นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ตั้งวงวิพากษ์ “การเมืองคนดี” ของ กปปส. ซึ่งแสดงบทบาทและพลังเหมือน “เรื่องเล่าแม่บทเบ็ดเสร็จ” เมื่อ 8 ปีก่อน ทว่าปัจจุบันฝ่ายอนุรักษนิยมตกอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ จากความไม่พอใจระบอบที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน และปัญหาภาพลักษณ์ที่เกิดจากการ “
อนุญาตให้ใช้ความชั่วได้ในนามของความดี”
วันนี้ (21 พ.ย.) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนา “ให้คนดีปกครองบ้านเมือง : การเมืองวัฒนธรรมของขวาไทย” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหนังสือวิชาการเล่มล่าสุดของ รศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.
รศ.ดร. ประจักษ์ใช้เวลา 2 ปีในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ในระหว่างปี 2556-2557
จากความสนใจเรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้ง นักวิชาการหนุ่มพบว่า กปปส. เป็นขบวนการแรกและขบวนการเดียวที่เคลื่อนไหวในนามภาคประชาชน แต่ใช้ความเคลื่อนไหวนั้นทำลายการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นความรุนแรงในการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ จึงนำไปสู่การศึกษาต่อไปว่าผู้ชุมนุมกลุ่มนี้อ้างความชอบธรรมอะไรในการ “ปิดคูหาเลือกตั้ง” “ทำร้ายร่างกายคนอื่น” และ “นิยามประชาธิปไตยใหม่” ผ่านวาทกรรม “รักประชาธิปไตย ต้องไม่ไปเลือกตั้ง”
สิ่งที่เขาพบคือ อัตลักษณ์การเมืองคนดีถูกสร้างขึ้นมาอย่างโดดเด่นมาก โดยวางอยู่บนฐานแนวคิดราชาชาตินิยม พุทธแบบไทย และการเมืองของความไม่เสมอภาค ควบคู่กับการเมืองเชิงศีลธรรม ที่ทำให้คู่ตรงข้ามกับ กปปส. อย่างรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้สนับสนุน ถูกมองว่าเป็นศัตรู ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และไม่อยู่ในขอบเขตของพื้นที่รับผิดชอบทางศีลธรรมของผู้ชุมนุม กปปส.
“ถ้าไม่มี กปปส. ยากมากที่จะมี ‘ระบอบประยุทธ์’ ที่ดำรงมาอยู่ถึงทุกวันนี้” คือข้อสรุปของ รศ.ดร. ประจักษ์
https://www.bbc.com/thai/articles/c10dvmqr0qdo
เปรียบฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นเสมือน “หุบเขาคนโฉด”
ดร. เข็มทองยังมองต่อไปถึงมรดกของ กปปส. จากการ “อนุญาตให้ใช้ความชั่วได้ในนามของความดี” ทำให้สภาพของฝ่ายอนุรักษนิยมดูไม่จืด พร้อมเปรียบเปรยฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นเสมือน “หุบเขาคนโฉด”
ความดี-ไม่ดี ที่ขึ้นอยู่กับ ผู้มีบารมีสูงสุด
ทั้งนักรัฐศาสตร์และนักนิติศาสตร์เห็นตรงกันว่า การเอาศาสนาซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในโลกการเมือง จะนำไปสู่ความสุดโต่งรุนแรง
อาจารย์เกษียรเรียกมันว่า “เอกภพแห่งพันธะธรรม” (Universe of Moral Obligation) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในขณะที่ กปปส. นับนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “มือปืนป็อบคอร์น” อดีตผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดียิงปะทะที่แยกหลักสี่ เมื่อ 1 ก.พ. 2557 อยู่ในเอกภพของตน ต้องห่วงใย ช่วยเหลือ ยกย่อง สนับสนุน แต่กลับไม่นับนายอะแกว แซ่ลิ้ว หรือ “ลุงอะแกว” พ่อค้าขายน้ำอัดลม วัย 72 ปี (ในขณะนั้น) ที่ถูกยิงในเหตุการณ์ดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา อยู่ในเอกภพเดียวกัน
“การทำลายพวกมันเป็นพันธะและหน้าที่ที่พึงกระทำตามหลักศีลธรรม ถ้าไม่ทำ ไม่ฆ่า ถือว่าบาป เข้าทำนอง ‘ไม่ฆ่าคอมมิวนิสต์เป็นบาป’ ชาวพุทธพึงทำ เหมือนฆ่าปลาไปต้มแกง เอามาตักบาตรถวายพระ ย่อมเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน ทำไปแล้วก็จะได้บุญ” ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวเปรียบเทียบ และชี้ว่านี่คือ “ความรุนแรงตามคุณธรรม” (Virtuous Violence)
ศีลธรรมของ กปปส. มีสถานะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”
ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มธ. อ่านหนังสือของ “ลูกศิษย์” จนจบ ก่อนอ่านวิธีคิด-วิธีเขียนของอาจารย์ประจักษ์ ที่มองการเคลื่อนไหวของ กปปส. เป็นการชุมนุมต่อสู้ทางการเมืองที่ผิดปกติในแง่หลักการเมืองและกฎหมายเสรีประชาธิปไตย ขณะที่นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ หนึ่งในแกนนำ กปปส. ชี้ว่า สิ่งที่รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวก ทำต่างหากที่ผิดปกติในแง่หลักศีลธรรมและต่อชาติบ้านเมือง ต่างฝ่ายต่างพูดถึงความผิดปกติไปคนละทาง
ในทัศนะของอาจารย์เกษียร กปปส. ชะลอโลกุตรธรรมปกติ (หลักศีลธรรมเหนือโลกียวิสัย) มากดทับโลกียธรรมปกติ (หลักการเมืองและกฎหมายปกติในทางโลกย์) ถ้ามองอย่างรัฐศาสตร์ สิ่งที่ กปปส. ทำเป็นสภาวะยกเว้นในการเมืองและกฎหมายปกติ แต่ถ้ามองทางโลกุตรธรรม สิ่งที่ กปปส. ทำเป็นเรื่องปกติธรรมดาและพึงทำอย่างยิ่งเพื่อให้โลกการเมืองเบื้องต่ำที่ผิดปกติกลับเป็นปกติธรรมอย่างที่ควรเป็น กปปส. ไม่เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสภาวะยกเว้นที่ผิดมาตรฐานทางสังคม ตรงกันข้าม พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่ทำเป็นปกติ-อภิปกติ
คืออะไร?อนุญาตให้ใช้ความชั่วได้ในนามของความดี”
อนุญาตให้ใช้ความชั่วได้ในนามของความดี”
วันนี้ (21 พ.ย.) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนา “ให้คนดีปกครองบ้านเมือง : การเมืองวัฒนธรรมของขวาไทย” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหนังสือวิชาการเล่มล่าสุดของ รศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.
รศ.ดร. ประจักษ์ใช้เวลา 2 ปีในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ในระหว่างปี 2556-2557
จากความสนใจเรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้ง นักวิชาการหนุ่มพบว่า กปปส. เป็นขบวนการแรกและขบวนการเดียวที่เคลื่อนไหวในนามภาคประชาชน แต่ใช้ความเคลื่อนไหวนั้นทำลายการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นความรุนแรงในการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ จึงนำไปสู่การศึกษาต่อไปว่าผู้ชุมนุมกลุ่มนี้อ้างความชอบธรรมอะไรในการ “ปิดคูหาเลือกตั้ง” “ทำร้ายร่างกายคนอื่น” และ “นิยามประชาธิปไตยใหม่” ผ่านวาทกรรม “รักประชาธิปไตย ต้องไม่ไปเลือกตั้ง”
สิ่งที่เขาพบคือ อัตลักษณ์การเมืองคนดีถูกสร้างขึ้นมาอย่างโดดเด่นมาก โดยวางอยู่บนฐานแนวคิดราชาชาตินิยม พุทธแบบไทย และการเมืองของความไม่เสมอภาค ควบคู่กับการเมืองเชิงศีลธรรม ที่ทำให้คู่ตรงข้ามกับ กปปส. อย่างรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้สนับสนุน ถูกมองว่าเป็นศัตรู ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และไม่อยู่ในขอบเขตของพื้นที่รับผิดชอบทางศีลธรรมของผู้ชุมนุม กปปส.
“ถ้าไม่มี กปปส. ยากมากที่จะมี ‘ระบอบประยุทธ์’ ที่ดำรงมาอยู่ถึงทุกวันนี้” คือข้อสรุปของ รศ.ดร. ประจักษ์
https://www.bbc.com/thai/articles/c10dvmqr0qdo
เปรียบฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นเสมือน “หุบเขาคนโฉด”
ดร. เข็มทองยังมองต่อไปถึงมรดกของ กปปส. จากการ “อนุญาตให้ใช้ความชั่วได้ในนามของความดี” ทำให้สภาพของฝ่ายอนุรักษนิยมดูไม่จืด พร้อมเปรียบเปรยฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นเสมือน “หุบเขาคนโฉด”
ความดี-ไม่ดี ที่ขึ้นอยู่กับ ผู้มีบารมีสูงสุด
ทั้งนักรัฐศาสตร์และนักนิติศาสตร์เห็นตรงกันว่า การเอาศาสนาซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในโลกการเมือง จะนำไปสู่ความสุดโต่งรุนแรง
อาจารย์เกษียรเรียกมันว่า “เอกภพแห่งพันธะธรรม” (Universe of Moral Obligation) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในขณะที่ กปปส. นับนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “มือปืนป็อบคอร์น” อดีตผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดียิงปะทะที่แยกหลักสี่ เมื่อ 1 ก.พ. 2557 อยู่ในเอกภพของตน ต้องห่วงใย ช่วยเหลือ ยกย่อง สนับสนุน แต่กลับไม่นับนายอะแกว แซ่ลิ้ว หรือ “ลุงอะแกว” พ่อค้าขายน้ำอัดลม วัย 72 ปี (ในขณะนั้น) ที่ถูกยิงในเหตุการณ์ดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา อยู่ในเอกภพเดียวกัน
“การทำลายพวกมันเป็นพันธะและหน้าที่ที่พึงกระทำตามหลักศีลธรรม ถ้าไม่ทำ ไม่ฆ่า ถือว่าบาป เข้าทำนอง ‘ไม่ฆ่าคอมมิวนิสต์เป็นบาป’ ชาวพุทธพึงทำ เหมือนฆ่าปลาไปต้มแกง เอามาตักบาตรถวายพระ ย่อมเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน ทำไปแล้วก็จะได้บุญ” ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวเปรียบเทียบ และชี้ว่านี่คือ “ความรุนแรงตามคุณธรรม” (Virtuous Violence)
ศีลธรรมของ กปปส. มีสถานะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”
ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มธ. อ่านหนังสือของ “ลูกศิษย์” จนจบ ก่อนอ่านวิธีคิด-วิธีเขียนของอาจารย์ประจักษ์ ที่มองการเคลื่อนไหวของ กปปส. เป็นการชุมนุมต่อสู้ทางการเมืองที่ผิดปกติในแง่หลักการเมืองและกฎหมายเสรีประชาธิปไตย ขณะที่นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ หนึ่งในแกนนำ กปปส. ชี้ว่า สิ่งที่รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวก ทำต่างหากที่ผิดปกติในแง่หลักศีลธรรมและต่อชาติบ้านเมือง ต่างฝ่ายต่างพูดถึงความผิดปกติไปคนละทาง
ในทัศนะของอาจารย์เกษียร กปปส. ชะลอโลกุตรธรรมปกติ (หลักศีลธรรมเหนือโลกียวิสัย) มากดทับโลกียธรรมปกติ (หลักการเมืองและกฎหมายปกติในทางโลกย์) ถ้ามองอย่างรัฐศาสตร์ สิ่งที่ กปปส. ทำเป็นสภาวะยกเว้นในการเมืองและกฎหมายปกติ แต่ถ้ามองทางโลกุตรธรรม สิ่งที่ กปปส. ทำเป็นเรื่องปกติธรรมดาและพึงทำอย่างยิ่งเพื่อให้โลกการเมืองเบื้องต่ำที่ผิดปกติกลับเป็นปกติธรรมอย่างที่ควรเป็น กปปส. ไม่เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสภาวะยกเว้นที่ผิดมาตรฐานทางสังคม ตรงกันข้าม พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่ทำเป็นปกติ-อภิปกติ