ารฟังธรรมในครั้งพุทธกาล
ฟังด้วยความสนใจจริง ๆ ฟังแล้วก็ฝังลงที่จิต
ไม่ได้ปล่อยให้เรี่ยราด หรือสักแต่ว่าฟังพอเป็นพิธี
ตกมาสมัยทุกวันนี้ไม่ว่าใคร ๆ แม้เราผู้เป็นนัก
บวชอยู่ขณะนี้ การกระทำทุก ๆ อย่าง ก็ยังจะกลายเป็นพิธี ถ้าไม่ได้สนใจ และมีความมุ่งมั่น
ต่อความพ้นทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว
อาการทุกอย่าง มันจะกลายเป็นพิธีโดยไม่รู้สึกตัว
เช่นเดินจงกรม ก็พอเป็นพิธีตามเวล่ำเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จิต กับสติจะสัมปยุตด้วยความเพียรหรือเปล่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่น่าสงสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับ ก็
จะกลายเป็นอื่นไปได้
เพราะเหตุใด เพราะทั้ง ๆ ที่เราว่าเราเดินจงกรม แต่จิตกลายเป็นอื่นไปนอกจากหลักธรรม
ก็หลักธรรมเป็นอย่างไร หลักธรรมแสดงว่า...
เป็นผู้มีสติรับรู้ในประโยคความเพียรของตน เราจะกำหนดหรือพิจารณาในธรรมบทใด อาการใด ถ้าจิต และสติไม่ได้ติดต่อสืบเนื่องกันโดยลำดับในบทธรรมหรืออาการนั้น ๆ...
ปล่อยให้จิตเพ่นพ่าน หรือเร่ร่อนไปสู่สถานที่และอารมณ์ต่าง ๆ ตามอำนาจของสิ่งยั่วยวน
นั่นแสดงว่า กระแสของใจ และใจไปสู่ความเป็นอื่นแล้ว ผลที่จะพึงได้รับก็ผิดจากความเป็นธรรมกลายเป็นอื่นไปได้
ถ้าไม่ได้สนใจในความเคลื่อนไหวของเราแล้ว โดยถือเอาเพียงประโยคเบื้องต้นว่า...
เราทำความเพียรเท่านี้ เราอาจจะมีความเห็นผิดไปตำหนิติโทษพระศาสนาว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นนิยยานิกธรรม พอ
ที่จะนำผู้ปฏิบัติธรรม ให้พ้นจากทุกข์ไปได้จริง สมกับที่พระองค์ตรัสไว้ว่า สวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว
แท้จริง...
ทั้งวัน ทั้งคืน กระแสแห่งใจของเราเอนเอียงไป
สู่...โลกตลอดเวลา."
--------------------------------------------‐--------------------------องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
พระธรรมเทศนา “น้อมเอาธรรมมาเป็นครูสอนตน” เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๕
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)
"การฟังธรรมในครั้งพุทธกาล ฟังด้วยความสนใจจริง ๆ
ฟังด้วยความสนใจจริง ๆ ฟังแล้วก็ฝังลงที่จิต
ไม่ได้ปล่อยให้เรี่ยราด หรือสักแต่ว่าฟังพอเป็นพิธี
ตกมาสมัยทุกวันนี้ไม่ว่าใคร ๆ แม้เราผู้เป็นนัก
บวชอยู่ขณะนี้ การกระทำทุก ๆ อย่าง ก็ยังจะกลายเป็นพิธี ถ้าไม่ได้สนใจ และมีความมุ่งมั่น
ต่อความพ้นทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว
อาการทุกอย่าง มันจะกลายเป็นพิธีโดยไม่รู้สึกตัว
เช่นเดินจงกรม ก็พอเป็นพิธีตามเวล่ำเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่จิต กับสติจะสัมปยุตด้วยความเพียรหรือเปล่า ข้อนี้เป็นปัญหาที่น่าสงสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับ ก็
จะกลายเป็นอื่นไปได้
เพราะเหตุใด เพราะทั้ง ๆ ที่เราว่าเราเดินจงกรม แต่จิตกลายเป็นอื่นไปนอกจากหลักธรรม
ก็หลักธรรมเป็นอย่างไร หลักธรรมแสดงว่า...
เป็นผู้มีสติรับรู้ในประโยคความเพียรของตน เราจะกำหนดหรือพิจารณาในธรรมบทใด อาการใด ถ้าจิต และสติไม่ได้ติดต่อสืบเนื่องกันโดยลำดับในบทธรรมหรืออาการนั้น ๆ...
ปล่อยให้จิตเพ่นพ่าน หรือเร่ร่อนไปสู่สถานที่และอารมณ์ต่าง ๆ ตามอำนาจของสิ่งยั่วยวน
นั่นแสดงว่า กระแสของใจ และใจไปสู่ความเป็นอื่นแล้ว ผลที่จะพึงได้รับก็ผิดจากความเป็นธรรมกลายเป็นอื่นไปได้
ถ้าไม่ได้สนใจในความเคลื่อนไหวของเราแล้ว โดยถือเอาเพียงประโยคเบื้องต้นว่า...
เราทำความเพียรเท่านี้ เราอาจจะมีความเห็นผิดไปตำหนิติโทษพระศาสนาว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นนิยยานิกธรรม พอ
ที่จะนำผู้ปฏิบัติธรรม ให้พ้นจากทุกข์ไปได้จริง สมกับที่พระองค์ตรัสไว้ว่า สวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว
แท้จริง...
ทั้งวัน ทั้งคืน กระแสแห่งใจของเราเอนเอียงไป
สู่...โลกตลอดเวลา."
--------------------------------------------‐--------------------------องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
พระธรรมเทศนา “น้อมเอาธรรมมาเป็นครูสอนตน” เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๕
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)