เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมส์ฝรั่งเศสพบโปแลนด์

เข้าป้ายไปได้เรียบร้อยสำหรับทีมชาติฝรั่งเศส หลังเอาชนะทีมชาติโปแลนด์ไปได้ด้วยสกอร์ 3 - 1 โดยได้ประตูแรกจาก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ในนาทีที่ 44 ประตูที่ 2 จาก คิลิยัน เอมบัปเป้ นาทีที่ 74 และประตูที่ 3 จาก เอ็มบัปเป้ คนเดิมในช่วงทดเวลานาทีที่ 90+1 แต่ทางฝั่งโปแลนด์ ก็มาได้ประตูตีไข่แตกจากลูกจุดโทษนาทีที่ 90+9 โดยผู้ที่รับหน้าที่สังหารคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ซึ่งจากการทำ 2 ประตู ในเกมส์นี้ของเอ็มบัปเป้ ส่งผลให้เจ้าตัวขึ้นนำดาวซัลโวแบบเดี่ยวๆ ที่จำนวน 5 ประตู โดยต่อจากนี้ จะเป็นการอธิบายรายละเอียดภายในเกมส์ ถึงสิ่งที่ผมได้เห็นครับ

1.การจัดตัวผู้เล่น
- ฝรั่งเศส ทางฝั่งฝรั่งเศสเปลี่ยนผู้เล่นถึง 9 คน โดยกลับมาใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ หลังจากเกมส์ที่แพ้ตูนิเซีย 0 - 1 ใช้ผู้เล่นสำรอง เนื่องจากการันตีการเข้ารอบไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผู้เล่นชุดหลักที่เปลี่ยนกับเข้ามา ได้แก่ อูโก้ โญริส , เตโอ แอร์กน็องเดซ , ดาโยต์ อูปาเมกาโน , ฌูลส์ กุนเด้ , อาเดรียง ราบิโอต์ , อองตวน กรีซมันน์ , คิลิยัน เอ็มบัปเป้ , อุสมาน เดมเบเล และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

- โปแลนด์ ฝั่งโปแลนด์เปลี่ยนผู้เล่นเพียง 2 ตำแหน่ง โดยเปลี่ยน เซบาสเตียน ซีมานสกี แทน คริสเตียน เบลิค และ ยาคุบ คามินสกี แทน คารอล สวิเดอร์สกี ซึ่งทำผลงานได้ไม่เข้าตา ในเกมส์ที่แพ้อาเจนติน่า และเปลี่ยนระบบการเล่นมาเป็น 4 - 2 - 3 -​ 1 หลังจากในรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด ที่ผ่านมา ใช้ระบบ 4 - 4 - 2

2.รูปแบบการเล่น
จุดเด่นของฝรั่งเศสคือการคลองบอล การจ่ายบอลเท้าสู่เท้าที่แม่นยำ และการเคลื่อนที่ของผู้เล่นซึ่งจุดเริ่มต้นของการสร้างเกมส์คือ ออเรเลียง ชูอาเมนี โดยเจ้าตัวจะคอยเคลื่อนที่รับบอลจากกองหลัง หรือ ฟูลแบ็ค จากนั้นจะลำเลียงบอลขึ้นสู่แดนกลางหรือแนวรุก ตามแต่จังหวะของเกมส์
และเมื่อบอลขยับเลยขึ้นเหนือแดนกลาง จะเป็นอาเดรียง ราบิโอต์ ที่เข้ามารับไม้ต่อ โดยหน้าที่ของราบิโอต์คือมิดฟิลด์เบอร์8 ที่ทำหน้าที่แจกจ่ายบอล และคอยเคลื่อนที่รับส่งบอล เพื่อซัพพอร์ตแนวรุก

จากนั้นเมื่อมาถึงขั้นตอนการเจาะเกมส์รับคู่แข่ง จุดเริ่มต้นของการเข้าทำ จะอยู่ที่ริมเส้นทั้งสองข้าง โดยผู้เล่นริมเส้นจะลากจี้เข้าหาผู้เล่นแนวรับ และฝากบอลไปให้ผู้เล่นที่เล่นตำแหน่งจอมทัพอย่างอองตวน กรีซมันน์ พร้อมโอเวอร์แลปเข้าด้านในเพื่อรอทำประตู ถึงตรงนี้คนที่กำหนดทิศทางเกมส์รุกคือกรีซมันน์แล้ว โดยเจ้าตัวจะหาผู้เล่นที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการเข้าทำ เช่น การเบิ้ลคืนกลับไปที่ผู้เล่นริมเส้นด้านในกรอบเขตโทษ เพื่อทำประตู การจ่ายออกริมเส้นเพื่อให้ฟูลแบ็คเปิดบอลเข้ามายังกรอบเขตโทษ หรือ การแทงหรือตักบอลให้กับกองกลางที่สอดจากแถวสองขึ้นมาอย่าง ชูอาเมนี่ และ ราบิโอต์

สิ่งที่ผมได้อธิบายไปนั้น เราจะเห็นได้ว่า การเซ็ตเกมส์ของฝรั่งเศสมีความเป็นระบบระเบียบมาก นอกจากจะต้องใช้เทคนิคส่วนตัวเฉพาะผู้เล่นแล้ว ยังต้องใช้สัญชาตญานและจินตนาการเข้ามาเพิ่มด้วย

และหน้าที่ของ โอลิวิเยต์ ชิรูต์ นั้นจะไม่เหมือนในฟุตบอลโลก 2018 โดยระบบการเล่นในครั้งนี้ เจ้าตัวจะไม่ต้องลงต่ำ เพื่อพักบอล และสร้างเกมส์จากตรงกลาง แต่เดส์ชองส์ ได้ให้ชิรูต์นั้นคอยค้ำอยู่แดนหน้า และหาพื้นที่เข้าทำในกรอบเขตโทษ ซึ่งจุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า เจ้าตัวได้โอกาสในการเข้าชาร์จ เยอะมากๆ ตลอดเวลาที่ได้อยู่ในสนาม ซึ่งเหตุผลที่เดส์ชองส์ได้เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกองหน้าในทัวร์นาเมนต์นี้ เนื่องจากบทบาทในการสร้างสรรค์เกมส์ มีผู้รับผิดชอบแล้วคือ อองตวน กรีซมันน์

ทางฝั่งโปแลนด์วิธีการขึ้นเกมส์จะมีลักษณะคล้ายๆกัน แต่แตกต่างกันที่การเจาะแนวรับ โดยผู้เล่นริมเส้นโปแลนด์จะยืนชิดริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ และรอการแจกจ่ายบอลจากผู้เล่นหมายเลข10 อย่างเซบาสเตียน ซีมานสกี จากนั้นเมื่อรับบอลจากซีมานสกี จะทำการเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ หรือดึงจังหวะรอฟูลแบ็คโอเวอร์แลปขึ้นมาเปิด โดยเป้าหมายในการวางบอลเข้าไปคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

แต่ผู้ที่ทำหน้าที่หมายเลข10ในเกมส์นี้อย่าง ซีมานสกี ดันผิดฟอร์ม ซึ่งจุดนี้เดียวผมจะขยายความให้ฟังทีอีกทีว่าผิดฟอร์มยังไง โดยการผิดฟอร์มนี้ทำให้เกมส์รุกของโปแลนด์ขึ้นเกมส์กันอย่างติดขัด ไม่ไหลลื่น ซึ่งคนที่ทำหน้าที่หมายเลข8 อย่าง ปิโอเตอร์ ซิลินสกี ต้องขึ้นมารับหน้าที่หมายเลข10 จำเป็นในหลายๆจังหวะ

ซึ่งปัญหาของโปแลนด์ยังรวมถึงเกมส์รุกด้านขวา ที่ผู้รับผิดชอบคือ ยาคุบ คามินสกี เพราะชอบหุบเข้ามาในกรอบเขตโทษ ทำให้ทางเลือกของผู้ที่รับหน้าที่ ออกบอลจากแดนกลางเหลือเพียงด้านซ้าย ซึ่งความผิดพลาดนี้ ถึงกับทำให้เลวานดอฟสกีหัวเสีย เนื่องจากเจ้าตัว โดนรุมกินโต๊ะอยู่ทางริมเส้นด้านขวา แต่ปีกขวาอย่างคามินสกี ดันเลือกหุบเข้าไปในกรอบเขตโทษ และไม่ยอมช่วยซัพพอร์ต

และด้วยความห่างชั้นด้านตัวผู้เล่น แถมระบบการเล่นก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นฝรั่งเศสได้ ทำให้สุดท้ายโปแลนด์ก็ต้านทานฝรั่งเศสไม่ไหว และจบลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสไป 3 - 1

3.นักเตะที่ทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน
- เซบาสเตียน ซีมานสกี ได้โอกาสลงทำหน้าที่อีกครั้ง สำหรับเซบาสเตียน ซีมานสกี แต่ก็ยังทำได้น่าผิดหวัง เนื่องจากมิคนีวิชซ์ ได้เห็นแผลในเกมส์ที่เจอกับอาเจนติน่า คือ มีช่องว่างขนาดใหญ่ ระหว่างกองกลางและกองหน้า เนื่องจากขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ ในการเชื่อมและสร้างสรรค์เกมส์แดนบน จึงทำการปรับระบบการเล่นมาเป็น 4 - 2 - 3 - 1 และให้ซีมานสกีเป็นจอมทัพ แต่เจ้าตัวก็ยังไม่สามารถตอบแทนความไว้วางใจ ของผู้เป็นโค้ชได้ โดยตลอดเกมส์ เจ้าตัวมักจะโดนมิดฟิลด์ไดนาโมอย่างชูอาเมนี่ ตามเก็บอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากชูอาเมนีได้ ทำให้โปแลนด์ เหมือนต้องเล่น 10 คน ไปราวๆ 65 นาที จนกระทั่งเจ้าตัวถูกเปลี่ยนออกไป ซึ่งจากการขาดหายไปของซีมานสกี ทำให้ ปิโอเตอร์ ซิลินสกี ต้องขึ้นมารับบทบาทจอมทัพจำเป็น ทั้งต้องเซ็ตเกมส์รุก จากแดนกลางไปด้วย ถือว่าเจ้าตัวเล่นได้ดีมากๆในเกมส์นี้ และถือว่าทำได้ดีมาตลอดทัวร์นาเมนต์ ที่ได้รับโอกาสลงเล่นมาตลอด 4 นัด ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

- ยาคุบ คามินสกี ระบบการเล่นของโปแลนด์ที่วางมาวันนี้ คือ ริมเส้นทั้งสองข้าง ต้องประจำการอยู่ชิดริมเส้น เพื่อครอสบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ หรือ รอฟูลแบ็คโอเวอร์แล็ปขึ้นมาเปิดบอล แต่คามินสกีชอบทิ้งตำแหน่งตัวเอง และพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษ ทำให้หลายๆครั้ง แมตตี้ แคช ต้องเอาตัวรอดคนเดียว ในการเผชิญหน้ากับแนวรับและมิดฟิลด์อย่าง ชูอาเมนี่ โดยจุดสังเกตของของความผิดพลาดนี้ คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ได้บอลอยู่บริเวณริมเส้นด้านขวา แต่คามินสกีกลับตัดสินใจ เติมขึ้นหน้า วิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษ ทำให้ตัวเลวานต้องโดนรุมกินโต๊ะ จากจังหวะนี้ เลวานดอฟสกี้ถึงกับฉุนขาด เนื่องจาก คามินสกี้ไม่อยู่ในตำแหน่ง และปล่อยให้ตนเองเอาตัวรอดคนเดียว ซึ่งหลังจากจังหวะนี้เกิดขึ้น เจ้าตัวก็ถูกเปลี่ยนตัวออกไปในที่สุด

**เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเกมส์ที่ทัพตราไก่ เข้ารอบไปได้แบบไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เนื่องด้วยคุณภาพนักเตะที่ค่อนข้างห่างชั้น และระบบการเล่นที่เหนือกว่า โดยเกมส์หน้าในรอบ 8 ทีม จะต้องเข้าไปพบกับอังกฤษ ที่ชนะเซเนกัลมาได้ 3 - 0 และน่าจะเป็นเกมส์ที่ค่อนข้างตึงเครียดอยู่พอสมควร เนื่องจากทั้ง ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ และ แกเร็ธ เซาธ์เกต ต่างเป็นกุนซือที่ค่อนข้างระวังตัวด้วยกันทั้งคู่ อยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายออกนำก่อน โดยประตูเพียงประตูเดียว อาจเป็นการตัดสินผลแพ้ชนะได้เลย

ทางฝั่งโปแลนด์ คือ พวกเขาไม่มีอะไรเลยจริงๆ ซึ่งตัวผู้เล่นในทีมนอกจาก ปิโอเตอร์ ซิลินสกี ,โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี , วอยเชียค เชสนี แล้ว พวกเขาไม่มีผู้เล่นที่สามารถพึ่งพาได้เลย บางคนยังเล่นอยู่ในลีกรองด้วยซ้ำ ได้แต่หวังว่า พวกเขาจะสร้างนักเตะฝีเท้าดี ขึ้นมาลุ้นความสำเร็จได้บ้างในอนาคต

ผมได้เขียนบทวิเคราะห์นี้ลงใน Pantip ควบคู่ไปกับเพจ Facebook ถ้าใครอ่านแล้วชอบบทความนี้สามารถติดตามที่เพจได้ครับ อัพเดทงานใหม่เรื่อยๆครับ https://www.facebook.com/profile.php?id=100088002469902&mibextid=ZbWKwL
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่