ซิ่วออกมาเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะเรียนอะไร เป้าหมายอาชีพในอนาคตก็ยังไม่มี

ผมอยากจะมาเล่าเรื่องราวชีวิตของผมหน่อย เผื่อจะมีใครให้คำตอบผมได้บ้าง เพราะในตอนนี้ผมมาถึงทางแยกที่ไม่รู้จะไปต่อทางไหนดี
    ผมอายุ18ปีเป็นdek65 ตอนนี้ซิ่ว กลับมาอยู่ที่บ้านได้เดือนนึงแล้ว แต่ก่อนอื่นผมอยากจะเล่าจุดเปลี่ยนในเหตุการณ์ชีวิตของผมในแต่ละครั้งให้ฟัง
ครอบครัวผมเป็มคนจังหวัดชุมพร ฝั่งพ่อเป็นชาวสวน ฝั่งแม่เป็นชาวประมง บ้านอยู่ห่างกันประมาณ 4 กม. ทั้งพ่อและแม่ผมก็เติบโตมาลำบาก ปัจจุบันพ่อและแม่ผมก็อายุเข้าเลข 5 แล้ว ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ผมเป็นข้าราชการ รายได้รวมต่อเดือนประมาณ 50,000 ต้องมาทำงานไกลบ้าน ที่ต้องขับรถเดินทางประมาณ 4 ชม. และเมืองนี้ก็กลายเป็นเมืองที่ผมใช้ชีวิตในการเติบโต
    วัยเด็กของผม ประมาณช่วง ป.1 ป.2 ผมเป็นคนผอมมาก จนญาติๆบอกพ่อแม่ว่าให้ลูกกินเยอะๆหน่อย คนสมัยก่อนก็ชอบให้ลูกหลานจ้ำม่ำมากกว่าผอมแห้ง แล้วมันก็เป็นจริงตามนั้น ป.2 ผมผอมกว่าป.1 กิโลนึง แต่ ป.3 ขึ้น 9 กิโล อาจเป็นเพราะช่วงปิดเทอมผมถูกส่งให้ไปอยู่บ้านญาติทุกปี เพราะพ่อแม่ต้องทำงาน บ้านญาติก็มีลูกพี่ลูกน้องเล่นด้วยกัน ผมกลายเป็นเด็กท้วมใส่แว่น มาดูรูปตัวเองสมัยก่อน ไม่อยากจะมองเลย55 มาดูดีตอนมัธยมเพราะร่างกายเริ่มยืด ผมสายตาสั้น สาเหตุมาจาก ตอนเด็กๆพ่อแม่ผมบอกว่า ผมชอบไปยืนเกาะทีวี ผมใส่แว่นตั้งแต่ ป.2 ประมาณ 8 ขวบ 
    ผมเป็นคนพูดน้อย ชอบอยู่เงียบๆคนเดียวเมื่อก่อน ปัจจุบันก็ดีขึ้นบ้างแล้ว ตอนอนุบาลครูบอกพ่อแม่ว่าบางทีผมก็ไม่พูดกับครู บางทีเพื่อนก็ล้อว่าเป็นใบ้ แต่ไม่มีปัญหาในการเข้าสังคมนะ เวลาครูให้เด็กๆทำกิจกรรมร่วมกัน ผมก็ทำได้ปกติ ตอนป.3 มีเพื่อนข้างบ้านย้ายมา เขาชวนคุยด้วย ผมก็เดินหนี ไม่รู้ทำไม อาจเพราะผมไม่เคยมีเพื่อนข้างบ้านวัยเดียวกัน แต่เราก็สนิทกันมากในภายหลัง ขนาดเข้าออกบ้านอีกฝ่ายเป็นปกติเลย แต่เรียนคนละโรงเรียน พอขึ้นมัธยม เราแทบไม่ได้เจอกัน ไม่ได้คุยกันเลย จนผู้ใหญ่เค้านึกว่าทะเลาะกัน แต่ไม่ใช่มันอาจเป็นเพราะผมยุ่งกับการเรียน ทำให้ไม่ค่อยได้เล่นได้เจอกัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวผมวัยเด็กถึงเป็นแบบนั้น แต่ปัจจุบันเวลาเจอก็ทักกันบ้าง แต่ไม่ได้สนิทมากเหมือนเมื่อก่อน
    เข้าสู่เรื่องสำคัญ วันนึงผมจัดข้าวของในบ้าน ไปเจอของของตัวเองในวัยเด็ก โดยถ้านับพวกเกี่ยวกับวิชาการ เกี่ยวกับคณิตประมาณร้อยละ80ได้ ตอนเด็กผมก็ไม่รู้หรอกว่าชอบคณิตรึเปล่า แต่ได้4มาตลอด แต่มันก็มีเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตผมเหมือนกัน คือ ตอนป.5 เพื่อนข้างบ้านชวนไปเรียนพิเศษด้วยกัน แม่ก็ให้ไป ผมไม่ได้ติดอะไร เป้นการเรียนพิเศษครั้งแรก เวลามีการบ้านจากโรงเรียน ที่เรียนพิเศษเรียกได้ว่าแทบจะทำการบ้านแทนเลย ผมก็ไม่ได้คิดอะไร จนที่โรงเรียนครูให้ทุกคนสอบวัดมุม ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง เลยวัดไม่เป็น ครูประจำชั้นถึงขนาดโทรไปหาที่เรียนพิเศษเลยเพราะรู้จักกัน นี่คือเหตุการณ์แรก ส่วนเหตุการณ์ที่สองผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กพูดน้อยแบบผมมีเพื่อนเป็นกลุ่มได้ยังไง แต่ละคนเป็นแถวหน้าของห้องทั้งนั้น อาจจะเพราะเกมและกีฬา ทำให้เราสนิทกัน จนกระทั่งขึ้นป.6 โรงเรียนที่ผมเรียนไม่ได้ใหญ่อะไรมาก มีแค่2ห้อง ปกติเวลาเลื่อนชั้นเหมือนเค้าจะสุ่ม แต่ตอนนั้นคือสอบเลือก เพื่อนๆกลุ่มป.5อยู่ห้องหนึ่ง ผมคนเดียวอยู่ห้องสอง ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนชีวิตผมมั้ย ผมก็ไม่ได้ขยันอะไรเป็นพิเศษ แค่ตั้งใจเรียนในสิ่งที่ครูสอน ใครมันจะไปเชื่อจากเด็กป.5ที่วัดมุมไม่เป็น กลายเป็นเด็กป.6ที่ได้เหรียญเงินคณิตศาสตร์ และได้ไปแข่งต่อระดับประเทศแต่ไม่ผ่าน 55 จำได้ดีเลยข้อสอบนานาชาติภาษาอังกฤษติดตา รอบแรกยังพอได้ รอบสองนี่ไม่เหลือ ตอนรับรางวัลหน้าเสาธง ครูป.5 มาทักแล้วบอกว่าตกใจไม่อยากเชื่อ 55
   จากเหตุการณืนั้นเรียกได้ว่าผมกลายเป็นหน้าตาของห้อง2เลย เวลาโรงเรียนมีงานอะไรโดนใช้ตลอด ไอที่ไปสอบแข่งครูห้อง2เขาแนะนำให้ครูห้อง1 ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่อีกครั้งครูห้อง1มาชวนอีกครัง ผมบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็ให้ลอง ผมก็เลยลอง สรุปได้เกียรติบัตรเฉยเลย ลืมไปตอนป.4ผมอ่อนอังกฤษมาก ผมเรียนพิเศษจนถึงป.6 แต่พอถึงช่วงใกล้จบ ก็เลิกเรียนเพราะยุ่งมาก แต่ก็ได้เกรด4 ตลอด2ปี
   จนกระทั่งขึ้นม.1 ผมก็สอบเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน เป็นอันดับ 2 ของจังหวัด ผมสอบเข้าห้องเรียนพิเศษ ได้อยู่ห้องคิง ซึ่งตอนประกาศคะแนนก็อยู่ประมาณกลางๆห้อง เจอเพื่อนกลุ่มตอนป.5ด้วย แต่ก็ไม่สนิทเหมือนเดิมแล้ว เป็นเพราะผมเข้ากับคนไม่เก่งด้วย แต่ได้เพื่อนสนิทมาคนนึง เป็นคนสมาธิสั้น พูดเยอะเข้ากับคนง่ายต่างกับผมเลย แต่นั่นแหละเมื่อมาเจอสังคมใหม่ ทำให้ผมเปลี่ยนไป ไม่ได้ขยันเหมือนตอนป.6 ได้ที่7นับจากท้าย เพื่อนสนิทได้ที่สุดท้ายเลย เวลากินข้าวก็นั่งกินกัน 2 คน พอขึ้นม.2 ห้องโครงการมี2ห้องเขาเรียงตามเกรด ผมและเพื่อนสนิทเลยโดนย้ายห้อง แต่ผมมีความสุขกว่าอยู่ห้องคิง ได้เจอเพื่อนตอนป.6ที่สนิทกัน  เกรดก็ประมาณ3.4-3.7 ถือว่าผมพอใจ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คณิตที่ได้4มาตลอด ได้79ขาดคะแนนเดียว ตอนม.3เทอมสุดท้าย ที่จริงมันเริ่มตั้งแต่ม.2แล้ว ได้80พอดีทั้งวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม ซึ่งครูที่สอนเป็นแม่เพื่อนที่รู้จักด้วย ไม่รู้ครูช่วยไว้รึเปล่า
   แล้วเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปมากที่สุดก็เกิดขึ้นเมื่อขึ้น ม.4 เพื่อนชวนสอบเข้าห้องโครงการซึ่งมีห้องเดียว แต่ผมขี้เกียจ เลยไม่สอบ เพื่อนสนิทผมสอบติดเลยไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เจอกันบ่อยเพราะผมเรียนสายวิทย์-คณิตทั่วไป ซึ่งต้องสอบเหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมติดศิลปินกลุ่มนึง พูดได้เลยว่าอ่านหนังสือสอบได้แปปนึง แวะไปฟังเพลง ดูยุทูปละ 55 ไม่รู้สอบติดได้ไง จนกระทั่งมีการสอบ นศท. ผู้ชายกับผู้หญิงห้องผม อัตราส่วนเป็น 1:2 พอดี เนื่องจากผมเป็นคนท้วม ตอนป.5 ป.6 นี่คือเล่นบาสเล่นบอลเป็นประจำเลย แต่พอขึ้นมัธยมคือหายไปเลย ทำให้ผมเป็นผู้ชายคนเดียวของห้องที่สอบไม่ติด เหลืออยู่3คน อีก2คนคือไม่ได้สอบ เวลาเรียนกลุ่มก็ต้องอยู่กับผู้หญิง เนื่องจากผมเป็นคนเรียกได้ว่าสันโดษ ชอบทำอะไรคนเดียว ตอนม.ต้น มาถึงโรงเรียน ไปหาที่นั่งที่มี เน็ตเล่นคนเดียว ไม่เคยไปหาหรือถามเพื่อนเลยว่าอยู่ตรงไหนกัน แต่ขึ้นม.ปลายห้องประจำอยู่ใกล้เสาธง ชั้น1 มีเน็ต หลังโฮมรูมก็ต้องมาห้องประจำ ตอนม.ปลายเวลาเช้าก็เลยเจอเพื่อน กิจกรรมพี่รหัส ผมไม่ได้สนเลย เลยถูกลงโทษ แล้วพี่รหัสก็ซื้อขนมเลี้ยงทีนึง พอผมเป็นพี่รหัสน้องรหัสถึงขั้นซื้อของให้ ก็ผมปฏิเสธไปแล้วว่าผมไม่สนอย่างกิจกรรมกีฬาสี รับน้อง ผมไม่ชอบและไม่สนเลย กิจกรรมใหญ่ๆที่ทำได้โดยไม่มีปัญหาก็น่าจะมีแต่จิตอาสา จุดเปลี่ยนสำคัญคือผมทำให้ตัวเองแย่ลง ได้เกรด2.89 ไม่ถึง3ครั้งแรกในชีวิต คณิตต่ำสุด 2.5 พ่อแม่ช็อกเลย ให้เรียนพิเศษผมก็ไม่เรียน แต่หลังจากนั้นเกรดก็ไม่ได้ดีขึ้นมาก ประมาณ3.2 แล้วกลับมาได้เกรด4คณิตทั้ง2วิชา ตอนม.6
    ม.6 เรียกได้ว่าเหตุการณ์สำคัญเหมือนกัน ตัวการคือโควิดเลย ไปรร.สลับวันตอนม.5 ม.6นี่ไปแบบนับครั้งได้เลย เรียนออนไลน์แค่ส่งงานครบ เช็คชื่อทุกครั้ง ผมได้3.9 มาแบบงงๆ พอมาถึงช่วงสมัครมหาลัย สมัครม.ไม่ไกลบ้าน คณะวิทย์ สาขาคณิต ผ่านรอบปกติ แต่ไม่ได้ทุน แถมเรียน3เทอม เลยยังไม่ยืนยันสิทธิ์ เลยสอบรอบ3 มาสอบที่ในเมือง เช่าโรงแรกยกกลุ่มรวมเพื่อนสนิทที่อยู่ห้องพิเศษด้วย รวม 7 คน ผมอ่านหนังสือจริงๆจังๆประมาณ2เดือนก่อนสอบ พออ่านไปเรื่อยๆ นิสัยขี้เกียจมันก็เริ่มกลับมา ผมตั้งใจจะเรียนสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ เพราะดูตัวเองชอบคณิต สาขานี้จบแล้วงานหลากหลาย เลยเลือกเพราะคิดแค่นั้น  ผมสอบ gat pat1,2 gatนี่ไม่เยอะเท่าไหร่ จะเน้นpat1 เพราะอันที่ผมเล็งไว้ใช้pat1ถึง80% ที่เหลือเป็นgat แต่แทบไม่ได้ฝึกโจทย์เลย ดูคลิปซะส่วนใหญ่ พอวันประกาศคะแนนนี่ช็อกเลย gat คือน้อย pat คือยังพอได้ กังวลว่าจะติดรึเปล่า เพื่อนก็ให้กำลังใจว่าพวกคะแนนสูงๆไปสายหมอ ยังไงก็ติด 55 เลือกไว้ 5 อันดับ สรุปติดจริง งงเลย เทียบคะแนนคนที่ผ่านคำนวณแล้วอยู่ระหว่าง 47-65 ผมได้ 52 ถือว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่
     วันเดินทางเข้ากรุงเทพ พ่อแม่ลางานไปอยู่ชุมพรเกือบอาทิตย์ แล้วเดินทางด้วยรถไฟนอนเข้ากรุงเทพ ผมไปก่อนม.เปิดเทอม1อาทิตย์ เพราะสาขามีกิจกรรมรับน้อง ผมกลัวไม่มีเพื่อน ก็เลยต้องไปก่อน ซึ่งเพื่อนสนิทรวมผมที่เรียนกรุงเทพมีทั้งหมด4คน 2คนที่เรียนม.เดียวกันเป็นเพื่อนที่เรียนที่เดียวกันตั้งแต่อนุบาล อีกคนเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักตอนม.ต้น เรียนคนละม. ผมขึ้นกรุงเทพมาคนแรก พ่อแม่มาอยู่2วันก่อนรับน้อง ช่วง2วัน น้าที่อยู่จังหวัดไม่ไกลกรุงเทพมาหา พาซื้อของเข้าหอ ผมต้องทำเรื่องพักหอในก่อนเพราะติดงานรับน้อง พอถึงวันที่ผมต้องอยู่คนเดียวพ่อแม่มาส่งที่ม. แล้วเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟ วันแรกเหมือนเค้าปรับพื้นฐาน บอกว่าต้องเจออะไรบ้าง ทำกิจกรรม แค่ช่วงแรกน้ำตาผมก็จะไหล ตลอดกิจกรรมผมอยากจะร้องประมาณ5ครั้ง เพราะคิดกังวลหลายๆเรื่องมากไป พอช่วงบ่ายเค้าติวเป็นวิชาเกี่ยวกับโปรแกรม ในหัวเป็น0เลย ปวดหัวมาก ทั้งห้องหลับกันหมด เค้าถามว่ามีใครเคยเรียนพื้นฐานมาบ้าง ทั้งสาขา140 คน ยกอยู่ 4 คน สี่โมงเสร็จกิจกรรมผมเดินกลับหอ เหมือนคนไร้เรี่ยวแรง รีบกลับไปอาบน้ำพักผ่อน อยากจะร้องก็ร้องไม่ออกแล้ว ต้องเปิดเพลงช่วยแต่ก็ร้องนิดเดียว
      ช่วง4วันแรกใน1สัปดาห์ก่อนเปิดเทอม ผมเครียดมากกลายเป็นคนเก็บตัว หอมีปัญหาบ้างแต่ไม่ยอมแก้สักที บวกกับความเครียด ว่าจะไปเดินเล่นรอบม.บ้าง แต่ก็ไม่ไหว กินข้าวก็ไม่ค่อยลง ส่วนใหญ่กินมื้อสองมื้อ แต่วันที่5ก็ดีขึ้นบ้าง ไปตลาดนัดใกล้ๆ ซื้อของ เดินเล่น เลยดีขึ้นมาบ้าง สัปดาห์แรกที่เปิดเทอมคือเหมือนไม่ได้เรียน อาจารย์ไม่สอนบ้าง เรียนผิดกลุ่มบ้าง สรุปได้เพื่อนอีกกลุ่มมากกว่าเพื่อนกลุ่มเดียวกันซะอีก แต่พอสัปดาห์ที่สองที่เริ่มเรียนรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง บางวิชานี่งงเลย แต่สัปดาห์ที่2ช่วงท้ายมีวันหยุด ผมเลยนัดเที่ยวกับเพื่อนเก่า ซึ่งเป็น3วัน2คืนที่ผมมีความสุขที่สุดกับชีวิตกรุงเทพ
สัปดาห์ที่สามเป็นช่วงที่ผมเครียดที่สุด หงุดหงิดมาก เรื่องหอที่ไม่ยอมแก้บวกเรื่องเรียน ทำผมกลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวณ บวกกับโควิดที่ทำให้ต้องออนไลน์ เจอเพื่อนครั้งเดียวก็ออนไลน์แล้ว ยังจำหน้าบางคนในสาขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมร้องหลายครั้งโดยไม่ต้องเปิดเพลง มีครั้งนึงถึงขนาดทำร้ายตังเอง ตัดขาดการติดต่ออยู่ครึ่งวันเลยทีเดียว นอกจากกลุ่มเพื่อนสนิทโรงเรียนเก่าแล้ว ผมก็มีเพื่อนผู้หญิงโรงเรียนเก่าเรียนไกลบ้านไว้พูดคุย เขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย เลยให้กำลังใจผมอยู่บ่อยครั้ง จนเข้าสู่สัปดาห์ที่4ผมนอนเป็นศพคิดทบทวนอะไรต่างๆ ตอนนั้นทุกวิชาเป็นออนไลน์ ใครจะไปไม่ไปก็ได้ ผมเปิดห้องออนไลน์ทิ้งไว้ฟังแบบไม่เข้าหูเลย ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แล้วกำลังทำไปเพื่ออะไร มันอาจเป็นเพราะตลอด4เดือนหลังสอบเสร็จ ผมไม่ได้ทบทวนความรู้เลย ใช้ชีวิตไปวันๆ ณ ตอนนั้น คนความรู้ครึ่งๆกลางๆ พอไม่อ่านหนังสือ แทบจะกลายเป็นคนโง่เลย ผมรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ที่ผมควรอยู่ ถึงญาติๆ พ่อแม่จะให้กำลังใจแค่ไหน มันไม่ได้ทำให้ผมมีไฟสู้เลย กลับกันมันทำให้ผมถูกกดดันมาก ผมเลยตัดสินใจกลับบ้านโดยไม่ได้ลาออก หอบข้าวของพะรุงพะรังขึ้นรถไฟ กลับในวันหยุดไปหาเพื่อนเก่าก่อนกลับ เจ็บใจมากที่ตื่นสายเลยไม่ทันดูหนังตอนเช้ากับเพื่อน เลยเที่ยวตอนบ่ายแทน พอเย็นผมก็เดินทางกลับคนเดียว อยู่บ้านยาย1อาทิตย์ แล้วพ่อแม่มารับ จนถึงปัจจุบันผ่านมาเดือนครึ่งแล้วที่จากกรุงเทพมา ในช่วงแรกที่เครียดถึงกับเกลียดการเรียนเลย 2วันสุดท้ายก่อนกลับนี่อดนอน เพราะนอนไม่หลับ อ.ที่ปรึกษาโทรหาแม่เพื่อจะขอคุยเรื่องผม เพราะเห็นว่าอาทิตย์สุดท้ายผมไม่เข้าเรียนเลย แต่ต้องรอเกือบ 2อาทิตย์ เค้าจะนัดเจอกับอ.ที่ปรึกษาทั้งสาขา แต่อ.ขอคุยส่วนตัวกับผมในวันต่อมา ผมไม่ได้ไปเพราะเห็นว่ามันไม่มีทางที่ตัวผมจะเปลี่ยนไปได้เลย เด็กต่างจังหวัด ไม่มีคนรู้จัก เข้ากับคนยาก พยายามเต็มที่แล้วในการเข้าหาเพื่อน แต่โควิดทำให้เจอกันแค่2-3ครั้ง เรียนก็ไม่รู้เรื่อง เป้าหมายก็ไม่มี เมื่อไม่มีเป้าหมาย จะเรียนไปทำไม ฝืนเรียนต่อไปผลการเรียนก็เละ เสียเวลาเปล่า เลยคิดว่ากลับบ้านม่พักผ่อน อ่านหนังสือดีกว่า แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเป้าหมายในอาชีพเลย กำลังใจในการอ่านหนังสือก็น้อยลงเรื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่