ลูกหลานเราเปลี่ยนไป แทบทุกครอบครัว :
เดี๋ยวนี้เราสอน เราเตือนลูกหลาน ไม่ได้ผลแล้ว เพราะ เขามักจะโต้กลับว่า "รู้แล้ว รู้แล้ว" 👈
ผู้ใหญ่อย่างเรา ฟังแล้วตกใจ เปรียบเทียบกับสมัยเรายังหนุ่มสาวเมื่อผู้ใหญ่เตือนโดยทั่วไป เราตอบท่านว่า "ครับ" หรือ "ค่ะ" 👈
คือ ถ้ารู้แล้ว ก็จะได้แน่ใจ ถ้ายังไม่รู้ ก็จะได้รู้ ไม่มีใครตอบว่า "รู้แล้วๆๆ" อย่างในสมัยนี้ ยกเว้นครอบครัวที่ด้อยคุณภาพเท่านั้น
ผมไม่มีลูก มีแต่หลาน จากน้องสาว น้องชาย และญาติอื่นๆ ก็ยังได้ยินคำว่า "รู้แล้วๆๆ" อยู่บ้าง คุยกับลูกหลานสมัยนี้ ไม่สนุกเลย
คุยกับคนสมัยใหม่ ช่างเหนื่อยเสียจริง ถ้าไม่กลั่นกรองคำพูดให้ดี รับรองว่า ได้เสียใจ เด็กสมัยนี้ เขารู้สึกอย่างไร ก็จะพูดโพล่งไปทันที ไม่สนใจความรู้สึกของผู้ใหญ่
ผิดกับตอนที่ผมเป็นอาจารย์ ม. เกษตรศาสตร์ นิสิตที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ในวัยหนุ่มสาว
ผมสอนเรื่องชีวิต เรื่องสังคมให้เขาบ่อยๆ เขาตั้งใจฟังมากตั้งใจยิ่งกว่าเรียนวิชาการเสียอีก เช่น สอนว่าถ้าไม่ให้ชีวิตวิบัติ ในเรื่องการเงิน ก็ต้อง : "ไม่หุ้น ไม่กู้ ไม่ค้ำประกัน ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่ว"
เขาก็นำคำสอน ไปใช้ในชีวิต และ บอกผมว่า เขารอดปลอดภัยมาได้จากการทำตามคำสอนของผม
ในสมัยนี้ ถ้าสอนเขาว่า อย่าเล่นบิทคอยน์ บิทคับ เขาคงเถียงว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว” ไม่ฟังเรา แล้วคิดในใจว่า "ไอ้โง่เอ๋ย... โลกเขาไปกันถึงไหนแล้ว"🤔
คนอายุมาก จะมีประสบการณ์มากกว่า เพราะว่าเคยเห็น เคยผิดพลาดมาแล้ว จึงเป็นห่วง แล้วทำไม จึงเตือนกันไม่ได้
คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ มักจะเป็นคน
1.คิดตื้นชั้นเดียว 😟 ได้ฟังแล้ว มักไม่คิดมาก เชื่อเลย ไม่เฉลียวใจว่า เรื่องนี้มีอะไรซ่อนเงื่อนอยู่บ้าง ฉะนั้น ถ้าใครแต่งเรื่องให้ถูกใจ ก็เชื่อทันที
2.ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าทำอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี 😟 เช่น หญิงสาวเดินเปิดสะดือโชว์ ก็ไม่ต้องคิดว่า ควรหรือไม่ควร? คิดเพียงว่า ทำเพราะว่าอยากทำ และ ทุกคนมีอิสรภาพที่จะทำอย่างไรก็ได้ขนบธรรมเนียม แม้กฎหมายไม่สำคัญเท่า ความคิดของตน
3. ผลปัจจุบันสำคัญกว่าผลในอนาคต 👈 คนสมัยนี้ จึงไม่สนใจความยั่งยืน เลือกอาชีพที่รายได้มาก ไม่ต้องมั่นคงก็ได้ มีคู่ครองก็คิดอยู่กันชั่วคราว ถ้าไม่พอใจก็เลิกกันไป จะซื้อของก็ไม่ต้องคิดว่าจะใช้ได้ทน หรือไม่ เอาสวยไว้ก่อน เมื่อเสียแล้วจะมีอะไหล่ซ่อมได้หรือไม่ ไม่ต้องคิด
4.ไม่มีชาติ ไม่มีศาสนา มีตัวเองคนเดียวก็พอ ไม่ต้องมีเพื่อนแท้ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง 👈 โลกนี้ มีเขาเพียงคนเดียว อยู่ได้คนเดียว วันๆนั่งหน้างอ ไม่ยิ้ม ไม่พูดกับใคร ไม่ปรึกษาใคร เมื่อชีวิตผิดหวัง ก็ซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย
ฉะนั้น เราต้องทราบเรื่องของคนยุคใหม่ จะได้ทำใจถูก พูดได้ถูก และ ไม่ต้องหวังว่า จะฝากอนาคตประเทศชาติไว้กับพวกเขา
เพราะว่า เขาไม่มีชาติ ไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา ไม่ต้องการกฎหมาย ไม่ต้องการประเพณี มีแต่เขาคนเดียวในโลกของเขา ท่านผู้ใด มีลูกหลานผิดจากที่ผมกล่าว จงดีใจเถิดว่า "เทวดามาเกิด" ในตระกูลของท่าน🤣
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเป็นคน “รู้แล้ว รู้แล้ว” 👈ก็เกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่สำคัญที่หลายท่านช่วยกันหามามีดังนี้
👉 สื่อโซเชียล ทำให้เขาติดต่อกับคนเสมือนจริง ไม่มีตัวตนให้เห็นแต่ติดต่อสื่อสารกันได้ ทำให้เขาไม่ต้องการติดต่อคบหากับใคร
เขามีเพื่อนในอากาศอยู่มากมายแล้ว เขาจึงอยู่กับโทรศัพท์ได้นานโดยไม่สนใจผู้ใด
บุคลิก กลายเป็นคนเฉย หน้าเงียบหน้างอ ไม่สนใจใคร ไม่อยากพูดกับใคร นั่งกดโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ก็เป็นการพูดคุยแล้ว ถ้ามีใครมาถามอะไรเขา เขาจะหงุดหงิดใส่ทันที เพราะว่าทำให้เขาเสียเวลาต้องออกจากโลกโซเชียลมาคุยกับคนที่เขาไม่ได้ให้ค่า 🤫
ประการสำคัญ 😲 เขารู้เรื่องวิธีการใช้โทรศัพท์ ดีกว่าผู้ใหญ่มาก ผู้ใหญ่มักต้องพึ่งเขาในการใช้โทรศัพท์ ก็ยิ่งทำให้เขาคิดว่า ผู้ใหญ่โง่กว่าเขามาก ถ้าฉลาดกว่าเขา ก็ไม่ควรถามเขา จึงไม่ให้ค่าผู้ใหญ่
👉 การก่อเวรกรรม ทำผิดศีล 5 เป็นผลแห่งบาปทำให้มนุษย์อยู่กันอย่างไม่มีความสุข คนและสัตว์ ที่ถูกเบียดเบียนแล้วตายไป ก็อาจมาเกิดเป็นลูกหลานเพื่อทวงหนี้กรรมบาปก็เป็นไปได้ โดยทำให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ไม่สบายใจ
👉 สังคม มีแต่ความรีบเร่ง ไม่มีเวลาที่จะทำชีวิตให้ประณีต คนหนุ่มสาวไม่มีเวลาเอาใจผู้ใหญ่ ไม่มีเวลาที่จะทำความดีให้ใครเพราะว่าเวลารัดตัวเหลือเกิน การพูดจาไม่ต้องสุภาพ ไม่มีเวลาจะปั้นคำสุภาพ ไม่มีเวลาจะพูดจะทำตามสมบัติผู้ดี ไม่มีเวลาจะนึกถึงความทุกข์ของใคร ฯลฯ
4 สาเหตุนี้ก็เพียงพอ ที่จะทำให้ลูกหลานของเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นคน “รู้แล้ว รู้แล้ว” ถ้าเราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับเขา เราก็ต้องทำใจว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะว่ามันมีเหตุให้เป็นไป”
ท่านต้องยอมเสียเวลากลั่นกรองคำพูด ที่จะพูดกับเขาให้เหมาะสมที่เขาจะไม่ตอบท่านว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว” ท่านจะได้ไม่ต้องช้ำใจ น้ำตาตกใน ไม่ต้องเสียใจ ในความรักที่มอบให้เขา โดยที่เขาไม่ต้องการเลยสักนิดเดียว
เด็กเก่ง
เดี๋ยวนี้เราสอน เราเตือนลูกหลาน ไม่ได้ผลแล้ว เพราะ เขามักจะโต้กลับว่า "รู้แล้ว รู้แล้ว" 👈
ผู้ใหญ่อย่างเรา ฟังแล้วตกใจ เปรียบเทียบกับสมัยเรายังหนุ่มสาวเมื่อผู้ใหญ่เตือนโดยทั่วไป เราตอบท่านว่า "ครับ" หรือ "ค่ะ" 👈
คือ ถ้ารู้แล้ว ก็จะได้แน่ใจ ถ้ายังไม่รู้ ก็จะได้รู้ ไม่มีใครตอบว่า "รู้แล้วๆๆ" อย่างในสมัยนี้ ยกเว้นครอบครัวที่ด้อยคุณภาพเท่านั้น
ผมไม่มีลูก มีแต่หลาน จากน้องสาว น้องชาย และญาติอื่นๆ ก็ยังได้ยินคำว่า "รู้แล้วๆๆ" อยู่บ้าง คุยกับลูกหลานสมัยนี้ ไม่สนุกเลย
คุยกับคนสมัยใหม่ ช่างเหนื่อยเสียจริง ถ้าไม่กลั่นกรองคำพูดให้ดี รับรองว่า ได้เสียใจ เด็กสมัยนี้ เขารู้สึกอย่างไร ก็จะพูดโพล่งไปทันที ไม่สนใจความรู้สึกของผู้ใหญ่
ผิดกับตอนที่ผมเป็นอาจารย์ ม. เกษตรศาสตร์ นิสิตที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ในวัยหนุ่มสาว
ผมสอนเรื่องชีวิต เรื่องสังคมให้เขาบ่อยๆ เขาตั้งใจฟังมากตั้งใจยิ่งกว่าเรียนวิชาการเสียอีก เช่น สอนว่าถ้าไม่ให้ชีวิตวิบัติ ในเรื่องการเงิน ก็ต้อง : "ไม่หุ้น ไม่กู้ ไม่ค้ำประกัน ไม่เล่นการพนัน ไม่คบคนชั่ว"
เขาก็นำคำสอน ไปใช้ในชีวิต และ บอกผมว่า เขารอดปลอดภัยมาได้จากการทำตามคำสอนของผม
ในสมัยนี้ ถ้าสอนเขาว่า อย่าเล่นบิทคอยน์ บิทคับ เขาคงเถียงว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว” ไม่ฟังเรา แล้วคิดในใจว่า "ไอ้โง่เอ๋ย... โลกเขาไปกันถึงไหนแล้ว"🤔
คนอายุมาก จะมีประสบการณ์มากกว่า เพราะว่าเคยเห็น เคยผิดพลาดมาแล้ว จึงเป็นห่วง แล้วทำไม จึงเตือนกันไม่ได้
คนหนุ่มสาวในสมัยนี้ มักจะเป็นคน
1.คิดตื้นชั้นเดียว 😟 ได้ฟังแล้ว มักไม่คิดมาก เชื่อเลย ไม่เฉลียวใจว่า เรื่องนี้มีอะไรซ่อนเงื่อนอยู่บ้าง ฉะนั้น ถ้าใครแต่งเรื่องให้ถูกใจ ก็เชื่อทันที
2.ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าทำอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี 😟 เช่น หญิงสาวเดินเปิดสะดือโชว์ ก็ไม่ต้องคิดว่า ควรหรือไม่ควร? คิดเพียงว่า ทำเพราะว่าอยากทำ และ ทุกคนมีอิสรภาพที่จะทำอย่างไรก็ได้ขนบธรรมเนียม แม้กฎหมายไม่สำคัญเท่า ความคิดของตน
3. ผลปัจจุบันสำคัญกว่าผลในอนาคต 👈 คนสมัยนี้ จึงไม่สนใจความยั่งยืน เลือกอาชีพที่รายได้มาก ไม่ต้องมั่นคงก็ได้ มีคู่ครองก็คิดอยู่กันชั่วคราว ถ้าไม่พอใจก็เลิกกันไป จะซื้อของก็ไม่ต้องคิดว่าจะใช้ได้ทน หรือไม่ เอาสวยไว้ก่อน เมื่อเสียแล้วจะมีอะไหล่ซ่อมได้หรือไม่ ไม่ต้องคิด
4.ไม่มีชาติ ไม่มีศาสนา มีตัวเองคนเดียวก็พอ ไม่ต้องมีเพื่อนแท้ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง 👈 โลกนี้ มีเขาเพียงคนเดียว อยู่ได้คนเดียว วันๆนั่งหน้างอ ไม่ยิ้ม ไม่พูดกับใคร ไม่ปรึกษาใคร เมื่อชีวิตผิดหวัง ก็ซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย
ฉะนั้น เราต้องทราบเรื่องของคนยุคใหม่ จะได้ทำใจถูก พูดได้ถูก และ ไม่ต้องหวังว่า จะฝากอนาคตประเทศชาติไว้กับพวกเขา
เพราะว่า เขาไม่มีชาติ ไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา ไม่ต้องการกฎหมาย ไม่ต้องการประเพณี มีแต่เขาคนเดียวในโลกของเขา ท่านผู้ใด มีลูกหลานผิดจากที่ผมกล่าว จงดีใจเถิดว่า "เทวดามาเกิด" ในตระกูลของท่าน🤣
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเป็นคน “รู้แล้ว รู้แล้ว” 👈ก็เกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่สำคัญที่หลายท่านช่วยกันหามามีดังนี้
👉 สื่อโซเชียล ทำให้เขาติดต่อกับคนเสมือนจริง ไม่มีตัวตนให้เห็นแต่ติดต่อสื่อสารกันได้ ทำให้เขาไม่ต้องการติดต่อคบหากับใคร
เขามีเพื่อนในอากาศอยู่มากมายแล้ว เขาจึงอยู่กับโทรศัพท์ได้นานโดยไม่สนใจผู้ใด
บุคลิก กลายเป็นคนเฉย หน้าเงียบหน้างอ ไม่สนใจใคร ไม่อยากพูดกับใคร นั่งกดโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ก็เป็นการพูดคุยแล้ว ถ้ามีใครมาถามอะไรเขา เขาจะหงุดหงิดใส่ทันที เพราะว่าทำให้เขาเสียเวลาต้องออกจากโลกโซเชียลมาคุยกับคนที่เขาไม่ได้ให้ค่า 🤫
ประการสำคัญ 😲 เขารู้เรื่องวิธีการใช้โทรศัพท์ ดีกว่าผู้ใหญ่มาก ผู้ใหญ่มักต้องพึ่งเขาในการใช้โทรศัพท์ ก็ยิ่งทำให้เขาคิดว่า ผู้ใหญ่โง่กว่าเขามาก ถ้าฉลาดกว่าเขา ก็ไม่ควรถามเขา จึงไม่ให้ค่าผู้ใหญ่
👉 การก่อเวรกรรม ทำผิดศีล 5 เป็นผลแห่งบาปทำให้มนุษย์อยู่กันอย่างไม่มีความสุข คนและสัตว์ ที่ถูกเบียดเบียนแล้วตายไป ก็อาจมาเกิดเป็นลูกหลานเพื่อทวงหนี้กรรมบาปก็เป็นไปได้ โดยทำให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ไม่สบายใจ
👉 สังคม มีแต่ความรีบเร่ง ไม่มีเวลาที่จะทำชีวิตให้ประณีต คนหนุ่มสาวไม่มีเวลาเอาใจผู้ใหญ่ ไม่มีเวลาที่จะทำความดีให้ใครเพราะว่าเวลารัดตัวเหลือเกิน การพูดจาไม่ต้องสุภาพ ไม่มีเวลาจะปั้นคำสุภาพ ไม่มีเวลาจะพูดจะทำตามสมบัติผู้ดี ไม่มีเวลาจะนึกถึงความทุกข์ของใคร ฯลฯ
4 สาเหตุนี้ก็เพียงพอ ที่จะทำให้ลูกหลานของเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นคน “รู้แล้ว รู้แล้ว” ถ้าเราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับเขา เราก็ต้องทำใจว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะว่ามันมีเหตุให้เป็นไป”
ท่านต้องยอมเสียเวลากลั่นกรองคำพูด ที่จะพูดกับเขาให้เหมาะสมที่เขาจะไม่ตอบท่านว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว” ท่านจะได้ไม่ต้องช้ำใจ น้ำตาตกใน ไม่ต้องเสียใจ ในความรักที่มอบให้เขา โดยที่เขาไม่ต้องการเลยสักนิดเดียว