🇹🇭💜มาลาริน💜🇹🇭24ก.ย.โควิดหลัง1ต.ค.เป็นอย่างไร/ป่วย607คน หาย745คน เสียชีวิต14คน/เพิ่มยา วัคซีน เวชภัณฑ์เข้าบัตรทอง


https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1028670


ที่ประชุม บอร์ด สปสช. เห็นชอบเพิ่มยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับตรวจคัดกรอง-ตรวจยืนยัน-ดูแลรักษาโรคโควิด-19 ให้เป็นสิทธิประโยชน์บัตรทองตามเกณฑ์แบบ Green channel รวมถึงเห็นชอบหลักการจ่ายชดเชยและวงเงินเบื้องต้นสำหรับรักษาโควิด-19 ผ่านงบประมาณจากกองทุนบัตรทอง ปี 2565  

ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 9/2565 เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2565 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมด้านยาต้านไวรัสรักษาโรคโควิด-19 เสนอโดย รศ.ประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุข โดยให้ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และชุดตรวจห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรอง ตรวจยืนยัน และการดูแลรักษาที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ตามแนวทางเวชปฏิบัติฯ ของกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดทุกรายการ ให้เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ตามเกณฑ์การพิจารณาแบบ Green channel
 
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากประกาศของทางสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2565 ในการเตรียมความพร้อมด้านยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาตามสิทธิ โดยให้หน่วยบริการมีบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ในระบบปกติ ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2565
 
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์และแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงควรใช้เกณฑ์การพิจารณาแบบ Green channel ต่อไป

นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า ด้านคาดการณ์เป้าหมาย อัตราจ่าย และภาระงบประมาณ พบว่า งบประมาณที่ต้องใช้เป็นค่าบริการสำหรับโรคโควิด-19 รวมทั้งค่ายาสำหรับหน่วยบริการนอกสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย. 2565 จำนวนประมาณ 25.966 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย การจ่ายค่ายากรณีผู้ป่วยนอก 7.2 ล้านบาท และจ่ายค่าบริการและค่ายาผู้ป่วยใน 18.766 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ราคาค่ายาที่ใช้ในการคำนวณ เป็นราคาเบื้องต้นและอาจมีการปรับเปลี่ยนภายหลังได้อัตราราคายาจากสภาเภสัชกรรมแล้ว 

ทั้งนี้ ในส่วนของแหล่งงบประมาณที่ใช้ จะมาจากงบกองทุนฯ ปี 2565 สำหรับค่าบริการผู้ป่วยในทั่วไปที่เกินกว่าอัตราจ่ายเบื้องต้น เปลี่ยนมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขสำหรับโรคโควิด-19 และค่าบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับแนวทางการจ่ายค่ายาต้านไวรัสรักษาโรคโควิด-19 จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้การใช้ยาที่กรมการแพทย์กำหนด โดยจ่ายชดเชยเป็นเงิน (On top) ซึ่งจะกำหนดรายการยาเป็น Fee schedule หรือการจ่ายตามแต่ละประเภทบริการ ได้แก่ กรณีผู้ป่วยนอก จ่ายชดเชยค่ายา 4 รายการ ประกอบด้วย ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) แพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) กรณีผู้ป่วยใน จะจ่ายชดเชยเฉพาะรายการยาแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยบางราย

“การกำหนดการจ่ายแบบ on top สำหรับการใช้บริการสาธารณสุขโรคโควิด-19 มีแผนสิ้นสุดการจ่ายในปีงบประมาณ 65 นี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป จะเป็นการจ่ายชดเชยตามสิทธิประโยชน์ในระบบปกติของกองทุนฯ เพื่อเป็นไปตามมาตรการเข้าสู่โรคประจำถิ่น” เลขาธิการ สปสช. ระบุ

 
https://www.naewna.com/local/682160


กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในไทย การใช้เตียงอยู่ที่ 8.3% ลดลงจากเดือนก.ค.ที่อยู่ที่ 10.9% ซึ่งภาพรวมปัจจุบันผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าเส้นคาดการณ์ที่ต่ำที่สุดทั้งหมด และคาดการณ์สถานการณ์หลังจากนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2565-2566 อาจมีการระบาดเป็นคลื่นระลอกเล็กๆได้ขึ้นๆลงๆ เสียชีวิตต่ำกว่า 10 คน

💊การสวมหน้ากากอนามัย 
      เมื่อเป็นโรคติดต่อต่องเฝ้าระวังแล้ว  จะยังต้องใส่หน้ากากอนามัยต่อไปอีกระยะ โดยแต่ละบุคคลาสามารถพิจารณาใส่ หรือ ถอด ตามบริบทของพื้นที่เสี่ยงที่ตนเองเผชิญ ซึ่งหลักการสำคัญของการใส่หน้ากากอนามัยที่จะต้องเข้าใจ คือ “คนป่วยควรต้องใส่” เพราะตามข้อมูลวิชาการหากคนป่วยใส่แต่คนไม่ป่วยไม่ใส่ ยังสามารถป้องกันเชื้อได้ถึง 70 % แต่กลับกันหากคนไม่ป่วยใส่ แต่คนป่วยไม่ใส่ จะป้องกันเชื้อได้น้อยมาก
 
      ฉะนั้นแล้ว หากคนในสังคมเข้าใจตรงกันและมีความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน  ตระหนักว่า “เมื่อเราป่วยเราต้องใส่หน้ากาก” เมื่อนั้น “คนไม่ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องใส่”

     อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ประชาชนขอให้มีพฤติกรรมป้องกันตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น สวมหน้ากากในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น หรือเป็นพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท ล้างมือ และตรวจ ATKเมื่อมีอาการ,สถานประกอบการให้คัดกรองพนักงานเป็นประจำ หากจำเป็นต้องตรวจATK ที่มีอาการโรคทางเดินหายใจก็ให้ดำเนินการ  และCOVID-Free Setting ขึ้นกับการพิจารณาของผู้บริหารดำเนินการตามความเหมาะสม

💊การฉีดวัคซีนโควิด-19
          แผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 เดือนต.ค.2565 
   ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องการรับเข็ม 1 เข็ม 2 หรือเข็มกระตุ้น 5 ล้านโดส
    ผู้ที่อายุ 12-17 ปี ที่ต้องการรับเข็ม 1 เข็ม 2 หรือเข็มกระตุ้น 0.5 ล้านโดส
    เด็กอายุ 5-11 ปี ที่ต้องการรับเข็ม 1 เข็ม 2 หรือเข็มกระตุ้น 1 ล้านโดส
     เด็กอายุ 6 เดือน-4ปี  ที่ต้องการรับเข็ม 1 จำนวน 0.5 ล้านโดส 
       ผู้ที่เข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงและต้องการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody : LAAB) 4 หมื่นโดส 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับบริการฉีดได้ตามสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพฯกำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะนี้ยังไม่มีคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่เบื้องต้นวางแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปีละ 1 ครั้งแบบวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เน้นฉีดในประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุ 60 ปีขึ้นไป บุคลากรทางการแพทย์ อสม. โดยปัจจุบันมีวัคซีนสำรองถึงปี  2566 จำนวนประมาณ 42 ล้านโดส 

          นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากข้อมูลหากเป็นผู้สูงอายุควรได้เข็ม 4 แต่หากวัยหนุ่มสาว ไม่มีโรคประจำตัวควรได้เข็ม 3 เพราะหลักการการฉีดวัคซีน คือ ยังสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงหรือไม่ หากไม่ก็ต้องกระตุ้น และมีความเสี่ยงหรือไม่ หากระบาดหนักๆ ภูมิคุ้มกันลดลงก็ต้องรีบฉีด แต่วันนี้ค่อนข้างปลอดภัย ความเสี่ยงก็ลด แต่การฉีด 2 เข็มไม่เพียงพอ

       ส่วนการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Long Acting Antibody : LAAB) ก็เหมือนวัคซีน ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งคนที่ได้รับเป็นกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น ซึ่ง
ประเทศไทยเหมือนหลายประเทศ มีการขึ้นทะเบียนแบบป้องกัน เพียงแต่ตอนนี้มีหลายประเทศเริ่มเห็นผลการใช้มากขึ้น อย่างญี่ปุ่น ขึ้นทะเบียนวันที่ 30 สิงหาคม 2565  และยุโรปได้อนุมัติให้ใช้รักษาวันที่ 20 กันยายน 2565  ใช้ในการรักษาผู้โควิด 19 ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง ส่วนประเทศไทยกำลังจะยื่นเอกสารขออนุญาตขึ้นทะเบียนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Evusheld เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด 19 ที่เพิ่งติดเชื้อในระยะแรกตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

💊การรักษาผู้ป่วยโควิด-19
     คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบปรับมาตรการแยกกักสำหรับผู้ป่วยอาการน้อย หรือผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ไม่ต้องกักตัว แต่ให้ปฏิบัติตามมาตรการ DMHT คือ เว้นระยะห่าง  ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และตรวจให้ไวอย่างเคร่งครัด 5 วัน  

       นายอนุทิน กล่าวว่า กรณีUCEP หรือ UCEP  Plus ยังคงอยู่ เพราะยังถือว่าเป็นโรคอุบัติใหม่ ยังไม่มียาที่มาจดทะเบียนใช้ในภาวะปกติ แต่ยังเป็นการจดทะเบียนนำมาใช้ในการดูแลรักษาโควิด-19ยังอยู่ภายใต้แบบฉุกเฉิน รวมถึงวัคซีนด้วย จึงยังมีความเหมาะสมที่ยังคงต้องให้การรักษาดูแลประชาชนโดยภาครัฐอยู่ ส่วนผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วต้องการไปพบแพทย์หรือแพทย์วินิจฉัยว่าไม่ต้องนอนรักษาในรพ. แต่ผู้ติดเชื้อยังประสงค์นอนรพ.ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง 

       ด้านนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีแดง เช่น หายใจล้มเหลว หรือความดันตก  ยังคงมีสิทธิของUCEP Plus คือเข้ารักษาได้ทุกสถานพยาบาล และให้รับรักษาจนหาย ซึ่งจะต่างจากUCEP ทั่วไปที่จะรักษาจนพ้นภาวะวิกฤติและส่งกลับสถานพยาบาลตามสิทธิใน 72 ชั่วโมง 

             นอกจากนี้  ช่วงโควิด 19 เรามีการอนุญาตเปิดสถานพยาบาลชั่วคราว ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระการครองเตียงใน รพ. ซึ่งมีทั้งระบบการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation)/ที่ชุมชน (Community Isolation) ฮอสปิเทล และ Hotel Isolation ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการปิดสถานพยาบาลชั่วคราว แต่ทาง รพ.เอกชนขอเปิดต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระเตียง รพ. แต่หลังจากปรับโรคโควิด 19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มองว่าสถานพยาบาลชั่วคราวก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการต่อ เนื่องจากคนไข้ก็น้อยลง พบว่า คนไข้ใหม่วันหนึ่งเป็นหลักร้อยถึงหลักพันและกระจายไปทั่วประเทศ ไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ใบอนุญาตสถานพยาบาลชั่วคราวสำหรับโควิดก็จะหมดอายุลงในเดือน ก.ย.นี้

      💊การเฝ้าระวัง
      แยกเป็น 4 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1.การเฝ้าระวังผู้ป่วยเฉพาะราย ในสถานพยาบาล และนอกสถานพยาบาล
2.การเฝ้าระวังแบบกลุ่มก้อน
3.การเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยง ดำเนินการใน 8 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กทม. ปทุมธานี ตาก เชียงราย สระแก้ว อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา  โดยกลุ่มเสี่ยงในชุมชน อาทิ โรงเรียน/สถานศึกษา บ้านพักคนชรา สถานสงเคราะห์ผู้พิการ ทุพพลภาพ สถานบริการผับบาร์คาราโอเกะ สนามมวย สนามชนไก่ บ่อน แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในตลาดขนาดใหญ่ 
4.การเฝ้าระวังสายพันธุ์กลายพันธุ์ สุ่มตัวอย่างส่งตรวจเพื่อหาความชุก และผู้ป่วยอาการรุนแรง/เสียชีวิต และติดเชื้อซ้ำ

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1028717

วันนี้ติดตามข่าวโควิดกันต่อไปนะคะ...

รู้ไว้ให้เข้าใจและปลอดภัยจากโควิดค่ะ....นานาโอเคนานารักเลยนานาเยี่ยม
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รวมสไลด์แถลงสถานการณ์โควิด-19 จาก ศบค.
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2565
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0jyde8w9ZaRUYivuSB4sW5mD5uWqay5646HRSxCUMv9z6qmv3RpMQWh49RwmZHwg1l


จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 ก.พ. 2564 - 23 ก.ย. 2565)
รวม 143,235,548 โดส ใน 77 จังหวัด

ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 23 กันยายน 2565
ยอดฉีดทั่วประเทศ 20,284 โดส

เข็มที่ 1 : 2,914 ราย
เข็มที่ 2 : 4,451 ราย
เข็มที่ 3 : 12,919 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 57,315,843 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 53,819,186 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 32,100,519 ราย

แหล่งข้อมูล : MOPH-IC
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0Fx3H6DvEo1LdGUYGMDhrF4c7y9hLGZqEiE4rqweaSdPRTv6pwLk8P3MAdz9xPP3Gl


รายละเอียดผู้เสียชีวิตของประเทศไทย
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2565 จำนวน 14 ราย
แหล่งข้อมูล : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid023ruiadysPZMehW34TQMQM1kH7vtW4WW4rgpD7HRd23eo6mAbv4gX9GaY65YvBwCol


ทำอย่างไร ? เมื่อ COVID เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
• ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ ให้ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMHT โดยเฉพาะสวมหน้ากาก ล้างมือเมื่อต้องใกล้ชิดผู้อื่น
• ประชาชนทั่วไปแนะนำให้สวมหน้ากาก เมื่อเข้าไปในสถานที่ผู้คนแออัด หรือพื้นที่ปิดอากาศไม่ถ่ายเท เช่น โรงพยาบาล สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วย ตามความจำเป็น
• หน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ คัดกรองอาการป่วยของพนักงานเป็นประจำ หากมีพนักงานป่วยจำนวนมากให้รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ที่มา : ศบค.
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02KoGJ5FhQx3n6PLnFfT2bYd6n6Nxi1Hd1WA2TX9WkY5mvazqRGAb97Q8wTXcLuRH6l
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่