ผจญภัยป่าสาละวิน ตอนที่ 5


ผจญภัยป่าสาละวิน ตอนที่ 5

ล. วิลิศมาหรา

เมื่ออยู่ด้วยกันสองคน พรานเยี่ยมจึงบอกกับสหายถึงการปรากฏตัวของสาให้เพื่อนรับรู้ไปด้วยกัน

“เอ็งรู้มั้ย ตอนข้ากำลังอาบน้ำอยู่ที่ลำธาร ข้าได้เจอกับวิญญาณของสาด้วย เธอเป็นนางตานีอยู่ที่ดงกล้วยตรงน้ำตกนั่น เธอออกมาให้ข้าเห็น” 

“จริงเหรอวะ มิน่าล่ะ ข้ารู้สึกว่าแถวน้ำตกมีอะไรแปลก ๆ อยู่ สายอมปรากฏตัวให้แกเห็น แสดงว่าเธอต้องการอะไรจากเอ็งหรือเปล่า” พรานถมถึงกับปล่อยก้อนข้าวเหนียวลงในถาดสำรับ ทำตาโต อุทานถามเพื่อน พรานเยี่ยมส่ายหน้า 

“เธอแค่มาบอกว่า เราเอากล้วยของเธอติดตัวมา เธอจึงตามเราไปได้ทุกที่ เจ้านกเค้าแมวตัวนั้นมันมีวิญญาณของเธอสิงสู่อยู่ แล้วสาก็เอาดอกกล้วยไม้ป่าให้ข้าเก็บไว้ดอกหนึ่ง บอกว่าเป็นดอกประจำตัวของเธอ ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่บ้านเธอ ให้ข้าเอาดอกไม้นี้ออกมา แล้วเธอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา”

เขาล้วงดอกกล้วยไม้ที่ตนเองก็ไม่รู้จักว่ามันคือดอกอะไร ออกมาจากถุงย่ามที่วางข้างตัว มันเป็นดอกกล้วยไม้สีม่วงอมแดง ที่กลีบดอกดูไม่บอบบางเหมือนดอกกล้วยไม้ทั่วไป และทันทีที่พรานเยี่ยมล้วงมันออกมาพ้นปากถุงย่าม กลิ่นหอมของมันก็ฟุ้งตลบเข้าจมูก เขารีบเก็บมันใส่ไว้ในถุงย่ามตามเดิม ด้วยเกรงว่าลุงคำมาจะมาเห็นเข้า แล้วอาจสะเทือนใจที่เห็นดอกไม้ที่ลูกชอบ และคิดว่าสาเองก็คงจะไม่อยากให้พ่อรู้ถึงเรื่องที่เธอออกมาปรากฏตัวให้เขาเห็น

“จะมีเรื่องร้ายอะไรขึ้นอีก หรือไอ้พวกที่ปล่อยควายอาคมมา มันรู้ว่าบ้านของลุงคำมาอยู่ที่นี่ มันอาจจะเป็นพวกเดียวกันกับที่ยิงสาตาย แล้วจะกลับมาแก้แค้นลุงคำมากับสาย”

“เป็นไปได้ เพราะสายบอกว่าลุงคำมาฆ่าไอ้พวกนั้นตาย แสดงว่าแกเองก็ร้ายไม่เบา แล้วพวกมันอาจจะรู้ว่าเป็นฝีมือแก”

“ร้ายไม่ร้ายก็เข้ามาอยู่ในป่าได้เป็นปี ๆ ลุงแกไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่ข้าชักเป็นห่วงสองพ่อลูกคู่นี้เสียแล้ว ไอ้พวกกองทัพมดมันกลับมาใช้เส้นทางนี้อีก ถ้าเป็นอย่างที่เอ็งว่า ลุงคำมากับสายก็จะตกอยู่ในอันตราย คนแก่คนเดียวกับปืนแก๊ปของแก จะเอาอะไรไปสู้กับไอ้พวกนั้นได้”

“ถ้างั้นเราลองชวนแกให้ย้ายออกจากป่าไปอยู่ที่หมู่บ้านเราดีไหมวะ” พรานเยี่ยมพลอยนึกเป็นห่วงสองพ่อลูกไปด้วย 

“ดีสิ เดี๋ยวข้าจะยกสำรับไปให้สายในครัว แล้วจะช่วยเธอล้างจานชาม ระหว่างนั้นจะลองถามเธอว่าเห็นด้วยกับเราสองคนหรือเปล่า ถ้าเห็นด้วยก็จะให้เธอลองชวนพ่อเธอดู”

พรานเยี่ยมพยักหน้าให้เพื่อน คนทั้งสองเมื่อกินข้าวอิ่มหนำสำราญกันแล้ว พรานถมก็ยกสำรับขึ้นไปให้สายที่ครัวไฟท้ายกระท่อม

และที่ในครัวไฟนั้นเอง เขาเห็นสายกำลังนั่งเก็บกวาดทำความสะอาดเครื่องครัวอยู่ เมื่อเห็นเขายกสำรับมา เธอก็ส่งยิ้มให้ รับสำรับมาจัดแจงนำถ้วยชามไปล้างทำความสะอาด พรานถมลงนั่งข้าง ๆ เธอ มองดูร่างงามที่จัดการทำความสะอาดเครื่องครัวอย่างกระฉับกระเฉง เขาช่วยหยิบจับจานชามที่เธอล้างเสร็จแล้วเอามาเก็บ พลางชวนคุยถึงเรื่องความเป็นอยู่ของเธอในป่า ก่อนจะวกมาถามหยั่งเชิงดู

“สายไม่อยากจะออกจากป่าไปอยู่ข้างนอกบ้างเหรอจ๊ะ” ถามเธอด้วยดวงตาเป็นประกาย บ่งบอกถึงความในใจที่อยากชักชวนเธอไปร่วมชีวิตคู่ด้วย ดวงตาคมของสายส่อประกายบางอย่างออกมาแวบหนึ่ง เธอยิ้มบาง ๆ ตามเคย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้า ๆ พิกล

“สายมีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่จ้ะพี่ถม” เธอบอกเสียงเบา หลบตาเขาลงมองต่ำ ท่าทางของเธอทำให้พรานถมคิดไปว่า เธอกับพ่อคงจะมีปัญหาเกี่ยวกับการที่แม่ของเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผีกะ แม้ว่าแม่เธอจะตายไปแล้ว ก็คงกลัวจะถูกครหาว่าเป็นทายาทของผีกะไปด้วยอีก จึงยิ้มให้กำลังใจ 

“สายคงกลัวจะถูกขับไล่เหมือนที่บ้านขุนน้ำรินใช่ไหมล่ะ แต่อย่ากลัวไปเลย มีพี่อยู่ทั้งคน แล้วที่นั่นก็มีหมอคาถาที่มีวิชาปราบผีกะ แกเป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่กล่าวหาใครสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าสายกับพ่อไปอยู่ที่นั่น พี่กับไอ้เยี่ยมขอเอาหัวเป็นประกัน จะไม่ให้ใครมารังแกสายกับพ่อได้”

สายยังคงส่งยิ้มน้อย ๆ มาให้ เธอเอ่ยขอบคุณเขาเสียงแผ่ว พรานถมเอื้อมมือไปแตะที่หลังมือเธอ สองหนุ่มสาวสบสายตากันนิ่ง ต่างรับรู้ถึงเยื่อใยที่เริ่มสืบสานผูกพันกัน

“ขอฉันคิดดูก่อนนะจ๊ะ แล้วยังไงจะลองพูดกับพ่อดูจ้ะ เอ้อ...พี่ลงไปพักผ่อนข้างล่างเถอะ ทางนี้เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง” 

ในที่สุดเธอก็ตัดบทเสียงอ่อน เป็นเชิงบอกทางอ้อมว่าไม่งาม ที่หญิงชายจะมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองในเวลาใกล้ค่ำ พรานเยี่ยมหัวใจพองโต เมื่อได้ยินเธอบอกจะเอาสิ่งที่เขาเสนอไปหารือกับพ่อดู จึงไม่อิดออดให้เธอรำคาญใจอีก รีบออกจากครัวไฟไป ท่ามกลางสายตาที่มองตามหลังเขาอย่างนึกหนักใจของสาย

แล้วค่ำคืนบนแคร่ไม้ใต้ถุนกระท่อม กลางป่าดงพงพีของสองพรานก็คืบคลานมาถึง ทั้งคู่ออกมาก่อกองไฟไว้ใกล้แคร่ นั่งคุยกันข้างกองไฟด้วยเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจหลายอย่าง พรานถมบอกให้เพื่อนเอาผลกล้วยที่ยังไม่สุกงอม มาปิ้งไฟเป็นเสบียงไว้อีก พรานเยี่ยมล้วงผลกล้วยจากถุงเสบียงออกมาปิ้ง เขาเอาดินเหนียวมาพอกกล้วยที่เคยปิ้งไว้แล้วก่อนหน้า เพื่อทำเป็นเครื่องราง พลางอธิษฐานในใจให้วิญญาณของสาเข้ามาสถิต

“เอ็งกำลังคิดจะให้นางตานีมาอยู่กับเอ็งสิท่า ใช่ไหมล่ะ” พรานถมเห็นเพื่อนทำแบบนั้นก็รู้ทัน ทักไปว่า

“อืม...ข้ารู้สึกว่าถ้ามีสามาอยู่ด้วย เราจะปลอดภัยจากอันตรายในป่ามากขึ้น” พรานเยี่ยมยอมรับตามตรง เขาบรรจงหย่อนก้อนดินเหนียวหุ้มกล้วย ใส่ไว้ในถุงย่ามของขลังของตนเอง พรานถมฟังแล้วก็เกิดอยากรู้ว่าหน้าตาของสาจะเป็นอย่างไร จะสะสวยเหมือนน้องสาวหรือไม่ จึงถามเพื่อนดู

“นี่ ไอ้เยี่ยม ข้าถามหน่อยสิ ระหว่างสากับสายใครสวยกว่ากันวะ” พรานเยี่ยมชำเลืองมองหน้าเพื่อน แล้วหัวเราะหึ หึ ในลำคอ

“หน้าตาเธอคล้ายกัน สวยคนละแบบ”

“ท่าทางเอ็งจะแอบชอบนางตานีเข้าแล้วหรือเปล่า อย่านะเว้ย...โบราณเขาว่า ถ้าใครเกิดไปเสน่หานางตานีเข้า คน ๆ นั้นจะซวยเอา”

พรานถมรีบพูดดักเพื่อน พรานเยี่ยมหัวเราะเบา ๆ ในลำคอตามเคย เขาไม่ตอบ เรื่องบางอย่างต้องแล้วแต่พรหมลิขิต หากพระพรหมท่านลิขิตมาแล้ว ให้เขาได้เป็นคู่กับนางตานีจริง เขาเองก็ไม่คิดจะหลบหลีก

“สนใจแต่สายเหอะวะ ไอ้ถม เรื่องของสากับข้าจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมันเถอะ” เขาพูดเลี่ยงไปทางอื่น แล้วหันไปมองข้างบนบ้าน ซึ่งสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ลุงคำมาแกผลุนผลันขึ้นบ้านไป แกก็ไม่ลงจากบ้านมาให้เห็นอีกเลย

“สายบอกจะเอาเรื่องที่ข้าชวนไปอยู่ข้างนอกไปหารือกับลุงคำมา” พรานถมมองตามเพื่อน พึมพำออกมาอย่างมีความหวัง

“มันคงไม่ง่ายนักหรอกนะ ดูท่าทางลุงแกแล้ว แกคงคิดจะยึดเอาป่าเป็นเรือนตาย ตามประสานายพรานนั่นแหละ แล้วอีกอย่างแกก็อยู่มานาน ถ้ามีไอ้พวกอันธพาลเข้ามา แกก็คงใช้ความชำนาญป่าของแก จัดการกับพวกมันได้ไม่ยาก ไม่งั้นแกไม่อยู่มาจนป่านนี้หรอก แต่ก็ไม่แน่ แกอาจอยากให้สายได้ไปอยู่ในที่สบายมากกว่านี้อีกหน่อยก็ได้ ข้าเอาใจช่วยก็แล้วกัน”

“ถ้าสายเขาตอบตกลง ก็แสดงว่าเขาอยากจะอยู่กินกับข้า ถ้างั้นข้าก็จะออกจากป่าไปเลย ไม่เข้าไปในโป่งอีก แล้วเอ็งล่ะ จะยังไปโป่งอยู่ไหมวะ”

“เฮ้ย! อย่าเพิ่งคิดไปไกลขนาดนั้นเลยว่ะ เผื่อใจไว้มั่ง ลุงคำมาแกยังไม่ตอบตกลงเลย เอาแค่ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน พอเช้ามาค่อยว่ากันอีกที หากไม่มีอะไรคืบหน้า เราก็ต้องไปนั่งห้างที่โป่งกันต่อสิวะ”

พรานถมพอถูกเพื่อนพูดดักคอก็เลยยิ้มเจื่อน เขาเหลียวมองไปรอบตัว เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง จึงหันมาเปรยกับเพื่อน

“เอ...ไอ้เยี่ยม เอ็งสังเกตไหมวะ แถวบ้านลุงคำมาทำไมมันเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดเรไร ใบไม้สักใบไม่กระดิก”

พรานเยี่ยมแหงนมองท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ดวงโตลอยเด่น คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งตามคติความเชื่อของพรานป่าแล้ว มักจะบอกต่อกันมาว่า อาถรรพ์ป่าจะยิ่งทวีความแก่กล้ามากขึ้น

“ก็แถวนี้มันมีอาคมของลุงคำมาแกวางสะกดไว้อยู่ ทั้งไอ้พวกสัตว์ป่าหรือพวกผีป่าทั้งหลาย มันก็คงไม่กล้าเข้ามาใกล้ในบริเวณบ้านแกหรอก ลุงถึงบอกให้เรานอนพักได้อย่างสบายใจไงล่ะ ข้าว่าเราก็พากันเข้านอนเหอะวะ พรุ่งนี้เช้าถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะได้ออกเดินทางกันแต่เช้า”

พรานถมพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อน ทั้งคู่เกลี่ยกองไฟให้เหลือเชื้อเพลิงไม่มากนัก แล้วต่างก็พากันมุดมุ้งเข้านอน เพื่อหลับนอนพักผ่อนกันต่อไป

ซึ่งพองีบหลับไปไม่นาน พรานเยี่ยมก็หลับฝันถึงร่างอันงดงามของหญิงสาวกลางลำธารขึ้นมา ในความฝันอันแจ่มกระจ่างของตัวเอง พรานหนุ่มพบว่า เขากำลังนั่งอยู่บนโขดหิน จ้องมองสาที่กำลังเล่นน้ำอยู่ในแอ่งน้ำใสราวกระจกอย่างเพลิดเพลิน เธอหันมามองเขา ส่งยิ้มหวาน แล้วเดินลุยน้ำมาหา หยุดยืนอยู่ต่อหน้าก่อนจะวักน้ำสาดใส่ พลางร้องเรียกให้เขาลงมาเล่นน้ำด้วยกัน พรานเยี่ยมยิ้มกว้าง เขาลงจากโขดหิน ก้าวลงน้ำเข้าไปหาสา เขากับเธอวักน้ำสาดใส่กันไปมา ต่างหัวเราะเริงร่าเสียงดังอย่างสนุกสนาน และถัดออกไปไม่ไกล เขาก็เห็นมีร่างของพรานถมกับสายกำลังเล่นน้ำอยู่เช่นกัน หนุ่มสาวทั้งสี่ต่างหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข

พลัน! สาก็หยุดชะงักจากการสาดน้ำเล่น เธอจ้องมองไปทางเบื้องหลังของพรานเยี่ยม ก่อนจะหวีดร้องออกมา

“พี่เยี่ยม ระวัง! อันตราย”

เขียนได้เท่านี้ก็ต้องหยุดไว้ก่อน ขอตัวไปรีไร้ท์ 'ริษยารักข้ามภพ' ให้กับสำนักพิมพ์สีน้ำก่อนนะคะ ทางสำนักพิมพ์บอกข่าวมาว่า เจ้านางจะได้ไปอวดโฉมบนชั้นวางหนังสือในร้านหนังสือแล้วค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งเรื่องสั้น เรื่องเล่าสยองขวัญ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่