เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ ๖

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
(ต่อจากตอนที่แล้วในกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/41747957 )

"เคยพิจารณาเห็นความวิบัติของตนเองบ้างไหม เช่นเคยเห็นผิด เคยเข้าใจผิด เคยประพฤติปฏิบัติผิด เป็นต้น

    ข้อความในพระสูตรมีต่อไปว่า

    สมัยนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราช ออกจากทิศเหนือ ผ่านไปทางทิศใต้ด้วยกรณีกิจบางอย่าง ได้ฟังท่านพระอุตตระแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็ไปปรากฏในชั้นดาวดึงส์ ไปกราบทูลท้าวสักกะ ท้าวสักกะก็ไปปรากฏต่อหน้าท่านพระอุตตระ แล้วถามว่า "เป็นจริงหรือที่แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เช่นนั้น "ท่านพระอุตตระก็กล่าวว่า" จริง " ท้าวสักกะก็ถามว่า "คำนี้เป็นปฏิภาณของพระคุณเจ้าเอง หรือเป็นของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า" ท่านพระอุตตระก็อุปมา เพราะเหตุว่า บางคนก็เข้าใจถ้อยคำอุปมา

    ท่านอุปมาว่า "เปรียบเหมือนข้าวเปลือกกองใหญ่ ซึ่งมีอยู่ไม่ไกลบ้านหรือ คมนัก ชนหมู่มากขนข้าวเปลือกออกจากกองนั้นด้วยกระเช้าบ้าง ด้วยตระกร้าบ้าง ด้วยห่อพกบ้าง ด้วยกอบมือบ้าง บุคคลผู้หนึ่งเข้าไปถามชนหมู่ใหญ่นั้นว่า เอาข้าวเปลือกนี้มาจากไหน ชนเหล่านั้นจะตอบอย่างไร จึงจะตอบได้อย่างถูกต้อง ซึ่งท้าวสักกะก็ตอบว่า "ขนมาจากกองข้าวเปลือกกองใหญ่โน้นจึงจะถูก"ท่านพระอุตตระก็กล่าวว่า "คำอันเป็นสุภาษิตทั้งหมด ล้วนเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ท้าวสักกะก็อนุโมทนาแล้วกล่าวว่า

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ภูเขาคิชกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ เมื่อ พระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสกับ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้วที่ภิกษุพิจารณาเห็นความวิบัติของตน โดยกาลอันควรฯ ลฯ (ข้อความต่อไปเหมือนที่ท่านพระอุตตระ แสดงแล้ว) เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย ในนรกชั่วกัปป์ แก้ไขไม่ได้

    อสัทธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภและความเสื่อมลาภ ยศและความเสื่อมยศ สักการะและความเสื่อมสักการะ ความเป็นผู้ปรารถนาลามกและความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ ครอบงำย่ำยี ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว (ครอบงำย่ำยี คือ ไม่หวั่นไหว)
    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ ครอบงำย่ำยี ความเสื่อมลาภ (แม้ความเสื่อมลาภมีก็ไม่หวั่นไหว)
    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ ครอบงำย่ำยียศ (ถึงมียศก็ไม่หวั่นไหว)
    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ ครอบงำย่ำยี ความเสื่อมยศ (เมื่อมียศแล้วเสื่อมยศก็ไม่หวั่นไหว)
    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ พึงครอบงำย่ำยีสักการะ (ถึงมีสักการะ ก็ไม่หวั่นไหว)
    เป็นการดีแล้วที่ภิกษุ พึงครอบงำย่ำยีความเสื่อมสักการะ (ขณะใดที่เสื่อมสักการะ ก็รู้ว่าเป็นโลกธรรม เป็นอนิจจัง แม้ในขณะนั้นก็ไม่หวั่นไหว)
    เป็นการดีแล้วที่ภิกษุ พึงครอบงำย่ำยี ความเป็นผู้ปรารถนาลามก (ความเป็นผู้ปรารถนาลามก มีคำอธิบายว่า เป็นผู้มีความประพฤติชั่ว แต่ไม่ปรารถนาให้คนอื่นรู้ จึงเป็นผู้ที่มีความปรารถนาลามก ที่จะปกปิดความประพฤติชั่วนั้น ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าตนเป็นผู้ประพฤติดี)
    เป็นความดีแล้วที่ภิกษุ พึงครอบงำย่ำยี ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (ถ้าเป็นมิตรก็ยากที่จะเลิกคบกันได้ และถ้ามิตรนั้นเป็นมิตร ชั่ว จะเลิกง่ายหรือ เลิกยากก็อยู่ที่แต่ละท่าน)

    ข้อความในพระสูตรนี้ ไม่ใช่สำหรับภิกษุเท่านั้น อุบาสก อุบาสิกา ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีความคุ้นเคยสนิทสนมกับมิตรชั่วแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ายากหรือง่ายที่จะครอบงำความเป็นผู้มีมิตรชั่ว คือไม่เป็นไปกับผู้ที่เป็นมิตรชั่วนั้น การคบมิตรชั่วนั้น มีแต่จะนำทุกข์โทษมาให้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงประโยชน์ว่า เมื่อครอบงำธรรม ๘ ประการนั้นได้แล้ว อาสวะก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายพึงศึกษาว่าจะครอบงำ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ สักการะ ความเสื่อมสักการะ ความเป็นผู้ปรารถนาลามก และ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

    ท้าวสักกะก็ได้กล่าวต่อไปว่า ข้าแต่ท่านพระอุตตระผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ ในหมู่มนุษย์มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ธรรมบรรยายนี้ ก็หาได้ตั้งอยู่ในบริษัทหมู่ไหนไม่ ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าอุตตระจงเล่าเรียนธรรมบรรยายนี้ จงทรงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ด้วยว่าธรรมบรรยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

    แม้ท้าวสักกะก็ได้กล่าวว่า ในหมู่มนุษย์มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ธรรมบรรยายนี้ก็หาได้ตั้งอยู่ในบริษัทไหนไม่ ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะกล่าวธรรม ก็ล้วนเอามาจากข้าวเปลือกกองใหญ่นั้นทั้งนั้น แล้วแต่จะเอามาด้วยตระกร้า ด้วยกอบมือ หรือว่าด้วยภาชนะใด
    ตอบปัญหาที่สำนักงานพลังงานปรมาณู

    ผู้ดำเนินรายการ วันนี้ท่านอาจารย์จะไม่บรรยาย แต่จะตอบปัญหา กรุณาถาม ซักไซร้ไล่เลียงได้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ให้เกิดปัญญา ฉะนั้น วันนี้ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ ซึ่งฟังอย่างเดียว แล้วไปถามตอนท้าย วันนี้กรุณาถามให้มาก มีปัญหาสงสัยอะไรเกี่ยวกับพุทธศาสนา ถามได้ทันที แม้แต่เรื่องทำบุญ ทำทาน ใส่บาตร หรือเรื่องในพระไตรปิฏก อันใดที่สงสัยเก็บไว้ในใจตั้งนาน วันนี้กรุณาถามเลย ถามตรงไหนก็ได้ ขอเชิญเลยครับ

    สุ. ถ้ามีอะไรสงสัย ก็ควรพิจารณากันให้ถูกต้องว่า ความจริงควรเป็นอย่างไร ธรรมมีมาก และบางท่านก็เข้าใจว่า ธรรมแยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เมื่อศึกษาพระธรรมแล้วจะรู้ได้ว่า ธรรมก็คือชีวิตประจำวันนั่นเอง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่อง โลภะ ความติดข้องต้องการซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่อง โทสะ ความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่อง เมตตากรุณา การเห็น การได้ยิน ความสุข ความทุกข์ต่างๆ พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นชีวิตประจำวัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นจะไม่มีเลยที่คนที่ศึกษาพระธรรมจนเข้าใจแล้วจะบอกว่า ธรรมแยกจากชีวิตประจำวัน ถ้าคนไม่รู้จะพูดอย่างนั้น แต่ถ้าคนที่รู้ว่าธรรมคืออะไรจะพูดอย่างนี้ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าขณะนี้ก็เป็นธรรม กำลังเห็น เคยเข้าใจว่าเป็นเราเป็นตัวตน เป็นคนนั้น คนนี้ แต่ความจริงแล้ว เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งมีจริง สิ่งที่มีจริงนั้นไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้ อย่างเห็น ภาษาไทยจะเรียกว่าเห็น ภาษาอังกฤษ ภาษาแขก ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษามอญ พม่า ก็เปลี่ยนชื่อไปต่างๆ กัน แต่เห็นก็ยังเป็นสภาพธรรมที่มีจริง และสภาพธรรมที่มีจริงนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่ง ก็คือสัจจธรรม เป็นธรรมที่พิสูจน์ได้

    พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความละเอียดของธรรมทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง จนกระทั่งความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้น เป็นปัญญาแต่ละขั้น แต่ถ้าไม่ฟังพระธรรมก็อาจจะคิดว่า รู้จักคนอื่นและตัวเองพอสมควร แต่เมื่อศึกษาพระธรรมแล้ว ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เคยคิดเคยเข้าใจนั้นยังไม่ถูกต้องทั้งหมด และสิ่งที่เราคิดว่าเข้าใจแล้ว ยังไม่ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้

    เช่นที่เข้าใจว่ากำลังเห็นขณะนี้เป็นเรา บางคนอาจจะกำลังคิดนึก ไม่มีใครห้ามความคิดนึก ทุกคนคิดนึกตลอด เรากำลังคิดนึก ถึงใคร ถึงเรื่องนั้นถึงเรื่องนี้ อาจเป็นเรื่องที่อ่านในหนังสือพิมพ์ วารสาร ดูทีวี ก็คิดไปได้ต่างๆ หรือแม้แต่ในขณะนี้ทุกคนก็คิด ขณะนี้เป็นเรา ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมก็เป็นเราทั้งหมดที่เห็นและคิดด้วย แต่ถ้ารู้ว่าธรรมะคือ ทุกสิ่งที่มีจริงก็เริ่มเข้าใจว่า แม้ความคิดก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง การเห็นเป็นธรรมชนิดหนึ่งไม่ใช่เรา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่