สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาแชร์และแลกเปลี่ยนความรู้สึกค่ะ หรือใครเคยประสบปัญหาแบบเรา สามารถพูดคุยได้นะคะ
ตอนนี้เราอายุ21 นะคะ เรามาเริ่มเรียนใหม่ ปี1 (ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้เราเรียนบัญชี ระดับปวส. จบแล้วนะคะ แต่ตอนที่เราเลือกตอนนั้น2ปีที่แล้ว คือทางฝั่งพ่อบังคับค่ะ ไม่ให้เราเรียนสิ่งที่อยากเรียน เค้าอยากให้เราเรียนบริหารของมหาลัยแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความเรากับพ่อทะเลาะกัน จนตอนนั้น เป็นโรคซึมเศร้าเลยค่ะ เราเลือกอะไรไม่ได้ แต่ยอมรับค่ะว่าพ่อกดดันเราขนาดนั้น เราเลยดึงเวลาค่ะ สรุป คือเค้ายื่นคำขาดค่ะ แต่ตอนนั้นคือลงสมัครมหาลัยนั้นไม่ทันแล้ว เราเลยเลือกเรียนการบัญชี ปวส.ของอาชีวะแห่งหนึ่งค่ะ ตาแรกพ่อก็ไม่เห็นด้วยอีกค่ะ แต่เราความอยากเรียนต่อ เลยบอกว่า จบสายอาชีพก็ไม่ได้ด่อยไปกว่ามหาลัย ถ้าเรื่องบริหาร เรื่องบัญชี อีกอย่างเราจบ ปวส. เราเลือกเรียนต่ออีก2ปี ในมหาลัยที่เปิดรับก็จะได้วุฒิเพิ่มอีก1ใบด้วย เราจะได้วุฒิ2ใบ ตอนนั้นเราก็ตั้งใจแบบนั้นและบอกเค้าไปจากใจจริงค่ะ และมั่นใจว่า ตัวเองทำได้ บอกอีกเรื่องนะคะ ค่าเทอมถูกกว่ากันเยอะค่ะ ด้วยความเราก็ไม่ได้โตมากับครอบครัวทางพ่อ เราก็ไม่มั่นใจว่าเค้าจะส่งเราได้ขนาดไหน เลยมองว่า เป็นทางเรื่องที่ดี #แต่แล้ว สิ่งที่มันทำให้เราต้องคิดใหม่เลยคือโควิดค่ะ ใช่ค่ะ โควิดทำให้ เราได้เรียนออนไลน์เกือบทุกวิชา ตั้งแต่ ภาคเรียนที่2 ของปี1 แล้ววิชาบัญชีของสายอาชีพ เค้าก็เน้นปฏิบัติค่ะ มันเรียนออนไลน์ไม่รู้เรื่องค่ะ อันนี้ยอมรับค่ะ จากเกรดของเทอม1 (3 .97) พอมาเรียนออนไลน์เกรดก็ต่ำลง แต่เราก็พยายามค่ะ ทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจ ต้องบอกก่อนว่า บางคนทำความเข้าใจเพิ่มเติม ก็ทำได้ แต่เราเป็นประเภทชอบเรียนแบบพบกับครูในห้องเรียนมากกว่า นั่นแหละค่ะ มันก็ลำบากสำหรับเรา เพราะเราอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ปกครอง แม่กับยายอยู่ ชลบุรี เราอยู่อีกจังหวัด ส่วนพ่ออยู่สุโขทัย เราแทบจะใช้ชีวิตคนเดียวเลย แต่ไม่เที่ยวกลางคืนนะคะ มีแฟนแต่พากันเรียนค่ะ( เรียนเกรดดีทั้งคู่ ตอนสถานะการณ์ปกตินะคะ) นั่นแหละคะ พอปี2 ก็เริ่มแย่ขึ้นค่ะ เพราะ แม่เรามาเสียชีวิต ตอนนั้นเราแคว้งมาก แม่เป็นทั้งพี่สาว ทั้งแม่ คุยได้ทุกเรื่อง ก่อนแม่เสียความสัมพันธ์เรากับแม่ก็ไม่ได้ดีมากค่ะ ด้วยความแม่ท้องน้อง เราชอบประชดแม่ มองข้ามความรู้เค้า ใช้คำพูดแรงๆ แต่เราเป็นเด็กที่ไม่ค่อยโทรศัพท์หาทางบ้านอยู่แล้วค่ะ นี่คือข้อเสียของเรา ตอนเรารู้ว่าท่านป่วย คือเราก็รู้สึกใจคอไม่ดี แต่ด้วยความแม่เราอายุแค่38 เราก็คิดว่า ยังไงแม่ก็หาย เวลาโทรศัพท์หายาย ยายถามว่าคุยกะแม่ไหม ก็จะตอบว่า "ไม่" เพราะว่าเราไม่อยากร้องไห้ค่ะ เดี๋ยวจะพากันอาการแย่ขึ้น ยอมรับว่าประมาท จนมาวันหนึ่ง แกเริ่มทรุดหนักยายก็ส่งรูปมา ความรู้สึกเราแย่มากค่ะ แย่จริงๆ แต่ยัง คิดว่า แม่ต้องหาย เลยพยายามไม่อ่อนแอ จนวันที่แม่เสียมาถึงค่ะ เราเสียใจร้องไห้หนักมาก ตอนนั้นเราไปวันเผาแม่ที่ชลบุรี กลับมาก็คือ ร้องไห้ทุกวัน ด้วยความรู้สึกผิด บวกกับความเสียใจ นี่ก็คืออีกเหตุผล ตอนนั้นเราแย่ เราก็เริ่มข้อร้องไห้แฟนอยู่เป็นเพื่อน แต่แฟนที่คบกันมา2ปี ก็เริ่มเปลี่ยนไป น้องเด็กกว่า1ปีนะคะ เริ่มให้เราอยู่คนเดียว เริ่มแปลกไป ด้วยความเราเป็นคนติดห้อง ไม่ค่อยมีสังคม จนมาช่วงท้ายภาคเรียนที่2 ของปี2 ไม่นานจากเสียแม่ แฟนที่คบมา2 ปี ก็มาเลิกกันค่ะ เรารู้สึกแย่มาก ยอมรับว่าเริ่มไม่สนใจเรื่องเรียน เริ่มไม่รับผิดชอบเรื่องเรียน แต่ก็คือ พยายามจนจบ วันจบเราไม่ได้ไปรับประกาศนียบัตรเพราะเค้าบอกว่า ไปไม่ไปก็ได้ ช่วงโควิต สรุปเลยนะคะ เราจบ ปวส. สายบัญชี ) และช่วงที่ต้องสมัครเข้ามหาลัยช่วงกลางปี 2565 เราอายุ21 ตั้งแต่ ปวส. ปี2 ที่แม่เสีย ก็เป็นพ่อรับผิดชอบเราคนเดียว ปกติแกจะหารแบ่งออกกับแม่ แม่ออกค่ากิน พ่อออกค่าห้องกับพวกค่างาน แต่นั่นแหละ ตั้งแต่ปวส.ปี2 พ่อก็เริ่มออกคนเดียว พอเราจบ มันช่วงลอยต่อสมัครมหาลัย ตอนนั้นเรามีเวลา คิดทบทวน ยอมรับว่า เราเห็นแม่ที่อายุแค่38 แล้วตาย เรามองว่าชีวิต

สั้นมาก เราก็ต้องเลือกสิ่งที่เราอยากทำ ตอนนั้นคิดแล้วคิดอีก เราเลยลงสมัคร มหาลัย คณะที่เราชอบ และอยากเรียน โดยที่ไม่ได้ ลงเรียนต่อ สายบัญชี ก็คือ เราต้องมาเริ่มเรียนปี1ใหม่ ใช่ค่ะ เราเห็นแก่ตัว ช่วงนั้นพ่อก็มีทางเลือกว่า ทำงานก่อนมั้ยค่อยเรียนต่อ(บริหารการบัญชี) เราไม่อยากทำงานที่ครอบครัวทางพ่อหาให้ เรารู้ว่าเรายังอ่อนประสบการณ์มากๆ ความรู้เราไม่แน่นพอ จบมาก็จบแบบออนไลน์ ฝึกงานก็แค่14วัน ตอนช่วงปวส. และช่วงโควิดอีก ก็หาที่ฝึกงานยาก ก็ได้ฝึกสถานที่ ที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับสายยัญชีเท่าไหร่ค่ะ เราเลยมองว่า เราไปทำงานก็คงขายขี้หน้ามาถึงครอบครัว ลุงที่หางานให้เรา ครอบครัวทางพ่อมีฐานะค่ะ แบบว่า มีพวกเส้นสายบ้างคนรู้จักทำนองนี้ค่ะ นี่แหละก็คืออีกเหตุผล ตอนนั้นสมัครเรียนคณะที่อยากเรียนไป แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะติด เพราะต้องไปสอบรอบโควต้าของทางมหาลัย สรุปเราติด แต่ตอนนั้นคือไม่กล้าคุยกะทางครอบครัวพ่อ หรือแม้แต่พ่อ เราก็ไม่อยากคุย เราเลยคิดว่า งั้นไม่เรียนก็ได้ แต่ปู่ท่านถามว่า" ทำไมไม่เรียน " คราวๆ เลยนะคะ ปู่ให้ค่าเทอม ให้เรามารายงานตัววันสุดท้ายของการลงทะเบียนเลยค่ะ ตอนนั้น เรายังไม่บอกใครว่าเราเลือกเรียนใหม่ จนเราเข้าเรียนมาได้1เทอม นี่เข้าเทอมที่2 ลุงจะออกค่าเทอมให้ เลยถามว่า ยังไม่ถึงกำหนดจายค่าเทอมหรอ เรายังไม่ทันตอบ ก็คือเค้าเอาชื่อเราไป เช็คว่า ยังเรียนมั้ย หรือแค่ขอเงินพ่อใช้ไปเดือนๆ ใช่ค่ะ เค้าเห็นรายชื่อเราว่าเรียน แต่ไม่ใช่คณะที่เค้าอยากให้เราเรียนค่ะ ถ้าถามว่าลุงเกี่ยวอะไรนะคะ ลุงจะช่วยออกค่าเทอม2ปีค่ะ ก็คือท่านคิดว่าเราจะเรียนบัญชีต่อ และแน่นอนค่ะ ท่านบ่นเรื่องเรากับครอบครัวทางพ่อ ว่าเสียเวลา เสียเงิน แล้ว2ปีก่อนหน้านี้เรียนไปทำไม เค้าจะเอาเราที่โตมาอย่างเด็กธรรมาไปเทียบกับลูกเค้าที่เค้าวางแผนอนาคตไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มันไม่ได้อะ เราคิดแบบนี้นะ เราอะ อะไรก็ไม่แน่นอนสักอย่าง พ่อก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เราแทบไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลย ตอนนี้คือเราเครียดมาก วันปีใหม่คือวันรวมญาติ และพ่อบอกให้เรากลับบ้าน มาคุยกะลุงกับป้า เรารู้สึกว่าต่อให้พูดอะไรไป พวกท่านไม่เข้าใจหรอก เพราะเค้าตัดสินเราไปแล้วว่า เรียนเสียเวลา (อันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านรู้มั้ยว่าเราเรียนจบปวส. หรือท่านไม่รู้ เพราะเราไม่เคยบอกเรื่องผลการเรียน แค่บอกว่าจบแล้ว เค้าคงมองว่าเราแค่ใช้เงินพ่อไปวันๆ และมองว่าเราเรียนไม่จบปวส. ) เค้าไม่เชื่อใจทางเราเพราะว่า แม่เราตอนท่านยังมีชีวิต ท่านก็หลอกทางครอบครัวพ่อไว้เยอะ จนพ่อเกือบหมดตัว เพราะพ่อช่วยเหลือแม่เรื่องเงินตลอด ไม่แปลกถ้าเค้ามองเราไม่ดี เราก็ไม่ได้บอกว่า ฝั่งทางพ่อผิดนะที่จะไม่ไว้ใจหรือจะตัดสินเรา และไม่ได้บอกว่าสิ่งที่พวกเค้าพูดผิดนะว่า เราเรียนมาเสียเวลาเสียเงิน เพราะมันก็ใช่ แต่อยากให้เค้าลองเปิดใจสักนิด หรือเข้าใจตัวเราบ้าง เรารู้สึกแย่มากตอนนี้ ไม่อยากไปเจอครอบครัวฝั่งพ่อ ใครมีคำแนะนำหรือพูดคุยได้นะคะ เราไม่รู้จะเล่าหรือคุยให้ใครฟังค่ะ 30/12/2565
ครอบครัว
ตอนนี้เราอายุ21 นะคะ เรามาเริ่มเรียนใหม่ ปี1 (ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้เราเรียนบัญชี ระดับปวส. จบแล้วนะคะ แต่ตอนที่เราเลือกตอนนั้น2ปีที่แล้ว คือทางฝั่งพ่อบังคับค่ะ ไม่ให้เราเรียนสิ่งที่อยากเรียน เค้าอยากให้เราเรียนบริหารของมหาลัยแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความเรากับพ่อทะเลาะกัน จนตอนนั้น เป็นโรคซึมเศร้าเลยค่ะ เราเลือกอะไรไม่ได้ แต่ยอมรับค่ะว่าพ่อกดดันเราขนาดนั้น เราเลยดึงเวลาค่ะ สรุป คือเค้ายื่นคำขาดค่ะ แต่ตอนนั้นคือลงสมัครมหาลัยนั้นไม่ทันแล้ว เราเลยเลือกเรียนการบัญชี ปวส.ของอาชีวะแห่งหนึ่งค่ะ ตาแรกพ่อก็ไม่เห็นด้วยอีกค่ะ แต่เราความอยากเรียนต่อ เลยบอกว่า จบสายอาชีพก็ไม่ได้ด่อยไปกว่ามหาลัย ถ้าเรื่องบริหาร เรื่องบัญชี อีกอย่างเราจบ ปวส. เราเลือกเรียนต่ออีก2ปี ในมหาลัยที่เปิดรับก็จะได้วุฒิเพิ่มอีก1ใบด้วย เราจะได้วุฒิ2ใบ ตอนนั้นเราก็ตั้งใจแบบนั้นและบอกเค้าไปจากใจจริงค่ะ และมั่นใจว่า ตัวเองทำได้ บอกอีกเรื่องนะคะ ค่าเทอมถูกกว่ากันเยอะค่ะ ด้วยความเราก็ไม่ได้โตมากับครอบครัวทางพ่อ เราก็ไม่มั่นใจว่าเค้าจะส่งเราได้ขนาดไหน เลยมองว่า เป็นทางเรื่องที่ดี #แต่แล้ว สิ่งที่มันทำให้เราต้องคิดใหม่เลยคือโควิดค่ะ ใช่ค่ะ โควิดทำให้ เราได้เรียนออนไลน์เกือบทุกวิชา ตั้งแต่ ภาคเรียนที่2 ของปี1 แล้ววิชาบัญชีของสายอาชีพ เค้าก็เน้นปฏิบัติค่ะ มันเรียนออนไลน์ไม่รู้เรื่องค่ะ อันนี้ยอมรับค่ะ จากเกรดของเทอม1 (3 .97) พอมาเรียนออนไลน์เกรดก็ต่ำลง แต่เราก็พยายามค่ะ ทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจ ต้องบอกก่อนว่า บางคนทำความเข้าใจเพิ่มเติม ก็ทำได้ แต่เราเป็นประเภทชอบเรียนแบบพบกับครูในห้องเรียนมากกว่า นั่นแหละค่ะ มันก็ลำบากสำหรับเรา เพราะเราอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ปกครอง แม่กับยายอยู่ ชลบุรี เราอยู่อีกจังหวัด ส่วนพ่ออยู่สุโขทัย เราแทบจะใช้ชีวิตคนเดียวเลย แต่ไม่เที่ยวกลางคืนนะคะ มีแฟนแต่พากันเรียนค่ะ( เรียนเกรดดีทั้งคู่ ตอนสถานะการณ์ปกตินะคะ) นั่นแหละคะ พอปี2 ก็เริ่มแย่ขึ้นค่ะ เพราะ แม่เรามาเสียชีวิต ตอนนั้นเราแคว้งมาก แม่เป็นทั้งพี่สาว ทั้งแม่ คุยได้ทุกเรื่อง ก่อนแม่เสียความสัมพันธ์เรากับแม่ก็ไม่ได้ดีมากค่ะ ด้วยความแม่ท้องน้อง เราชอบประชดแม่ มองข้ามความรู้เค้า ใช้คำพูดแรงๆ แต่เราเป็นเด็กที่ไม่ค่อยโทรศัพท์หาทางบ้านอยู่แล้วค่ะ นี่คือข้อเสียของเรา ตอนเรารู้ว่าท่านป่วย คือเราก็รู้สึกใจคอไม่ดี แต่ด้วยความแม่เราอายุแค่38 เราก็คิดว่า ยังไงแม่ก็หาย เวลาโทรศัพท์หายาย ยายถามว่าคุยกะแม่ไหม ก็จะตอบว่า "ไม่" เพราะว่าเราไม่อยากร้องไห้ค่ะ เดี๋ยวจะพากันอาการแย่ขึ้น ยอมรับว่าประมาท จนมาวันหนึ่ง แกเริ่มทรุดหนักยายก็ส่งรูปมา ความรู้สึกเราแย่มากค่ะ แย่จริงๆ แต่ยัง คิดว่า แม่ต้องหาย เลยพยายามไม่อ่อนแอ จนวันที่แม่เสียมาถึงค่ะ เราเสียใจร้องไห้หนักมาก ตอนนั้นเราไปวันเผาแม่ที่ชลบุรี กลับมาก็คือ ร้องไห้ทุกวัน ด้วยความรู้สึกผิด บวกกับความเสียใจ นี่ก็คืออีกเหตุผล ตอนนั้นเราแย่ เราก็เริ่มข้อร้องไห้แฟนอยู่เป็นเพื่อน แต่แฟนที่คบกันมา2ปี ก็เริ่มเปลี่ยนไป น้องเด็กกว่า1ปีนะคะ เริ่มให้เราอยู่คนเดียว เริ่มแปลกไป ด้วยความเราเป็นคนติดห้อง ไม่ค่อยมีสังคม จนมาช่วงท้ายภาคเรียนที่2 ของปี2 ไม่นานจากเสียแม่ แฟนที่คบมา2 ปี ก็มาเลิกกันค่ะ เรารู้สึกแย่มาก ยอมรับว่าเริ่มไม่สนใจเรื่องเรียน เริ่มไม่รับผิดชอบเรื่องเรียน แต่ก็คือ พยายามจนจบ วันจบเราไม่ได้ไปรับประกาศนียบัตรเพราะเค้าบอกว่า ไปไม่ไปก็ได้ ช่วงโควิต สรุปเลยนะคะ เราจบ ปวส. สายบัญชี ) และช่วงที่ต้องสมัครเข้ามหาลัยช่วงกลางปี 2565 เราอายุ21 ตั้งแต่ ปวส. ปี2 ที่แม่เสีย ก็เป็นพ่อรับผิดชอบเราคนเดียว ปกติแกจะหารแบ่งออกกับแม่ แม่ออกค่ากิน พ่อออกค่าห้องกับพวกค่างาน แต่นั่นแหละ ตั้งแต่ปวส.ปี2 พ่อก็เริ่มออกคนเดียว พอเราจบ มันช่วงลอยต่อสมัครมหาลัย ตอนนั้นเรามีเวลา คิดทบทวน ยอมรับว่า เราเห็นแม่ที่อายุแค่38 แล้วตาย เรามองว่าชีวิต