(การเงิน+ดราม่า) พ่อทำประกันชีวิตไว้ เราควรจ่ายต่อดีไหม

พ่อเราได้ซื้อประกันชีวิตไว้สองเล่มเป็นชื่อเรา เมื่อสมัยเราอยู่ม.ปลาย ปัจจุบันเราอายุ30ต้น พ่อเสียชีวิตไปเกือบห้าปีแล้ว 
รายละเอียดเล่มประกัน ประมาณนี้ค่ะ

เล่มแรก เป็นประกันชีวิต อย่างเดียวเลย ต้องจ่ายเบี้ยประกัน20ปี ถ้าเราตาย แม่คือผู้รับผลประโยชน์
เล่มที่สอง เริ่มทำในปีใกล้ๆกับเล่มแรก ถ้าเราตายแม่คือผู้รับผลประโยชน์เช่นกัน เบี้ยประกันมากกว่าเล่มแรกหนึ่งเท่าตัว จ่ายเบี้ยประกัน20ปีเช่นกัน (แต่เล่มนี้พ่วงความคุ้มครองเรื่องเจ็บป่วยให้เรามาด้วย หลังจ่ายเบี้ยประกัน20ปีครบแล้ว ถ้าอยากได้ความคุ้มครองส่วนหลังนี้ต่อ ต้องจ่ายรายปีอีกต่างหาก)

ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อเป็นคนส่งเบี้ยประกัน พอพ่อเสียเราเป็นคนส่งต่อโดยเปลี่ยนทำเรื่องมาตัดบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีเรา ความไม่รอบคอบของเราเองตรงนี้ยอมรับคือ ก่อนหน้านี้เราไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย 1.มีเงินพอให้บ.ตัดก็ตัดไป 2.เห็นว่าเป็นสิ่งที่พ่อทำไว้ก็ทำต่อ ...จนมาช่วงนี้ เราฝืดเคืองเรื่องการเงินจากสถานการณ์โควิดและเศรษฐกิจ เราได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก (เราไม่ได้มีเงินเดือน ไม่ได้ทำราชการหรืองานประจำที่มั่นคง) และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะฟื้นตัวเมื่อไหร่

ปัจจุบันประกันทั้งสองเล่ม ต้องส่งเบี้ยอีกเพียงประมาณ4-5ปี ไล่ๆกัน เพื่อจะครบกำหนดการจ่ายเบี้ย20ปี

เพิ่มเติมเล่มที่สาม--- เมื่อสี่ปีที่แล้ว อดีตสามีได้ทำประกันเพิ่มอีกเล่มหนึ่งให้เรา เค้ามองว่ามันครอบคลุมเรื่องสุขภาพมากขึ้นกว่าเล่มที่สองของพ่อ (และไม่แน่ใจว่าเพื่อการลดหย่อยภาษีของตัวเค้าด้วยไหม) ตอนยังอยู่ด้วยกันเค้าอาสาส่งเบี้ยให้ แต่ไม่นานมีเหตุให้เลิกรากัน เราเลยส่งเบี้ยต่อเอง ต้องส่ง20ปีเช่นกัน ตอนนี้เพิ่งเริ่มไปได้สี่ปี ตัวนี้เบี้ยสูงกว่าทุกเล่มที่พ่อทำไว้ แต่ทั้งเราและเพื่อนที่เราปรึกษาด้วย ลงความเห็นว่าควรส่งเล่มนี้ต่อ เพราะดูครอบคลุมในเรื่องความเจ็บป่วยในอนาคตได้ดี ส่วนผู้รับผลประโยชน์ในกรณีเราเสียชีวิต ทีแรกอดีตสามีใส่ชื่อตัวเองไว้ เพราะเค้าเป็นคนส่งเบี้ยในตอนสมัคร แต่พอเลิกรากัน เราเลยกำลังทำเรื่องเปลี่ยนเป็นชื่อแม่ ซึ่งเป็นครอบครัวคนเดียวที่เรามีอยู่ เราไม่มีลูก หรือพี่น้อง

ไม่นานมานี้ เราเคยได้ขอคำปรึกษากับตัวแทนประกันแล้ว ว่าเราลังเลใจในการจะส่งเบี้ยประกันต่อในบางเล่ม แต่พอคุยกัน เรามีความรู้สึกกังขาบางส่วน เหมือนไม่ได้สนิทใจ เพราะเค้าอาจมีผลประโยชน์จากการซื้อขายไหมคะ หรือเราระแวงไปเอง และส่วนหนึ่งเหมือนเค้าดูไม่ได้อินหรือเข้าใจถึงวิกฤตทางการเงินที่เราประสบจริงๆ 

เราปรึกษาเพื่อนสนิทสองคน ทั้งคู่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเงินหรือประกัน แต่ข้อดีคือทั้งคู่รู้สถานการณ์แวดล้อมในชีวิตเราอย่างลึกซั้ง ถึงกระนั้นความเห็นบางอย่างของเพื่อนทั้งสองก็ไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน เราจึงยังสับสนและตัดสินใจไม่ได้

เราอยากได้มุมมองที่หลากหลายขึ้น แต่เราอาจนึกคำถามเป็นข้อๆออกบ้างไม่ออกบ้าง ใครมีคอมเม้นจากประเด็นไหนบอกเราได้เลยนะคะ

ตอนนี้เราเมคช้อยไว้ประมาณนี้
A. กัดฟันทนจ่ายต่อทุกเล่ม เล่มหนึ่งกับสองใกล้จะครบ20ปีแล้วด้วย ส่วนเล่มสามเราพอใจในความครอบคลุมเรื่องสุขภาพ
ข้อเสีย ไม่รู้เลยว่าการเงินจะดีขึ้นมั้ย หรือจะแย่ไปแบบนี้ยันครบ20ปีในอีก4-5ปีข้างหน้า,แบกรับความเครียด เครียดทุกวันเลยค่ะ,ใช้ชีวิตกระเบียดกระเสียน

B. จ่ายเล่มหนึ่งและเล่มสามต่อ ไหนๆเล่มสองก็มีความซ้อนทับกับเล่มสาม ตัดออกให้เบาขึ้นซะหนึ่ง ส่วนเล่มหนึ่งก็เบี้ยไม่แพง
ข้อเสีย แม่สูญเงินประกันจากเล่มสองกรณีถ้าเราต้องตายก่อนแม่ , เงินต้นบางส่วนที่จ่ายไปแล้วของเล่มสองสูญไป ได้คืนแค่บางส่วนแบบขาดทุน

C.จ่ายเล่มสามต่อเล่มเดียว เป็นช้อยที่ทำตามใจตัวเอง รู้สึกจะสบายสำหรับตอนนี้ที่สุด พอใจจะจ่ายแค่นี้
ข้อเสีย แม่สูญเงินประกันจากเล่มหนึ่งและสองกรณีถ้าเราต้องตายก่อนแม่ , เงินต้นบางส่วนที่จ่ายไปแล้วของเล่มหนึ่งและสองสูญไป ได้คืนแค่บางส่วนแบบขาดทุน , รู้สึกผิดต่อความตั้งใจของพ่อที่เริ่มทำไว้ รู้สึกทำไม่ให้พ่อไม่สำเร็จ (ใดๆเราก็มีข้อสงสัยในการตัดสินใจของพ่อ และ ความคิดปลอบใจที่จะมาหักล้างความรู้สึกผิดของตัวเองตรงนี้ ในรายละเอียดด้านล่างนะคะ)

อื่นๆ...มีแนะนำไหมคะ

*กลับมาแก้ไขเพื่อลบส่วนที่เป็นปัญหาส่วนตัวออกค่ะ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่