JJNY : ‘คนส.’ประณาม|‘แอมเนสตี้’จี้หยุดใช้กำลังปราบผู้ชุมนุม|ทักษะอังกฤษ ไทยรั้งท้ายแพ้เมียนมา-เขมร|ผู้ว่าฯแบงก์ชาติเตือน

‘คนส.’ ประณาม สลายม็อบถึงขั้นตาบอด รบ.ประยุทธ์ ไม่ให้เกียรติปชช. จี้ ‘ยุติคดี’ เยียวยาทันที ลากจนท.มาลงโทษ
https://www.matichon.co.th/politics/news_3683063
 
 
‘คนส.’ ประณาม รบ.ประยุทธ์ สลายม็อบจนตาบอด ขัดหลักสากล ไม่เคารพสิทธิ-ให้เกียรติปชช.จี้ยุติคดี เยียวยาทันที ลากจนท.มาลงโทษ
 
สืบเนื่องกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 เมื่อวานนี้ ที่หัวมุมถนนดินสอ เขตพระนคร ภายหลังผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากลานคนเมือง ไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเจ้าหน้าที่สลายด้วยวิธีการไล่กระทืบ ยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงถูกยิงที่เบ้าตา พร้อมจับกุมอย่างน้อย 25 ราย ไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง นั้น
 
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ ขอประณามรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้กำลังและความรุนแรงอย่างเกินกว่าเหตุเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในช่วงเช้าถึงเที่ยงของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 บริเวณถนนดินสอใกล้ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร
 
โดยมีเนื้อหาความว่า
 
การสลายการชุมนุมในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งแถวและตั้งเครื่องกีดขวางอย่างเข้มข้น เพื่อขัดขวางการเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือต่อผู้นำ APEC ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ของกลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 ตั้งแต่เมื่อเริ่มออกเดิน จากนั้นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เริ่มจับกุมตัวประชาชนที่เข้าใกล้แนวกั้นของตำรวจ โดยมีการลากดึงตัวประชาชนเหล่านั้นทั้งหญิงและชายไปขึ้นรถคุมขัง ระหว่างนั้นตำรวจใช้เครื่องเสียงประกาศยั่วยุผู้ชุมนุมตลอดเวลาและได้ยิงกระสุนยางในระยะประชิดใส่ผู้ชุมนุมในช่วงชุลมุน กระทั่งในช่วงเที่ยงขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังนั่งพักรับประทานอาหาร คฝ.ได้เข้าสลายการชุมนุม โดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง ที่ฉีดน้ำดับเพลิง และมีการบุกเข้าจับกุม กระทืบ ลากตัวผู้ชุมนุม รวมจำนวนผู้ถูกจับ 25 คน และมีประชาชนรวมทั้งสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บต้องนำส่งโรงพยาบาล บางรายเลือดออก บางรายหมดสติ ที่สำคัญคือมีนักกิจกรรมที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดรายหนึ่งถูก คฝ. ยิงด้วยกระสุนยางเข้าที่ดวงตาจนตาบอด 1 ข้าง

อนึ่ง การชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้ของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งในกรณีนี้คือการแสดงไม่เห็นด้วยต่อการพัฒนาตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ภายใต้รูปโฉมของเศรษฐกิจแบบ BCG   ที่จะยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อการสร้างความมั่งคั่งของกลุ่มทุน นำมาสู่การฉกฉวยแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากประชาชนไปอย่างไม่ชอบธรรมและแนบเนียนมากขึ้น  ผู้ชุมนุมได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าแล้ว และมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง
 
การใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุของ คฝ.นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพ ผิดหลักสากลในการควบคุมฝูงชน สะท้อนเห็นว่ารัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหาร ไม่เคยให้เกียรติประชาชน ไม่เคยเคารพสิทธิประชาชน และ ไม่เคยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนเลย
 
แม้ตอนนี้ผู้ถูกจับจะได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจะต้องยุติการดำเนินคดีต่อผู้ถูกจับกุมทุกรายจากการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ทันที และต้องเยียวยาชดเชยความเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเพียงพอและรวดเร็ว รวมทั้งผู้สั่งการสลายการชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายประชาชนต้องรับผิดชอบและต้องถูกลงโทษจากการใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุในครั้งนี้


 
‘แอมเนสตี้’ จี้หยุดใช้กำลังปราบผู้ชุมนุม- ‘อานนท์’ ลุยแจ้งความเอาผิดคฝ.
https://www.dailynews.co.th/news/1698782/
 
"แอมเนสตี้" จี้รัฐบาลหยุดใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงระหว่างการประชุมเอเปค "ทนายอานนท์" นัดบ่าย 2 โมง ไปแจ้งความเอาผิดเจ้าหน้าที่ คฝ. ใช้ความรุนแรง ที่โรงพักสำราญราษฎร์ 
 
สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ต่อ “กลุ่มราษฎรหยุดAPEC2022” บริเวณถนนดินสอ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 9 คน ในจำนวนนั้นเป็นสื่อมวลชน 4 คน และมีผู้ชุมนุม 25 คนถู กจับกุม และถูกนำตัวไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งไม่ใช่สถานีท้องที่ โดยตำรวจแถลงว่ามี “ตำรวจ คฝ.” ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 นาย

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 19 พ.ย. นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานสากลตามที่กล่าวอ้าง แทนที่จะอำนวยความสะดวกในการจัดการชุมนุม กลับสลายการชุมนุมที่รุนแรง โดยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ มุ่งเป้าเพื่อการปะทะและการจับกุมผู้ชุมนุม ถือเป็นการละเมิดการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ และเป็นการปิดปากผู้เห็นต่าง
 
“ผู้ชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือรุนแรงใดๆ แต่กลับได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการกระทำของตำรวจ มีผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บจากการถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา มีสื่อมวลชนที่ถูกทุบตี ได้รับบาดเจ็บ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ใส่ปลอกแขนสื่อมวลชน และแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพราะพวกเขากล้าที่จะใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ”

ทางการต้องยกเลิกข้อกล่าวหาและปล่อยตัวผู้ชุมนุมโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข ในส่วนของการควบคุมการชุมนุม ทางการไทยควรเคารพ คุ้มครองและประกันการใช้สิทธิมนุษยชนของผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วม รวมทั้งมีมาตรการรับมือและป้องกันความเสี่ยงต่างๆ โดยไม่ใช้ความรุนแรง และยังต้องประกันความมั่นคงปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ผู้สังเกตการณ์การชุมนุม และประชาชนทั่วไปที่ร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมด้วย เราขอเรียกร้องทางการไทยให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตน และอำนวยความสะดวก ในการใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ทางการไทยต้องอนุญาตให้ผู้ชุมนุมโดยสงบ สามารถแสดงความคิดเห็นของตน โดยต้องไม่ทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มมากกว่านี้
  
ทั้งนี้ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และมาตรฐานการใช้กำลังตำรวจควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องหาทางหยุดยั้งและแยกตัวบุคคลที่กระทำความรุนแรงออกไป แต่ต้องไม่ไปขัดขวางบุคคลอื่นที่ยังต้องการชุมนุมโดยสงบต่อไป ตำรวจอาจใช้กำลังได้เป็นแนวทางสุดท้าย เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เฉพาะเมื่อจำเป็นแก่การปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเอง การใช้กำลังควรมุ่งที่การยุติความรุนแรง และให้ใช้ได้ในลักษณะที่จำกัดอย่างยิ่ง โดยมุ่งลดอาการบาดเจ็บและมุ่งรักษาสิทธิที่จะมีชีวิตรอด
 
สำหรับการชุมนุมของ “ราษฎรหยุดAPEC2022” จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมเอเปค โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ยกเลิกนโยบาย BCG พล.อ.ประยุทธ์ 
จันทร์โอชา ต้องยุติบทบาทการเป็นประธานในการประชุมเอเปค เนื่องจากไม่มีความชอบธรรม และจะต้องยุบสภาอีกทั้งเปิดให้มีการเลือกตั้ง
 
ทางด้าน นายอานนท์ นำภา ทนายความได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความระบุว่า
 
วันนี้ (19 พ.ย.) เวลา 14.00 น. ผมกับพวกพร้อมทนายความจะเดินทางไปกล่าวโทษ เอาผิดเจ้าหน้าควบคุมฝูงชนทุกระดับชั้น ที่มีส่วนใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมบริเวณถนนดินสอวันนี้ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ในทุกมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนเราต้องไม่เจ็บฟรี คนผิดต้องถูกลงโทษ!!! 14.00 น. เจอกันที่ สน.สำราญราษฎร์ (พื้นที่เกิดเหตุ)


 
ผลสำรวจเผย ทักษะภาษาอังกฤษทั่วโลก ไทยรั้งท้ายระดับต่ำมาก แพ้เมียนมา-เขมร
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7373210
 
ไหวมั้ยไทยแลนด์! ผลสำรวจเผย ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลก ไทยรั้งท้ายระดับต่ำมาก แพ้เมียนมา-เขมร แถมรองบ๊วยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
เว็บไซต์ EF เป็นองค์กรนานาชาติที่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอบรมภาษา การเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และหลักสูตรการศึกษาเชิงวิชาการเพื่อช่วยเปลี่ยนความฝันให้เป็นโอกาสสำหรับคนทุกวัยและทุกเชื้อชาติ ซึ่งมีหลายหลักสูตรตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา
 
ล่าสุด องค์กรได้ออกมาเผยอันดับประเทศและภูมิภาคที่ใช้ทักษะภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดโดยอ้างอิงจาก 2.1 ล้านคนและ 111 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนำคะแนนมาแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษคล่องและมีประสิทธิภาพในระดับสูงมาก, ระดับสูง, ระดับปานกลาง, ระดับต่ำและระดับต่ำมาก
 
ผลปรากฏว่า ประเทศที่คะแนนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับสูงมากนำมาเป็นอันดับ 1 คือ เนเธอร์แลนด์ ตามมาด้วยสิงคโปร์ ออสเตรีย นอร์เวย์ และเดนมาร์ก ซึ่งประเทศสิงคโปร์เป็นชาติเดียวจากทวีปเอเชียที่ติดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษระดับสูงมาก
  
หากจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะในทวีปเอเชีย พบว่า สิงคโปร์อยู่อันดับ 1 ด้วย 642 คะแนน ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 578 คะแนน มาเลเซีย 574 คะแนน ฮ่องกง 561 คะแนน เกาหลีใต้ 537 คะแนน ส่วนทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยจัดอยู่ 4 อันดับรั้งท้ายด้วย 423 คะแนน ซึ่งมีผลคะแนนน้อยกว่าเวียดนาม (คะแนน 502) เมียนมา (437 คะแนน) และกัมพูชา (434 คะแนน)
 
ประเทศไทยนั้น ติดอันดับที่ 97 จาก 111 ประเทศทั่วโลก จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพในระดับต่ำมาก เป็นอันดับที่ 21 จาก 24 ของทวีปเอเชีย ตามรายงานภูมิภาคที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับต่ำ คือ ภาคกลาง ส่วนภาคอื่น ๆ นั้นถูกจัดอันดับที่ทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก
  
ซึ่งจังหวัดที่ถูกสำรวจว่ามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษได้ในประเทศไทยคือ นนบุทรี (คะแนน: 486) กรุงเทพฯ (คะแนน:483 ) เชียงใหม่ (คะแนน:457 ) พัทยา (คะแนน:445 ) ขอนแก่น (คะแนน: 438) ภูเก็ต (คะแนน:430 ) และอุดรราชธานี (คะแนน:412 ) โดยกลุ่มอายุที่มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดีที่สุดในประเทศไทยคือ กลุ่มอายุ 26 – 30 ปี
 
อย่างไรก็ตาม ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในประเทศไทยเคยอยู่ในระดับต่ำในช่วงปี 2560 (อันดับ 53 จาก 80) และปี 2561 (อันดับ 64 จาก 88) ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ ในปี 2562 (อันดับ 74 จาก 100) ปี 2563 (อันดับ 89 จาก 100) และ ปี 2564 (อันดับ 100 จาก 112)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่