ณ เวลานี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Avatar: The Way of Water เป็นภาพยนตร์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด ผลงานของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ที่เคยฝากผลงานที่เป็นดั่งหมุดหมายสำคัญของวงการภาพยนตร์ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ด้วยการมอบประสบการณ์ให้คนทั้งโลกได้สัมผัสกับความงดงามเหนือจินตนาการบนดาวแพนโดร่า ที่ปฏิวัติความงามด้านภาพและวิชวลเอฟเฟคของโลกภาพยนตร์ไปตลอดกาล ประกอบกับจิตวิญญาณของเนื้อเรื่องที่ไม่ใช่เพียงแค่ความบันเทิง แต่ภายใต้ความเป็นไซไฟนั้นยังแฝงไปด้วยความละโมบของมนุษย์ต่อสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น การปกป้องบ้านเกิด ชีวิตและธรรมชาติ หลอมรวมกันเป็นผลงานขึ้นหิ้ง พิสูจน์ได้ด้วยตำแหน่งภาพยนตร์ทำเงินสูงที่สุดตลอดกาล

การที่ เจมส์ คาเมรอน ปล่อยให้ผู้ชมต้องรอภาคต่อยาวนานถึง 13 ปี (นับจากภาคแรกในปี ค.ศ. 2009) คงไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากการใช้เวลาพัฒนาระบบการถ่ายทำให้ดีที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีของโลกใบนี้จะทำได้ เพื่อให้ผู้ชมได้หวนกลับไประลึกถึงสัมผัสทางตาครั้งแรกที่เห็นโลกที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์บนดาวแพนโดร่า จนแทบไม่เชื่อว่าภาพเหล่านั้นล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ รวมทั้งชาวนาวีในเรื่องที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นการนำนักแสดงมาทาสีและตกแต่งร่างกายเพื่อเข้าฉากเลยด้วยซ้ำ

นั่นทำให้ในแง่ของงานด้านภาพ คงไม่สามารถบรรยายอะไรได้นอกจาก ต้องไปเห็นด้วยตาของตัวเองในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ซึ่ง เจมส์ คาเมรอน ได้ใส่ความหลงใหลที่มีต่อท้องทะเลลงไปใน Avatar ภาคนี้อย่างเต็มเปี่ยม อาจจะพูดได้เลยว่า Avatar ภาคนี้ เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของเจมส์ คาเมรอน ที่เขาตั้งใจจะพาผู้ชมไปท่องโลกใต้ท้องทะเล ที่เขาทุ่มเทรังสรรค์ขึ้นอย่างเต็มอิ่มเต็มอารมณ์ ด้วยรายละเอียดที่มากขึ้น งดงามมากขึ้น และชาวนาวีที่แสดงอารมณ์ได้สมจริงที่สุด อาจจะพูดได้ว่าชาวนาวีในเรื่อง ได้ข้ามผ่านกำแพงของ Uncanny Valley (อาการทางจิตวิทยาที่เกิดความรู้สึกเชิงลบขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่เกือบจะเหมือนมนุษย์แสดงท่าทางและอารมณ์แบบมนุษย์) ไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าความรู้สึกตื่นตาตื่นใจของการถูกบรรยากาศของป่าทึบและหุบเขาลอยฟ้าสะกดสายตาในภาคแรก จะยังคงเกิดขึ้นกับโลกใต้ผืนน้ำในภาคนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่หลังจากปี 2009 จะมีภาพยนตร์ที่มีความยอดเยี่ยมในเทคนิคด้านภาพออกมาอีกมากมาย แต่ Avatar ก็สามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

.
อันที่จริงหากอยากจะสร้างภาพยนตร์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีการถ่ายทำในแบบที่ เจมส์ คาเมรอน ทำอยู่เสมอ (และเป็นเหตุผลที่หนังของเขาแพงกว่าทุกเรื่องในช่วงเวลานั้นด้วย) ก็ไม่จำเป็นจะต้องสร้างภาคต่อที่มีความเสี่ยงในด้านของความซ้ำซากของเนื้อเรื่องและจะถูกเปรียบเทียบกับภาคแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้ (แม้ตัวเจมส์ คาเมรอน เองจะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่ทำภาคต่อได้ดีคนหนึ่งก็ตามและ Avatar ภาคแรกก็ดูเหมือนจะมีบทสรุปที่ดีในตัวเองอยู่แล้ว) แต่ถึงอย่างนั้นโลกที่ถูกสร้างขึ้นในภาคแรกก็ยังคงเปิดกว้างและแข็งแรงพอที่จะมีพื้นที่อื่นๆ ให้สำรวจอีกมากมาย จนน่าเสียดายหากว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะต้องจบลงเพียงแค่ภาคเดียว

เมื่อเลือกทางนี้ เจมส์ คาเมรอน และทีมเขียนบท ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเล่าอยู่นั้น มันจะซ้ำรอยกับภาคแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม The Way of Water ยังคงมีการหยิบยกประเด็นที่สำคัญจากภาคแรกมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของความต่างเรื่องระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แทรกซึมอยู่ในเรื่อง การรุกรานและการแสวงหาประโยชน์โดยการขูดรีดขูดเนื้อธรรมชาติของมนุษย์(อีกแล้ว) ที่ดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปอีกขั้น (ซึ่งไม่แน่ว่าประเด็นเหล่านี้จะเป็นแกนของภาพยนตร์ทั้ง 5 ภาคเลยก็ได้) รวมถึงการเรียนรู้วิถีแห่งสายน้ำของลูกชายคนรองอย่างโลอัคจาก สิเรยา ลูกสาวจากหัวหน้าเผ่าเมตคายีน่า (Metkayina Clan) ที่ชวนให้นึกถึงความโรแมนติกของช่วงเวลาที่เนย์ทีรีสอนให้เจคได้รู้จักกับวิถีแห่งชาวนาวีในภาคแรกจนแทบจะเหมือนฉายหนังซ้ำเลย

และหากคุ้นเคยกับผลงานของเจมส์ คาเมรอน อยู่แล้ว จะทราบดีว่าบทภาพยนตร์ของเขามักจะไม่เน้นความซับซ้อนหรือต้องคิดตามทุกวินาทีเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ภาพยนตร์กำลังเล่าอยู่ กลับกันความเรียบง่ายแต่พิถีพิถันในรายละเอียดต่างหากที่เป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง และใน The Way of Water เป็นข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดในการเล่าประเด็นยากๆ ให้ดูง่ายและเป็นธรรมชาติเข้ากับตัวเรื่องมากที่สุด ที่น่าสนใจ คือ มีการเพิ่มประเด็นใหม่ๆ ให้กับเรื่องของสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่กลายเป็นประเด็นหลักในภาคนี้ การส่งไม้ต่อไปยังตัวละครรุ่นลูกเพื่อพาผู้ชมซึมซับวัฒนธรรมใหม่ซึ่งก็คือวิถีแห่งสายน้ำ และการเพิ่มสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาอย่างพวกวาฬยักษ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ (จะน่าเสียดายก็ตรงที่พิธีกรรมและวิถีของเผ่าเมตคายีน่ายังถูกนำเสนอออกมาน้อยเกินไป)

ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที ในภาคนี้ถือว่าเป็นดาบสองคมอยู่ไม่น้อย คมแรกด้วยเวลาขนาดนี้ เจมส์ คาเมรอน สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างเต็มที่ตามที่เขาต้องการ ถึงขนาดที่ว่าฉากใต้ท้องทะเลถูกใส่มาไม่อั้นเป็นชั่วโมงๆ (ทำมาแพงต้องโชว์เยอะหน่อย) ก็ยังสามารถเล่าเรื่องส่วนอื่นได้ โดยไม่ต้องตัดหรือรีบเร่งแต่อย่างใด แน่นอนว่าผู้ชมได้กำไรไปเต็มๆ (ส่วนตัวหนังขาดทุนเพราะฉายได้น้อยรอบขึ้น) แต่อีกคมหนึ่ง ความเนิบนาบและรายละเอียดที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียอยู่เหมือนกัน ยิ่งในช่วงทัวร์สำรวจใต้ท้องทะเล(ที่เป็นจุดขายสำคัญ) กลับเป็นจุดที่เนื้อเรื่องไม่มีการขยับแม้แต่น้อย ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนง่วงเหงาหาวนอนได้ อย่างไรก็ตาม The Way of Water แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเข้มข้นหรือรีดอะดีนาลีนของผู้ชมออกมาได้ตลอดเวลาที่รับชม (เหมือนภาคแรก) แต่ด้วยเรื่องราวที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นตลอดช่วง 2 องค์แรก เมื่อถึงจุดที่เข้มข้นที่สุดในองค์สุดท้าย ความสัมพันธ์ของครอบครัวที่นำโดยเจคจึงมีน้ำหนักมากพอที่จะเอาใจช่วยพวกเขาให้ผ่านวิกฤตไปให้ได้ (ฉากตอนท้ายเรื่องยังชวนให้นึกถึงผลงานที่ผ่านมาของเจมส์ คาเมรอน อย่าง Titanic อีกด้วย)

การส่งไม้ต่อให้ตัวละครรุ่นลูกมีบทบาทในการเป็นตัวละครนำนั้น ทำให้เจค (Sam Worthington) และเนย์ทีรี (Zoe Saldana) หายไปจากจออยู่พักใหญ่ๆ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ชมได้รู้จักกับลูกๆ ของพวกเขา ทั้งลูกแท้ๆ 3 คนที่ประกอบไปด้วย พี่ชายคนโต "นาทายัม" (Jamie Flatters) น้องชายคนเล็ก "โลอัค" (Britain Dalton) และน้องสาวคนสุดท้อง (Trinity Jo-Li Bliss) ที่เปิดช่องให้สะท้อนถึงความแปลกแยกจากการที่บางคนมีนิ้วมือเหมือนมนุษย์ เพราะเป็นลูกครึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครที่คาดว่าน่าจะมีบทสำคัญในภาคต่อๆ ไปอย่าง "คิรี" (Sigourney Weaver) ที่เป็นลูกสาวบุตรธรรมและมีที่มาที่ยังคลุมเครืออยู่ (รวมถึงการที่เธอมีใบหน้าคล้ายมนุษย์ที่สุดก็ยังคงเป็นปริศนา) และ "สไปเดอร์" (Jack Champion) เด็กชายผู้เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่กับชนเผ่านาวี จะน่าเสียดายก็ตรงที่ตัวละครนี้เหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าไหร่ แต่คาดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีความสำคัญในอนาคตอีกอย่างแน่นอน

สรุป Avatar: The Way of Water เป็นการแง้มประตูที่เคยปิดไว้จากภาคแรกให้กลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง และสมฐานะด้วยเทคนิคงานสร้างที่ควรค่าอย่างยิ่งในการรับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น มีการหยิบองค์ประกอบหลายๆ อย่างในภาคแรกมาใช้เพื่อเป็นการรื้อฟื้นความจำ และก็มีหลายสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในภาคนี้ รวมถึงตัวละคร เจค ซัลลี่ ที่มีพัฒนาการขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว การที่เขาเคยหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง (มนุษย์) มาสู่ โลกแห่งความฝัน (อวาตาร์) และพาครอบครัวหนีจากการตามล่า ซึ่งจากแววตาของเจคในตอนท้ายเรื่อง ทำให้เรารู้ได้ว่าภาคนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น นั่นก็ยิ่งทวีความตื่นเต้นที่จะได้ชมภาคต่อไปจนอดใจไม่ไหวเลย

ฝากเพจด้วยนะครับ
Story Decoder
[รีวิว] Avatar The Way of Water :พิพิธภัณฑ์โลกท้องทะเลของเจมส์ คาเมรอน กับจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่
การที่ เจมส์ คาเมรอน ปล่อยให้ผู้ชมต้องรอภาคต่อยาวนานถึง 13 ปี (นับจากภาคแรกในปี ค.ศ. 2009) คงไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากการใช้เวลาพัฒนาระบบการถ่ายทำให้ดีที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีของโลกใบนี้จะทำได้ เพื่อให้ผู้ชมได้หวนกลับไประลึกถึงสัมผัสทางตาครั้งแรกที่เห็นโลกที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์บนดาวแพนโดร่า จนแทบไม่เชื่อว่าภาพเหล่านั้นล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ รวมทั้งชาวนาวีในเรื่องที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นการนำนักแสดงมาทาสีและตกแต่งร่างกายเพื่อเข้าฉากเลยด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ในแง่ของงานด้านภาพ คงไม่สามารถบรรยายอะไรได้นอกจาก ต้องไปเห็นด้วยตาของตัวเองในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ซึ่ง เจมส์ คาเมรอน ได้ใส่ความหลงใหลที่มีต่อท้องทะเลลงไปใน Avatar ภาคนี้อย่างเต็มเปี่ยม อาจจะพูดได้เลยว่า Avatar ภาคนี้ เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของเจมส์ คาเมรอน ที่เขาตั้งใจจะพาผู้ชมไปท่องโลกใต้ท้องทะเล ที่เขาทุ่มเทรังสรรค์ขึ้นอย่างเต็มอิ่มเต็มอารมณ์ ด้วยรายละเอียดที่มากขึ้น งดงามมากขึ้น และชาวนาวีที่แสดงอารมณ์ได้สมจริงที่สุด อาจจะพูดได้ว่าชาวนาวีในเรื่อง ได้ข้ามผ่านกำแพงของ Uncanny Valley (อาการทางจิตวิทยาที่เกิดความรู้สึกเชิงลบขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่เกือบจะเหมือนมนุษย์แสดงท่าทางและอารมณ์แบบมนุษย์) ไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าความรู้สึกตื่นตาตื่นใจของการถูกบรรยากาศของป่าทึบและหุบเขาลอยฟ้าสะกดสายตาในภาคแรก จะยังคงเกิดขึ้นกับโลกใต้ผืนน้ำในภาคนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่หลังจากปี 2009 จะมีภาพยนตร์ที่มีความยอดเยี่ยมในเทคนิคด้านภาพออกมาอีกมากมาย แต่ Avatar ก็สามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
.
อันที่จริงหากอยากจะสร้างภาพยนตร์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีการถ่ายทำในแบบที่ เจมส์ คาเมรอน ทำอยู่เสมอ (และเป็นเหตุผลที่หนังของเขาแพงกว่าทุกเรื่องในช่วงเวลานั้นด้วย) ก็ไม่จำเป็นจะต้องสร้างภาคต่อที่มีความเสี่ยงในด้านของความซ้ำซากของเนื้อเรื่องและจะถูกเปรียบเทียบกับภาคแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้ (แม้ตัวเจมส์ คาเมรอน เองจะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่ทำภาคต่อได้ดีคนหนึ่งก็ตามและ Avatar ภาคแรกก็ดูเหมือนจะมีบทสรุปที่ดีในตัวเองอยู่แล้ว) แต่ถึงอย่างนั้นโลกที่ถูกสร้างขึ้นในภาคแรกก็ยังคงเปิดกว้างและแข็งแรงพอที่จะมีพื้นที่อื่นๆ ให้สำรวจอีกมากมาย จนน่าเสียดายหากว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะต้องจบลงเพียงแค่ภาคเดียว
เมื่อเลือกทางนี้ เจมส์ คาเมรอน และทีมเขียนบท ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเล่าอยู่นั้น มันจะซ้ำรอยกับภาคแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม The Way of Water ยังคงมีการหยิบยกประเด็นที่สำคัญจากภาคแรกมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของความต่างเรื่องระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แทรกซึมอยู่ในเรื่อง การรุกรานและการแสวงหาประโยชน์โดยการขูดรีดขูดเนื้อธรรมชาติของมนุษย์(อีกแล้ว) ที่ดูเหมือนจะขยับเข้าใกล้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปอีกขั้น (ซึ่งไม่แน่ว่าประเด็นเหล่านี้จะเป็นแกนของภาพยนตร์ทั้ง 5 ภาคเลยก็ได้) รวมถึงการเรียนรู้วิถีแห่งสายน้ำของลูกชายคนรองอย่างโลอัคจาก สิเรยา ลูกสาวจากหัวหน้าเผ่าเมตคายีน่า (Metkayina Clan) ที่ชวนให้นึกถึงความโรแมนติกของช่วงเวลาที่เนย์ทีรีสอนให้เจคได้รู้จักกับวิถีแห่งชาวนาวีในภาคแรกจนแทบจะเหมือนฉายหนังซ้ำเลย
และหากคุ้นเคยกับผลงานของเจมส์ คาเมรอน อยู่แล้ว จะทราบดีว่าบทภาพยนตร์ของเขามักจะไม่เน้นความซับซ้อนหรือต้องคิดตามทุกวินาทีเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ภาพยนตร์กำลังเล่าอยู่ กลับกันความเรียบง่ายแต่พิถีพิถันในรายละเอียดต่างหากที่เป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง และใน The Way of Water เป็นข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดในการเล่าประเด็นยากๆ ให้ดูง่ายและเป็นธรรมชาติเข้ากับตัวเรื่องมากที่สุด ที่น่าสนใจ คือ มีการเพิ่มประเด็นใหม่ๆ ให้กับเรื่องของสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่กลายเป็นประเด็นหลักในภาคนี้ การส่งไม้ต่อไปยังตัวละครรุ่นลูกเพื่อพาผู้ชมซึมซับวัฒนธรรมใหม่ซึ่งก็คือวิถีแห่งสายน้ำ และการเพิ่มสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาอย่างพวกวาฬยักษ์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ (จะน่าเสียดายก็ตรงที่พิธีกรรมและวิถีของเผ่าเมตคายีน่ายังถูกนำเสนอออกมาน้อยเกินไป)
ความยาว 3 ชั่วโมง 10 นาที ในภาคนี้ถือว่าเป็นดาบสองคมอยู่ไม่น้อย คมแรกด้วยเวลาขนาดนี้ เจมส์ คาเมรอน สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างเต็มที่ตามที่เขาต้องการ ถึงขนาดที่ว่าฉากใต้ท้องทะเลถูกใส่มาไม่อั้นเป็นชั่วโมงๆ (ทำมาแพงต้องโชว์เยอะหน่อย) ก็ยังสามารถเล่าเรื่องส่วนอื่นได้ โดยไม่ต้องตัดหรือรีบเร่งแต่อย่างใด แน่นอนว่าผู้ชมได้กำไรไปเต็มๆ (ส่วนตัวหนังขาดทุนเพราะฉายได้น้อยรอบขึ้น) แต่อีกคมหนึ่ง ความเนิบนาบและรายละเอียดที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียอยู่เหมือนกัน ยิ่งในช่วงทัวร์สำรวจใต้ท้องทะเล(ที่เป็นจุดขายสำคัญ) กลับเป็นจุดที่เนื้อเรื่องไม่มีการขยับแม้แต่น้อย ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนง่วงเหงาหาวนอนได้ อย่างไรก็ตาม The Way of Water แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเข้มข้นหรือรีดอะดีนาลีนของผู้ชมออกมาได้ตลอดเวลาที่รับชม (เหมือนภาคแรก) แต่ด้วยเรื่องราวที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นตลอดช่วง 2 องค์แรก เมื่อถึงจุดที่เข้มข้นที่สุดในองค์สุดท้าย ความสัมพันธ์ของครอบครัวที่นำโดยเจคจึงมีน้ำหนักมากพอที่จะเอาใจช่วยพวกเขาให้ผ่านวิกฤตไปให้ได้ (ฉากตอนท้ายเรื่องยังชวนให้นึกถึงผลงานที่ผ่านมาของเจมส์ คาเมรอน อย่าง Titanic อีกด้วย)
การส่งไม้ต่อให้ตัวละครรุ่นลูกมีบทบาทในการเป็นตัวละครนำนั้น ทำให้เจค (Sam Worthington) และเนย์ทีรี (Zoe Saldana) หายไปจากจออยู่พักใหญ่ๆ แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ชมได้รู้จักกับลูกๆ ของพวกเขา ทั้งลูกแท้ๆ 3 คนที่ประกอบไปด้วย พี่ชายคนโต "นาทายัม" (Jamie Flatters) น้องชายคนเล็ก "โลอัค" (Britain Dalton) และน้องสาวคนสุดท้อง (Trinity Jo-Li Bliss) ที่เปิดช่องให้สะท้อนถึงความแปลกแยกจากการที่บางคนมีนิ้วมือเหมือนมนุษย์ เพราะเป็นลูกครึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครที่คาดว่าน่าจะมีบทสำคัญในภาคต่อๆ ไปอย่าง "คิรี" (Sigourney Weaver) ที่เป็นลูกสาวบุตรธรรมและมีที่มาที่ยังคลุมเครืออยู่ (รวมถึงการที่เธอมีใบหน้าคล้ายมนุษย์ที่สุดก็ยังคงเป็นปริศนา) และ "สไปเดอร์" (Jack Champion) เด็กชายผู้เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่กับชนเผ่านาวี จะน่าเสียดายก็ตรงที่ตัวละครนี้เหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าไหร่ แต่คาดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีความสำคัญในอนาคตอีกอย่างแน่นอน
สรุป Avatar: The Way of Water เป็นการแง้มประตูที่เคยปิดไว้จากภาคแรกให้กลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง และสมฐานะด้วยเทคนิคงานสร้างที่ควรค่าอย่างยิ่งในการรับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น มีการหยิบองค์ประกอบหลายๆ อย่างในภาคแรกมาใช้เพื่อเป็นการรื้อฟื้นความจำ และก็มีหลายสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในภาคนี้ รวมถึงตัวละคร เจค ซัลลี่ ที่มีพัฒนาการขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว การที่เขาเคยหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง (มนุษย์) มาสู่ โลกแห่งความฝัน (อวาตาร์) และพาครอบครัวหนีจากการตามล่า ซึ่งจากแววตาของเจคในตอนท้ายเรื่อง ทำให้เรารู้ได้ว่าภาคนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น นั่นก็ยิ่งทวีความตื่นเต้นที่จะได้ชมภาคต่อไปจนอดใจไม่ไหวเลย
ฝากเพจด้วยนะครับ Story Decoder