกิจ ให้ประเทศ แต่นักลงทุนต่างชาติแค่หา nominee ในการทำสัญญาเช่า ก็จบ ปลายทางเงินได้ส่วนใหญ่อยู่ประเทศของเขา

โพสต์นี้ต้องขอโทษลูกเพจในความไม่เหมาะสม ที่เป็นโพสต์แนว emotional แต่เจ้าของร้านไม่ใช่ KOL ที่มีคนตามเยอะมีแค่ช่องทางนี้ที่เป็นกระบอกเสียง
ตอนทำร้านนี้แรกๆเคยฝันใหญ่ไว้ว่า ทำไมต่างชาติมาเปิดร้านอาหารในไทยเยอะจัง ทำไมไม่ค่อยมีของไทยไปเปิดต่างชาติบ้าง เลยคิดว่า ถ้าค่อยๆเปิดร้านหม่าล่าชาบูแล้วเพิ่มซุปไทยไปทีละนิดๆ (แจ่วฮ้อนเอย,ต้มยำเอย) ถ้าเอาไปขายต่างประเทศและเอาเงินเข้าประเทศได้บ้างคงจะดี (เพราะก่อนทำร้านเราทำงานประจำเป็น ตำแหน่ง exporter เราเองก็เคยส่งสินค้าอาหารไทยไปขายต่างประเทศ)
 
มีร้านอื่นๆมากมายที่อร่อย เดินทางสะดวกค่ะ ที่พูดมาไม่ใช่ว่าร้านอาม่งดีที่สุดนะคะ มีอะไรอีกเยอะที่รู้ว่าควรปรับปรุง แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงหลายๆอย่างต้องใช้เงินทุน เก็บรวบรวมคำติชมต่างๆเพื่อพัฒนาต่อไปค่ะ
 
แต่เรามองลูกค้าทุกท่านเป็นเหมือนคนในครอบครัว ที่กลับมาทานข้าวที่บ้าน ส่วนใหญ่เราจะจำลูกค้าได้
ขอบคุณพื้นที่ให้ระบายค่ะ #อาม่ง #ขอบคุณ​Twitter #ขอบคุณลูกค้าที่ช่วยเป็นกระบอกเสียง
 
ทั้งยังระบุด้วยว่า “ที่ออกมาเขียนแบบนี้เพราะมี reference อ้างอิงคือตัวเองค่ะ ย้อนไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุ 26-27 มีความรู้ด้านนี้น้อย เคยเป็น nominee ในการดำเนินธุรกิจให้คนจีนค่ะ แต่ก็มีปัญหา คนจีนมีทั้งดีและไม่ดีนะคะ คนดีๆมีเยอะและยังติดต่อกันอยู่ ส่วนคนไม่ดีก็มีค่ะ เคยร่วมลงทุนกันและคนจีนทิ้งหนี้สินไว้ให้ด้วยค่ะ ที่ออกมาเขียนทั้งหมดนี้คือเจอกับตัวเองค่ะ

อดีตเคยเปิดร้านร้วมกับคนจีนค่ะลงทุนเช่นกัน เลยเจอความผิดพลาดและได้เรียนรู้ สิ่งที่นำมาปรับปรุงคือ การขึ้นสูตรอาหารเองทั้งหมดค่ะ ช่วงแรกๆนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเยอะตอนนี้นำเข้าวัตถุดิบจากจีน เดิมนำเข้า40% ตอนนี้เหลือนำเข้าวัตถุดิบ 15% แล้วค่ะ ใช้วิจารณญาน ปลูกผลผลิตทางการเกษตรเอง (มีฟาร์ม) และผลิตพริกแกง ,เบสน้ำซุป,น้ำจิ้ม (ทำโรงงานเอง) อนาคตวางแผนไว้ว่าถ้าผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้นก็คงไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบเลยค่ะ
 
โพสต์นี้ในมุมของSME ขนาดเล็กที่พึ่งเริ่มต้นค่ะ การออกมาโพสแบบนี้คิดไว้แล้วว่าเหรียญคงมี 2 ด้าน และต้องขอโทษฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และน้อมรับคำติชม
โพสในมุมมองSME ขนาดเล็กรวมถึงการเหลื่อมล้ำในการเสียภาษี และเงินหมุนเวียนของธุรกิจ(ประเทศ)
ถ้ามองอีกมุม เป็นเรื่องยากมากๆที่คนไทย visa ท่องเที่ยวจะไปเปิดร้านหรือทำธุรกิจนอกประเทศ
แต่ประเทศเรามีช่องโหว่จริงๆในเรื่องนี้

โพสต์ดังกล่าว มีคนแชร์ออกไปมากกว่า 2 พันครั้ง และเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนไม่น้อย โดยความเห็นแตกต่างออกเป็น 2 ฝั่ง บ้างก็มองว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้มีแต่ต่างชาติเข้ามาลงทุน และเงินจะกระจายไปยังต่างประเทศ ขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่า สมัยก่อนในย่านเยาวราช ก็เป็นคนจีนอพยพมาเช่นกัน และจะกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในอนาคต ทั้งสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ดี คือเรื่องของรสชาติ การบริการ และราคาอาหารต่างหาก

https://www.facebook.com/Amongmalahotpot/posts/606283654836879



"เพื่อไทย" ห่วงเงินเฟ้อทำปชช.รับภาระหนัก ชี้เศรษฐกิจไทยไม่สดใส
https://siamrath.co.th/n/414259

วันที่ 12 ม.ค.2566 น.ส.จุฑาพร เกตุราทร โฆษกคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขต บางรัก สาทร ปทุมวัน กล่าวว่า เวิล์ดแบงก์ลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือเพียง 1.7% จากเดิม 3.0%  และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกอยู่บนความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยก่อนหน้านี้องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเหลือ 2.7% จาก 2.9%  ซึ่งเป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้คาดการณ์ไว้แล้ว โดยหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไม่ย่ำแย่และจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง โดยไอเอ็มเอฟยังลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงเหลือเพียง 3.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4% ในขณะที่ธนาคารโลกลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ 3.6% จากที่คาดการณ์ไว้ 4.3% ซึ่งปรับลดค่อนข้างมาก ซึ่งหากยังบริหารแบบเดิมๆ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยก็จะถูกปรับลดการเติบโตลงเรื่อยๆ เหมือนตลอด 8 ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอดจากที่ ไอเอ็มเอฟและเวิล์ดแบงก์วิเคราะห์ไว้เอง ซึ่งปีนี้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้น้อยมากและอาจจะถึงกับติดลบได้เลย จากที่การส่งออกได้ติดลบในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนของปีที่แล้ว 
 
น.ส.จุฑาพร กล่าวว่า นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 5.89% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีของปี 2565 อยู่ที่ 6.08% เป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 24 ปี แสดงถึงราคาข้าวของที่แพงขึ้นอย่างมาก ประชาชนน่าจะต้องเดือดร้อนกันมาก เพราะรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย อีกทั้งรัฐบาลได้ขึ้นค่าไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมนี้ จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อมากยิ่งขึ้น ยังดีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้ทักท้วงไว้ทำให้รัฐบาลไม่กล้าขึ้นค่าไฟฟ้าไปถึงหน่วยละ 5.72 บาท แต่การขึ้นมาที่ หน่วยละ 5.33 บาทก็ต้องถือว่าหนักมากแล้ว โดยควรจะต้องหาทาง ลดค่าไฟฟ้าลงโดยแก้ไขที่สาเหตุ ไม่ใช่แค่ซื้อเวลาเพื่อรอเวลาที่จะขึ้นราคาอีก โดยคาดการณ์กันว่าเงินเฟ้อในปี 2566 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 3.1% ซึ่งก็ยังสูงมากพอควร 
 
ทั้งนี้ ปัญหาราคาค่าไฟฟ้าที่แพงมหาโหดได้เริ่มส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจแล้ว และจะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมากในปลายเดือนนี้เมื่อต้องจ่ายบิลค่าไฟฟ้าในอัตราใหม่ซึ่งจะสูงมาก ภาคธุรกิจคงจะต้องปรับราคาสินค้าและบริการกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนที่ต้องจับจ่ายใช้สอยกันในราคาที่แพงขึ้น ซ้ำเติมกับเงินเฟ้อเดิมที่แพงอยู่แล้ว โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเรียกร้องอีกครั้งเพราะหลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ต้องแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นที่ต้นทุนไฟฟ้าที่ถูกกว่าไทยมากโดยเฉพาะจากประเทศเวียดนาม นอกจากนี้แม้กระทั่ง โรงพยาบาล โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว สถานบันเทิง ร้านสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นปริมาณที่มากต่างบ่นกันอย่างมากว่าจะอยู่กันไม่ไหวหากค่าไฟฟ้ายังสูงขนาดนี้และอาจจะสูงขึ้นอีก 
 
"รัฐบาลที่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนจะต้องเร่งแก้ไข และบรรเทาทุกข์ของประชาชนอย่างเร่งด่วน มิใช่เพิ่มภาระให้ประชาชนไปเรื่อยๆ เพื่อเอาใจคนบางกลุ่มเท่านั้น คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่านโยบายที่หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยประกาศไว้ชัดเจนที่จะลดราคา น้ำมัน ไฟฟ้า และ ก๊าซหุงต้ม จะสามารถทำได้จริง และจะช่วยลดภาระให้กับประชาชนได้ในทันที หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล อีกทั้งจะลดอัตราเงินเฟ้อได้ด้วย ซึ่งได้เตรียมแผนงานไว้แล้ว ขอให้ประชาชนเชื่อใจและมั่นใจได้ เพราะทุกนโยบายพรรคเพื่อไทยพูดแล้วทำได้จริงมาตลอด และจะแก้ปัญหาของประเทศได้" น.ส.จุฑาพร กล่าว



“วิสุทธิ์” ซัด “ประยุทธ์” วุ่นเปิดตัวย้ายพรรค-ไม่สนเกษตรกร
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_480536/
 
“วิสุทธิ์” ซัด “ประยุทธ์” วุ่นเปิดตัวย้ายพรรค แต่ไม่แก้ปัญหาปากท้องประชาชน อ้างปาล์มล้น หยุดรับซื้อกระทบชาวสวน ราคาดิ่งเหว
 
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส. พรรค และประธานคณะทำงานนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความเดือนร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันภาคใต้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน เพราะขายผลผลิตไม่ได้ และราคากำลังตกต่ำสวนทางตลาดโลก จนเกษตรกรและอาชีพเกี่ยวข้องได้รับความเดือนร้อนถ้วนหน้าว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
 
เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันร้องเรียนผ่านว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไทยพื้นที่ภาคใต้อย่างล้นหลาม เนื่องจากได้รับความเดือนร้อนจากลานปาล์มปิดรับการรับซื้อ ด้วยข้ออ้างปาล์มล้นโรงงาน ผลผลิตตกค้างเป็นจำนวนมาก จึงต้องหยุดการผลิตชั่วคราวนั้น เป็นความไม่ปกติจากรัฐบาลที่ไม่ดูแลปล่อยปละละเลย หรือจงใจเอื้อทุนผูกขาดให้เอาเปรียบเกษตรกร
 
ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการเกษตร พรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ปาล์มน้ำมันถูกจัดเป็น 1 ใน 5 พืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย และยังเป็นพืชพลังงานหลัก ที่มีศักยภาพในภาวะโลกต้องการใช้พลังงานสะอาดเป็นอย่างมาก จึงไม่มีความสมเหตุสมผลใดเลย ที่จะเกิดเหตุการณ์ผลผลิตปาล์มล้นตกค้างเป็นจำนวนมาก ทำให้กระทบไปยังชาวสวนปาล์มรายเล็กรายน้อย ขายไม่ได้ราคา
 
ทั้งที่ตลาดทั่วโลกมีความต้องการ และเกษตรกรไทยมีสินค้า แต่ทำไมไม่ได้ขาย ปาล์มรวมทั้งพืชผลทุกชนิดของเกษตรกรไทย ต้องเจอปัญหาทั้งที่ไม่ควร คือราคาผลผลิตตกต่ำสวนทางตลาดโลก ทั้งที่ตลาดโลกในยุคความมั่นคงทางอาหารต้องการพืชผลการเกษตรเป็นอย่างมาก พืชผลเกษตรเป็นของดีมีคุณค่า หากอยู่ในมือรัฐบาลที่บริหารเป็น ตะวันออกกลางขุดน้ำมันจากดิน เรียก ‘น้ำมันแขก’ รวมกลุ่มค้าขายต่อรองรักษาเสถียรภาพราคากับมหาอำนาจในตลาดโลก จนร่ำรวย ตรงกันข้าม บ้านเราปลูกไไน้ำมันบนดินด้วยมือคนไทย เรียก ‘น้ำมันไทย’ กลับอ่อนแอ ไร้อนาคตไม่ได้รับการเหลียวแล
 
ทั้งนี้นายวิสุทธิ์ ระบุว่า ส.ส. ภาคใต้ปัจจุบัน อยู่ในพรรครัฐบาลทั้ง 3 พรรค แต่กลับทิ้งชาวสวนปาล์ม ขอเตือน พล.อ.ประยุทธ์ว่า อย่าเมามันสาละวนอยู่แต่การโยกย้ายพรรค เล่นเกมการเมืองเปิดตัวนายกฯ เลย ขอให้ช่วยรีบแก้ปัญหาชาวสวนปาล์มและเกษตรกรก่อน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่