เห็นนิมิต เห็นอดีต เห็นอนาคต เห็นกฎแห่งกรรม ภาค 8

กระทู้สนทนา
กระทู้นี้เราจะเล่า นิมิต ที่เราเห็นในความฝันของเรา ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เรารู้จักและมีสัมพันธ์ด้วยในปัจจุบัน ที่เราคิดว่า นิมิต ที่เราเห็นในฝันคือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับบุคคลนั้นๆ เพราะเราคิดว่าเหตุการณ์ที่เราเห็นใน นิมิต นั้นถ้ามันเคยเกิดขึ้นจริง

และมาพิจารณาความสัมพันธ์ของเรากับบุคคลนั้นๆในปัจจุบันแล้ว มันค่อนข้างจะสมเหตุสมผล และสมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกเขาเหล่านั้นจะมีสัมพันธุ์เช่นนั้นกับเราในปัจจุบัน

เริ่มจาก พ่อของลูกเรา ก่อนเลยแล้วกัน เราคิดว่าเราทำกรรมกับผู้ชายคนนี้มามากมายในอดีต เพราะเราสังเกตจากได้จากการพบกันของเราทั้งคู่ที่ไม่ค่อยจะธรรมดา ที่เราบอกว่า ไม่ธรรมดาเพราะว่า เรากับเขาทำงานที่เดียวกันมา 5 ปี แต่ไม่เคยเจอ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบหน้ากันเลย

ตอนที่เราได้เจอกับเขา เราคิดว่าเขาเป็นพนักงานใหม่ เพราะไม่เคยเจอกันมาก่อน และช่วงเวลาที่เจอกันก็เป็นเวลาที่เหมาะสมมาก คือตอนนั้นเราเพิ่งเลิกกับแฟนเก่า ส่วนเขาก็เพิ่งจะเลิกกับแฟนเช่นกัน อะไรมันจะบังเอิญเช่นนั้น และส่วนตัวเราเป็นคนไม่เชื่อในความบังเอิญอยู่แล้ว เราก็คิดว่ามันทะเม่งๆตั้งแต่แรกเลย

เขาตามจีบเราอยู่เป็นปี แต่เราไม่ยอมอ่อนให้ และอีกอย่างคือ เราไม่ชอบเขาด้วย เพราะเขาหน้าตาดีมาก เราจะเป็นพวกที่ชอบของแปลก คือจะชอบผู้ชายขี้เหร่ อ้วนๆดำๆ เพราะเรารู้ตัวว่าเราหน้าตาไม่ดี

เราเลยคิดว่าผู้ชายหน้าตาดีๆอย่างเขาต้องเจ้าชู้มากแน่ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ตอนนั้นเรายอมใจอ่อนเพราะเห็นใจความพยายามของเขา เลยคิดว่า เอาว่ะ! ลองคบดูก็ได้ ถึงจะไม่ใช่สเปกก็เถอะ

คบกันมาได้สักพักก็แฮปปี้ทุกอย่างค่ะ แต่แล้ววันนึงเขาพาเราไปหาพ่อแม่เขาที่อีสาน ขากลับก็ขับรถกลับลงมา เพราะไปซื้อรถที่อีสาน ตอนขากลับเราก็นอนหลับที่เบาะข้างคนขับ

เราหลับและฝันไปว่า เราเห็นแฟนเราคนนี้เป็นผู้หญิง ส่วนเราเป็นผู้ชาย เรากับเขาเป็นผัวเมียกัน แต่เราไปนอกกาย นอกใจเขาจนทำให้เขาเสียใจร้องไห้ และตรอมใจตายไปต่อหน้าต่อตาเราเลย

เราตื่นมาก็หันไปมองหน้าเขาในตอนนั้น และคิดในใจมาโดยตลอด ว่าถ้าเหตุการณ์ในความฝันของเราในตอนนั้น ถ้ามันเคยเกิดขึ้นจริงในอดีต ในปัจจุบันนี้เขาต้องมาเอาคืนเราแน่ๆ หลังจากวันนั้นเราจึงพยายามหักห้ามใจตัวเอง ไม่ให้รักเขา ไม่ให้หลงเขา ไม่ว่าเขาจะทำดีกับเราสักแค่ไหน

เพราะเรากลัวว่าวันนึงเราจะต้องได้รับความทุกข์ใจจากผู้ชายคนนี้อย่างแน่นอน แต่ขึ้นชื่อว่า กฎแห่งกรรม แล้วก็ไม่มีใครหนีพ้น ต่อให้เราระวังตัวเองดีสักแค่ไหน เพราะหลังจากนั้นเราก็ได้เริ่ม ชดใช้วิบากกรรมที่เราเคยทำไว้กับเขาในอดีต ในตอนที่เรามีลูกด้วยกัน

ตอนที่เรามีลูก เรา 3 คนพ่อแม่ลูกไม่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเลย เราจำเป็นต้องออกจากงานเพื่อไปอยู่เลี้ยงลูกกับพ่อแม่เขาที่อีสาน เพราะเขาอยากให้ปู่ย่าได้เลี้ยงหลาน และเหตุการณ์ที่เขานอกกายนอกใจเราก็ได้ปรากฎให้เห็นหลังจากนั้น

ตอนที่ลูกเราป่วยอยู่โรงพยาบาล พี่สาวเราที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเราก็โทรมาหาเรา ถามว่าตอนนี้เราไปอยู่ที่ไหน และ เล่าเรื่องที่แฟนเราไปมีเมียน้อยที่เป็นพนักงานทำงานด้วยกัน และควงกันออกหน้าออกตา ทำให้คนที่ทำงานเอาไปพูดนินทากัน 

ด้วยความที่เราเป็นคนตรงๆเราจึงถามเขาไปตรงๆเรื่องที่ได้ยิน ได้ฟังมาเช่นกัน แต่เขาปฎิเสธ บอกว่าคนที่เอาไปพูดน่าจะจำคนผิด ไม่ใช่เขา เราก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อแต่ก็ฟังหูไว้หู และโทรไปถามเรื่องราวจากเพื่อนร่วมงานเราที่มีนิสัยตรงไปตรงมาแบบเรา เพราะเขาค่อนข้างที่จะเชื่อใจได้

เขาก็เล่าว่า เขาก็ได้ยินคนอื่นในที่ทำงานพูดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่จะจริงเท็จแค่ไหน เขาก็ไม่รู้ แต่แค่นี้เราก็พอจะรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง หลังจากนั้นเราก็กลับไปอยู่กับเขาเพื่อไปหางานทำ เพราะเขาเลี้ยงดูเรากับลูกไม่ได้ตามคำที่เขาพูดบอกเราตอนให้เราลาออกจากงานไปเลี้ยงลูก

ตอนเรากลับมาใหม่เพื่อนบ้านผู้หญิงที่อยู่ข้างห้องก็มากระซิบบอกเราว่าตอนที่เราไม่อยู่ แฟนเราพาผู้หญิงคนอื่นมาอยู่ด้วย แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเราคิดอยู่แล้วว่าหลังจากเราได้ทำงานที่ใหม่แล้ว เราก็คิดที่จะเลิกกับเขาและจะเอาลูกมาดูแลเอง เพราะเห็นแล้วว่าเขาไม่ซื่อสัตย์ แต่เหมือนเรายังชดใช้กรรมให้เขายังไม่หมด เราเริ่มงานได้ไม่ถึงเดือน เราก็ท้องลูกคนที่ 2 เวรกรรมของเราแท้ๆ

ตอนที่ท้องลูกคนที่ 2 อยู่ก็มีผู้หญิงโทรมาหาเรา แต่ขอสายแฟนเรา เราก็ส่งโทรศัพท์ให้เขาไปคุย เขาก็รับโทรศัพท์ไปคุยอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงได้ แล้วเอาโทรศัพท์มาคืนเรา และบอกเราว่า เพื่อนที่ทำงานโทรมาคุยเรื่องงาน ซึ่งเราก็เงียบไม่ได้ว่าอะไร เพราะเรารู้ว่าถึงจะทะเลาะกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

เราคิดแต่ว่า สู้เรารักษาความสัมพันธ์ไว้ดีกว่า มันจึงเป็นที่มาของคำว่า อยู่เพื่อลูก อยู่เพื่อครอบครัว เรารู้มาโดยตลอดว่าเขาทำอะไร เขาเป็นอย่างไร แต่เพราะคำว่าทน เพื่อลูก เพื่อครอบครัวของเรานี่แหละที่ทำให้เขาได้เอาคืนเรา เพราะไม่ว่าเขาจะทำให้เรารอ และทำลายความหวังเราครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่เขาก็ยังคงบอกให้เราอดทน เพื่อลูก เพื่อครอบครัว จนสุดท้ายเรามารู้ความจริงภายหลังว่ามันไม่ใช่ เขาแค่หลอกเราให้รอและตัวเขาไปมีคนอื่นอยู่ที่ต่างประเทศอย่างสบายใจ เพราะหลังจากเลิกกับเราแล้ว พวกเขาก็พากันกลับมาจากต่างประเทศพร้อมกัน และใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยด้วยกันอยู่จนถึงตอนนี้

มีแต่เราเท่านั้น ที่ทนและทำเพื่อลูกเพื่อครอบครัวอยู่ฝ่ายเดียว เพราะตลอดเวลาที่เขาบอกเราให้รอ พวกเราไม่เคยได้อยู่พร้อมหน้ากันเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง พ่ออยู่ทางนึง แม่อยู่ทางนึง ลูกก็อยู่อีกทาง แต่เมื่อเราชดใช้กรรมให้เขาหมดแล้ว มันก็จะถึงเวลาที่เราจะเป็นอิสระ

คนที่บอกว่ารักครอบครัว รักลูก รักครอบครัวทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว หลังจากผ่านไป 2 ปี เขาเลือกวันที่จะกลับมาหาครอบครัวในวันที่เราต้องกลับไปทำงาน ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราลางานไปหาลูกที่อีสานบ้านเขา เรากับเขาได้เห็นหน้ากันแค่ ครึ่งชม. เพราะต้องไปขึ้นเครื่องกลับต่างจังหวัด เขากลับจากต่างประเทศในวันนั้น

และเลือกที่จะไม่บอกใคร แต่เราไปรู้โดยบังเอิญจากในเฟสบุ๊คของเขา ที่เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน และเราไม่เคยเข้าไปเช็คเฟสบุ๊คของเขาก่อนหน้านั้นเลย ทำให้เราได้รู้ความจริง หลังจากที่เขาให้เรารอเขามา 2 ปีแล้วเขายังให้เรารอเขาต่ออีกครึ่งเดือนกว่าจะลงไปหาเราที่ต่างจังหวัด ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาต้องไปทำธุระที่อื่นก่อน

นี่คือการกระทำของคนที่พูดอยู่ตลอดว่ารักลูก รักครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อลูกเพื่อครอบครัว และในวันที่เขาลงไปหาเราที่ต่างจังหวัด เขาก็ทำพฤติกรรมที่น่าสงสัยอย่างมาก เป็นสิ่งที่ขัดกับนิสัยเขามาตลอด คือเขาบอกว่า เขาลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน เราคิดว่าคนปกติ คงไม่มีใครลืมโทรศัพท์แน่ๆ โดยเฉพาะคนที่ติดโทรศัพท์อย่างเขา

เรารอเขามา 2 ปี แต่เขามาหาเรามาอยู่กับเราแค่ 2 อาทิตย์และเราเองก็รู้สึกได้ว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หลังจากเขากลับต่างประเทศไปเราจึงถามเขาตรงๆ ว่าช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เขาเคยนอกกายนอกใจเราบ้างไหม และขอให้เขาตอบเรามาตรงๆ 

เราไม่เคยถามเขาเรื่องนี้เลย เพราะเรารู้มาตลอด เราแค่ไม่พูด และเราก็ไม่เคยทะเลาะกันเลยด้วยไม่ว่าจะเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆ เพราะเราจะยอมตลอด เราไม่ชอบทะเลาะกับใคร ยอมได้ก็ยอม และเราก็เป็นฝ่ายยอมเขามาโดยตลอด

พอเราถามแบบนั้น เขาก็เงียบไปพักใหญ่ และตอบกลับเรามาว่า เขาไม่เคยนอกกาย นอกใจเราเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนั้นเราคิดจะเลิกกับเขาจริงๆตอนที่ถามเช่นนั้นกับเขา แต่เราบอกตัวเองแล้วว่า ถ้าเขาเลือกพูดความจริงกับเรา เราจะยินดีรอเขาอยู่เช่นนี้ต่อไป แต่เขาเลือกที่จะโกหก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบมันไม่ใช่

เราถามย้ำอีกครั้ง เพราะเราไม่อยากเป็นคนทำลายครอบครัวที่เราพยายามจะรักษามันไว้ตลอด คราวนี้เราบอกเขาว่า เราขอเอาคุณธรรมของเรา เรื่องความซื่อสัตย์จริงใจ เป็นที่ตั้งเพราะเราเป็นคนไม่พูดโกหก เราขอถามเขาอีกครั้งถ้าเขาพูดโกหก เราจะขอให้ครูบาอาจารย์ลงโทษเขา ขอให้ของที่เขารักษาอยู่ เข้าตัวเขาให้หมด เพราะเขาเล่นของ สักยันต์เต็มหลัง

แต่เขาก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม คือไม่เคยนอกกายนอกใจเราเลย เราจึงตัดสินใจเลิกกับเขาอย่างไม่มีความลังเลเลย เพราะเราเห็นแล้วว่าเขาเป็นคนยังไง หลังจากนั้นเขาก็มีอาการปวดหลังแบบไม่มีสาเหตุ รักษา กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย วันดีคืนดีก็ปวดขึ้นมาแบบไม่รู้สาเหตุ แต่เรารู้ว่าสาเหตุอาการปวดหลังของเขามาจาก เขาลบหลู่ครูบาอาจารย์ของตัวเอง

เราเคยปรึกษาเรื่องอาการปวดหลังของเขากับพระอาจารย์ที่เราไปปฎิบัติธรรม และเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง เรากลัวว่าที่เราไปพูดกับเขาเช่นนั้นจะเป็นการแช่งเขา เพราะเราไม่อยากกระทำกรรมเพิ่ม แต่ท่านบอกว่า ที่เขาเป็นเช่นนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรา เขาเป็นคนเลือกพูดโกหกเอง เป็นคนลบหลู่ครูบาอาจารย์ตนเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเรา
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่