สุจินต์ คือผู้ที่อ่านวินัยปิฎกแล้วจริงหรือ ถ้าอ่านแล้วทำไมจึงกล่าว(ตู่) ว่า ไม่พบคำว่าใช้อานาปานสติในพระไตรปิฎก?

กระทู้คำถาม
สงสัยจึงถาม  :   สุจินต์ อ่านพระวินัยปิฎกแล้วเป็นคนที่ละเอียด ด้านกาย วาจา ใจ ขนาดไหน
                       จึงกล่าวตู่ธรรมของพระพุทธเจ้าว่า ไม่พบคำว่าอานาปานสติในพระไตรปิฎก

            สำหรับ สมาชิกทุกท่าน  ถ้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้
                       กรุณามีมารยาท คือ ไม่นำความคิดเห็นของผมที่เกี่ยวกับสุจินต์ นำไปจับชนกับบุคคลที่ 3 เสมือนหนึ่งผมได้ไปตำหนิติเตียนบุคคลนั้น ๆ


ในวันที่ภิกษุผู้บวชใหม่ พระครูอุปัชฌาย์ ต้องบอก อกรณียา ๔  (ซึ่งประกอบด้วย ปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ (รวมปาราชิกข้อที่ ๓ ไว้ด้วย)
                พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ”ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทแล้วให้มีภิกษุเป็นเพื่อน และให้บอกอกรณียกิจ ๔ ดังนี้
             ๑. ภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงเสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉาน
ตัวเมีย ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร
ภิกษุเสพเมถุนธรรมแล้ว ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เปรียบเหมือน
คนถูกตัดศีรษะ ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ โดยการต่อศีรษะเข้ากับร่างกายนั้น การเสพ
เมถุนธรรมนั้น อันเธอไม่พึงกระทำจนตลอดชีวิต
             ๒. ภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ โดยส่วนแห่งจิต
คิดจะลัก โดยที่สุดกระทั่งหญ้าเส้นเดียว ภิกษุใดถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลัก ๑ บาทบ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ้าง เกินกว่า ๑ บาทบ้าง
ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร ภิกษุถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลัก ๑ บาทบ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ้าง เกินกว่า ๑ บาทบ้าง
ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เปรียบเหมือน ใบไม้เหี่ยวเหลือง
หลุดจากขั้วแล้ว ไม่อาจเป็นของเขียวสดต่อไปได้ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
นั้น อันเธอไม่พึงกระทำจนตลอดชีวิต
             ๓. ภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงจงใจพรากสัตว์เสียจากชีวิตโดยที่สุดกระทั่งมด
ดำ มดแดง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตโดยที่สุดกระทั่งยังครรภ์ให้ตกไป
ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร ภิกษุจงใจพรากกายมนุษย์เสียจาก
ชีวิต ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เปรียบเหมือนแผ่นศิลาหนา
แตกออกเป็น ๒ เสี่ยง จะประสานให้สนิทเป็นแผ่นเดียวกันอีกไม่ได้ การจงใจพราก
กายมนุษย์เสียจากชีวิตนั้น อันเธอไม่พึงกระทำจนตลอดชีวิต
             ๔. ภิกษุผู้อุปสมบทแล้ว ไม่พึงกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมโดยที่สุดพูดว่า
ข้าพเจ้ายินดีในเรือนว่าง ภิกษุใดมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ
กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง คือ ฌานก็ดี วิโมกข์ก็ดี สมาธิก็ดี
สมาบัติก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร ภิกษุ
มีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่
ไม่เป็นจริง ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เปรียบเหมือนต้นตาล
ยอดด้วนที่ไม่อาจงอกได้ต่อไป การกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมนั้น อันเธอไม่พึง
กระทำจนตลอดชีวิต”
https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_read.php?E=&B=4&A=5557&w=%CD%A1%C3%B3%D5&option=2
 
อกรณียกิจข้อที่ ๓ คือ สิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๓ ซึ่งภิกษุผู้บวชใหม่ ต้องเรียนทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น
ในครั้งพุทธกาล ภิกษุที่อุปสมบทใหม่ทุกรูปต้องเรียนสิกขาบทข้อนี้ รู้จักเหตุเกิดของสิกขาบทและต้องเรียนธรรม
 
พระครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ ควรต้องสอนสิกขาบทนี้ ที่มาของสิกขาบทนี้ ให้ภิกษุนวกะ และภิกษุผู้บวชนานได้ทราบทุกรูป
ปัจจุบัน ภิกษุวัดไหน พระครูอุปัชฌาย์รูปใด จะสอนหรือไม่สอนพระนวก ลูกศิษย์ของท่านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

                   สิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๓ มีรายละเอียดธรรม คืออานาปานสติ
                   อานาปานสติในพระวินัยปิฎก 
                   อานาปานสติ ๑๖ ขั้น
             (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
                   เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
             (๒) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น
                   เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น
             (๓) สำเหนียกว่า จะรู้ชัดกองลมทั้งปวง หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะรู้ชัดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า
             (๔) สำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจเข้า
             (๕) สำเหนียกว่า จะรู้ชัดปีติ หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะรู้ชัดปีติ หายใจเข้า
             (๖) สำเหนียกว่า จะรู้ชัดสุข หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะรู้ชัดสุข หายใจเข้า
             (๗) สำเหนียกว่า จะรู้ชัดจิตตสังขาร หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะรู้ชัดจิตตสังขาร หายใจเข้า
            (๘) สำเหนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจเข้า
             (๙) สำเหนียกว่า จะรู้ชัดจิต หายใจออก
                   สำเหนียกว่า จะรู้ชัดจิต หายใจเข้า
             (๑๐) สำเหนียกว่า จะยังจิตให้บันเทิง หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะยังจิตให้บันเทิง หายใจเข้า
             (๑๑) สำเหนียกว่า จะตั้งจิตมั่น หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะตั้งจิตมั่น หายใจเข้า
             (๑๒) สำเหนียกว่า จะเปลื้องจิต หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะเปลื้องจิต หายใจเข้า
             (๑๓) สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง หายใจเข้า
             (๑๔) สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า
             (๑๕) สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความดับไป หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข้า
             (๑๖) สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสลัดเสียได้ หายใจออก
                     สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสลัดเสียได้ หายใจเข้า”
พระบัญญัติ (ปาราชิกข้อที่ ๓) 
             [๑๖๗] ก็ ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตรา
อันจะพรากกายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

อ้างอิง https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_read.php?E=&B=1&A=3863&w=%CD%D2%B9%D2%BB%D2&option=2

ผู้รวบรวม นำภาพอักษร จากความคิดเห็น ที่ https://pantip.com/topic/40009912/comment21
               ในความคิดเห็นดังกล่าวนั้นผู้ที่เขียนความคิดเห็นได้คดลอกบันทึกคำพูดของสุจินต์ไว้ดังในภาพ


                           ผู้ที่ศึกษาพระวินัยปิฎกจริง จะรู้ว่า ภิกษุทุกรูปต้องเรียนสิกขาบท เรียนธรรม ไม่มีข้อยกเว้น 

                          คำว่า ใช้อานาปานสติได้อธิบายไว้แล้วในกระทู้ https://pantip.com/topic/41736402
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่