เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

Autumn in Pakistan ปากีสถานหน้าหนาว และใบไม้เปลี่ยนสี

สวัสดีครับ
              เดือนตุลาคม เป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี สำหรับหลายๆ พื้นที่ ในซีกโลกเหนือเส้นศูนย์สูตรนะครับ ทั้งในเอเชีย ยุโรป เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้มีโอกาสออกไปสัมผัสอากาศหนาวเย็น และใบไม้สีเหลือง สีแดง ที่ไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสมาหลายปี (โควิดเป็นต้นเหตุ ให้เราต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ) และเมื่อเวลามาถึง เรามีภูมิต้านทานที่น่าจะมากพอ ฤดูการท่องเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
              หลังจากรอมาหลายปี ในที่สุด ปีนี้ ผมได้มีโอกาสไปเที่ยว ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ปากีสถานกับเขาสักที หลังจากที่ได้ไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ มา 2 ครั้ง และ ฤดูร้อน อีก 2 ครั้ง ตื่นเต้นครับ เตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพเพิ่ม ถอยเลนส์ 14 มม. มาเสริม ถอยโดรนมาใหม่อีกลำ (DJI Mavic Mini 3 Pro) รวมถึงเสื้อกันหนาวใหม่ (ที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อหรอก แค่มันลดราคาและมีไซส์พอดี) 


              การเดินทาง ถูกจัดไว้ในช่วงววันที่ 21-31 ต.ค. 2565 ปีนี้ หลายท่านที่ไปก่อนหน้าผม สามารถนั่งรถผ่าน Babusar Pass ได้ ซึ่งมันลดระยะเวลาการเดินทางลงได้พอสมควร แต่กลุ่มผม น่าจะไปถึงช้าไป 2-3 วัน หิมะไม่รอเรา หิมะตกที่ Babusar Top อย่างหนัก และทำให้เส้นทาง Mansehra – Chilas (ผ่านทาง Naran, Babusar Pass) ต้องปิดก่อนที่เราจะเดินทางถึงเมือง Islamabad ครับ
              ทริปนี้ เริ่มต้นที่ไฟลท์ TG349 ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ  สู่สนามบินนานาชาติกรุง Islamabad ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง มีเรื่องที่ต้องบอกท่านผู้อ่าน 2 – 3 ข้อ ก่อนเดินทางนะครับ 1. ตอนนี้ เอกสารที่ต้องใช้ เหลือแค่ Passport, Visa, และสำเนาการจองตั๋วเครื่องบินขากลับของเรา ซึ่ง ขาเข้าเมือง ปากีฯ จะต้องส่งวีซ่า และหนังสือเดินทาง ให้เขาตรวจและลงนาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ฝั่งปากีสถานตรวจลงนามแล้ว ขอให้เก็บสำเนาวีซ่าไว้ให้ดีๆ ครับเราต้องแสดงให้เขาดูตอนจะกลับเมืองไทยด้วยครับ ส่วนสำเนาใบจองตั๋วขากลับ อันนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าสนามบินดู เขาถึจะให้เราเข้าไปในสนามบินได้ครับ.... เรื่องที่ 2 อยากให้เผื่อเวลาเดินทางเข้าไป Check In ด้วยนะครับ เพราะ Counter ของการบินไทย นั้น เปิดค่อนข้างน้อย และผู้โดยสารหลายๆ ไฟลท์ก็ค่อนข้างจะเต็มลำ แน่นอนล่ะ ว่าใช้เวลารอนานอยู่ครับ เอาเป็นว่า ถ้าไปเร็ว ไปหาอะไรกินรอข้างในจะอุ่นใจกว่านะครับ เรื่องที่ 3 นี่ก็เรื่องใหญ่อยู่ เมื่อไปถึงที่อิสลามาบัด ขอให้รีบเดินไป Imigration โดยด่วนครับ วันที่ผมไปถึง เป็นครั้งแรกที่มีคนต่างชาติเดินทางเข้าไปเป็นจำนวนมากกว่า 80% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดของเที่ยวบินนี้ ทีนี้ ทางปากีฯ จัดช่องทางการตรวจวีซ่า 1 ช่อง เท่านั้น และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเทียบกับระบบคอมฯ พอสมควร... ตรวจวีซ่าเสร็จ ก็ไปตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเท่าที่ได้ยินมา คนไทยกลุ่มสุดท้าย น่าจะต้องยืนอยู่ในแถวเพื่อรอตรวจ ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงเลยล่ะครับ ดังนั้น รีบไปรอนะครับ จะได้ไม่ต้องเสียวลารอในแถวนานๆ 
เมื่อรับกระเป๋าเรียบร้อย เราเดินออกมาพบกับไกด์ของเรา Maqsood คนเดิม ที่เพิ่มเติมก็คงเป็นผมที่เทาขึ้น ยืนยิ้มแฉ่ง รอเราอยู่... ทริปนี้ เรามากัน 17 คน รถตู้ 1 คัน รถบัส 1 คัน เป็นพาหนะของเราตลอดทริปนี้... คืนนี้ เรายังต้องนั่งรถต่ออีก 3-4 ชั่วโมง เพื่อไปนอนที่เมือง Besham ซึ่ง 4-5 ปีก่อน ยังไม่มี Motorway เราต้องใช้เวลา 1 วันเต็มๆ เพื่อให้ถึง Besham ครับ... ตอนนี้ สะดวกสบายขึ้น 1 วัน คณะเรา จะมีเวลาเที่ยวเพิ่ม 1 วัน จากเดิมที่ต้องนั่งรถ 4 วันเต็มๆ เราก็จะใช้เวลา 3 วัน จากการมีทางพิเศษ Motorway นี้... 
คืนแรก นอนที่ Besham Inn Hotel เป็นโรงแรมที่อยู่ติดแม่น้ำ ซึ่งมีความแปลกตรงที่ ชั้น 1 จะอยู่บนสุด และชั้นสองและสาม จะต้องเดินลงไปอีก 1-2 ชั้น ตามลำดับครับ... เช้าที่ Besham วิวแม่น้ำสวยงามดี อากาศค่อนข้างเย็น เราทานข้าวเช้า เวลา 8 นาฬิกา และออกเดินทาง เวลา 9 นาฬิกา มุ่งหน้าสู่เมือง Gilgit ผ่าน Karakorum Highway ครับ 
 
วันนี้ เราเจอจุด ปิดถนนเพื่อก่อสร้างและซ่อมทาง 3-4 จุด หากโชคร้าย อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการรอคอย ซึ่งเราน่าจะเสียเวลาราวๆ 2 ชั่วโมง สำหรับการรอเขาเปิดทางครับ (ภาพจุดรอทำถนน) ในที่สุด เราก็เดินทางถึงเมือง Gilgit เมืองหลวงของแคว้น Gilgit Baltistan ในเวลาราวๆ สองทุ่มครึ่ง



ในภาพข้างบนจะเห็นฝุ่นอยู่ตรงกลางภาพ อันนี้คือหินที่เขาระเบิดลงมาจากภูเขานะครับ.... เราหยุดรอเขาทำแบบนี้ 2-3 จุด หลังจากผ่าน Dasu ก่อนจะเข้า Chilas

         ถึง Gilgit ช่วงค่ำๆ กินข้าว และพักผ่อนจากความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งรถนานๆ กันครับ แต่... จากการที่ต้องนั่งรถอย่างยาวนานแล้ว วันนี้ชีวิตสู้กลับ ด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย เราต้องย้ายโรงแรมไป อีกแห่ง ใกล้ๆ กัน เพราะความผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย แต่ก็ต้องขอบคุณทางโรงแรมที่จัดหาที่พักใหม่ให้พวกเราทั้งคณะได้.... 
        เช้าวันที่ 3 ของการเดินทาง ผมกับภรรยาตื่นเช้า เลยเดินลัดลงไปริมแม่น้ำ Gilgit ซะหน่อย วิวแม่น้ำนี้ สวยงาม ผิดกับช่วงหน้าร้อน ที่น้ำเป็นสีโคลนเลยครับ... 

วันนี้เราเดินทางสู่เมือง Skardu กันครับ เอาจริงๆ แล้ว นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ไปเมืองนี้ด้วยครับ Skardu เป็นเมืองใหญ่อีกเมืองที่อยู่ในแคว้น Gilgit Baltistan ครับ ปลายสุดของเส้นทางไปเมืองนี้ ก็จะจบที่ชายแดน ปากีสถาน-อินเดีย แถวๆ Ladakh ล่ะครับ
เราออกจาก Gigit 9 โมงเช้า แวะราวๆ 4 จุด เราก็เดินทางมาถึง Upper Kachura Lake ในช่วงเวลาเย็นๆ เสียดายจังครับ แสงหมดแล้ว ถ่ายรูปไม่สวย... คืนนี้นอนแถวๆ Lower Kachura Lake แต่ไม่ใช่ Shangri La Resort นะครับ เอาแค่พอเสพวิวก็พอ ที่พักที่นั่นแพงมาก ช่วงกลางคืน หนาวมากเลยครับ เช้ามืด 


จุดนี้ มองไปทาง Junction Point นะครับ เห็นยอด Nanga Pharbat อยู่ไกล เป็นวิวที่สวยครับ แต่ จะให้ดี ควรจะมาถึงตรงนี้ก่อน 8 โมงเช้า

ใบไม้เปลี่ยนสี และสายไฟฟ้า มีคำกล่าวไว้ว่า คุณไม่สามารถจะหลบสายไฟฟ้าข้างทาง ที่ปากีสถานได้ มันคงเป็นเรื่องจริงครับ

จริงๆ ตรงนี้ก็แค่น้ำตกหลังห้องน้ำที่จุดพักรถ Midway หินทรายลายสวยงาม และพี่ท่านหนึ่งที่ร่วมทริปกับผม 

นี่คือ Upper Kachura Lake ในยามที่แสงหมดแล้ว


      เข้าวันที่ 4 เนื่องจากที่พัก ไม่ได้มุมที่สวยมากนัก การยืนบนดาดฟ้าของโรงแรม ยังมีโรงแรมอื่นบังอยู่ เราเลยต้องเปลี่ยนจากการถ่ายภาพในภาคพื้นดิน เป็นบินถ่ายแทน โดรน DJI Mavic Mini 3 Pro ทำงานได้ดีครับ ภาพสวยมาก คลิปก็สวย ควบคุมก็ง่ายดี เสียแต่มันเล็ก และอาจมีปัญหากับลมแรงๆ บ้าง แต่เมื่อเทียบกับความคล่องตัวในการพกพา ได้แบตที่อึด และบินได้นาน (Fly More Kit) ผมว่า มันคุ้มนะครับ 


ทีนี้ มาแอบส่องรีสอร์ทสุดหรู Shangri La Skardu กันบ้างครับ



เส้นทาง S-1 ที่เราเดินทางเข้าเมือง Skardu มีวิวที่สวยงามของแม่น้ำ Indus (สินธุ) เป็นฉากด้านข้าง และมันสวยจนต้องหยุดถ่ายรูป

          สายของวันนี้ เราเดินทางไป Safaranga Cold Desert ซึ่งจะต้องนั่งรถผ่านเมือง Skardu ไปอีกราวๆ 45 นาที เป็นทะเลทรายที่มีสันทรายสวยๆ หลบอยู่ด้านใน เราต้องนั่งรถจี๊ปเข้าไปครับ ใช้เวลาอยู่ในนั้น  รอบละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ถ้าอยู่นานกว่านั้น ผมว่าอาจจะไม่สบายจากแสงแดดที่แผดเผากับฝุ่นทรายได้ครับ... สันทรายที่นั่นสวยดีนะ ได้เอาโดรนขึ้นบิน ทำคลิปนิดๆ หน่อยๆ ดีงามครับ... 


หลังจากใช้เวลากันสักพักที่ Cold Desert กลุ่มสุดท้ายของเรามีปัญหา รถจี๊ปติดค้างอยู่กลางทะเลทราย 3 จาก 4 คัน (คาดว่าน้ำมันเกียร์เดือด และความร้อนขึ้นสูงครับ) กว่าจะกลับออกมาได้ครบ ก็ใช้เวลานานพอสมควร เราตัดสินใจ กลับโรงแรม เพื่อเอากระเป๋าเข้าห้องทานข้าวกลางวัน และให้บางท่านได้อาบน้ำ กับพักร่าง ตอนเย็น เรากะจะกลับไปเก็บภาพแสงเย็นริมแม่น้ำแถวๆ ทางเข้า Cold Desert กัน เกือบไม่ทันแล้วครับ เราได้รูปมานิดหน่อย จากนั้นก็กลับโรงแรม พักผ่อน กินข้าวเย็น 


เช้า ที่โรงแรม Mashabrum พื้นที่เพาะปลูกด้านหลังสวยงาม มีแสงแดดอ่อนๆ และหมอกที่ขึ้นจากพื้น และแน่นอน ภาพ และคลิปมุมสูงที่ได้นั้น มันว้าวมากจริงๆ 

เราออกเดินทางกันต่อ ไปยังจุดหมายปลายทางคือ Khaplu Valley ที่มี Khaplu Palace วังโบราณ ที่ปัจจุบัน ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นโรงแรมหรู 5 ดาว ชื่อ Serena Khaplu ครับ ระหว่างทางไป Khaplu มีจุดแวะถ่ายรูปสวยๆ หลายจุดเลยครับ แต่เนื่องจากเวลาที่มีค่อนข้างจำกัด เลยแวะได้ 2-3 จุดเท่านั้น 
จริงๆ อยากใช้เวลาให้นานกว่านี้นะครับ ถ้านอนที่ Khaplu ได้ ก็น่าจะได้ภาพสวยๆ อีกเยอะเลย กลับ Skardu ไปนอนที่เดิมครับ พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล ไป Passu
[img]https://f.ptcdn.info/930/078/000/rk
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่