Nope เล่าถึงเหตุการณ์เอเลี่ยนบินได้ ไล่ล่ากินคนในทุ่งหญ้าชนบทห่างไกล ทุรกันดาร ก่อนที่จะสิ้นฤทธิ์พ่ายแพ้แก่มนุษย์ที่ฉลาดกว่า พล็อตหนังเหมือนหนังระทึกขวัญ เรื่อง Jaws ผลงานหนังปี 70 ของสตีเวน สปีลเบิร์กครั้งยังหนุ่ม ต่างกันแค่ว่าเปลี่ยนจากเหตุการณ์ในทะเลมาอยู่บนฟ้า เอเลี่ยนตัวนี้มันแหวกว่ายบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ ผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนเจ้าฉลามขาวใน Jaws ก่อนที่จะอาละวาดเห็นตัวเป็นๆ เต็มๆตาในตอนท้ายเรื่อง สปีดเรื่องจะเร็วขึ้น การล่าเต็มไปด้วยความเข้มข้น สุดท้ายแล้วคนไม่กี่คนที่มีความฉลาดไหวพริบดีก็เอาชนะมันได้ในที่สุด
ไม่น่าเชื่อว่าพล็อตเรื่องง่ายๆ อย่างเรื่อง Nope จะถูกตีความแตกต่างกันไปมากมาย แต่ก็ไม่แปลกใจเมื่อรู้ว่าหนังเรื่องนี้เขียนขึ้นและกำกับโดยจอร์แดน พีล ผู้กำกับผิวสีอดีตดาราตลก ที่มีสัญญะแฝงในหนังตลอดเรื่อง มันแล้วแต่ว่าเราจะอ่านรหัสที่เขาซ่อนเอาไว้ออกแค่ไหน ยิ่งประสบการณ์คนดูต่างกัน ก็คงตีความแตกต่างกันไปอย่างที่บอก ผมเองก็อยู่ในข่ายนี้ครับ คือไม่แน่ใจหรอกครับว่าตัวเองอ่านหนังเรื่องนี้ออกแค่ไหน เอาเป็นว่าหนังมันขุดเอาความทรงจำ ประสบการณ์ร่วมบางอย่าง ที่คิดว่าน่าจะอ่านความคิดใกล้เคียงอยู่บ้าง ถือว่าเป็นการแชร์มุมมองต่อหนังเรื่องนี้อีกคนนึงละกันนะครับ
และหลังจากบรรทัดนี้ คือการเปิดเผยตัวหนังทั้งเรื่องแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้ดูหนัง รีบปิดหนีเลยนะครับ เพราะผมเปิดเผยฉากสำคัญเยอะมาก
หนังเรื่อง Nope มีการใส่สัญญะหลายอย่างลงไปในเหตุการณ์ที่เรียบง่าย มีการเล่าถึงเหตุการณ์ซ้อนเหตุการณ์ที่ทั้งสองเหตุการณ์ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันมากนัก คือ เล่าแบ็คกราวด์ของ ริกกี้ พาร์ก หรือ ลิล จู๊บ ตัวละครสำคัญของเรื่องตัวหนึ่ง ที่รอดจากความตายจากลิงชิมแพนซีคลั่ง และโตขึ้นมาทำธุรกิจธีมพาร์กสไตล์คาวบอย กับอีกเหตุการณ์สำคัญ คือเรื่องของพี่น้องตระกูลเฮย์วู้ดคือ โอติส จูเนียร์ หรือ โอเจ กับเอมเมอรัลด์ หรือ เอ็ม ที่มีฟาร์มม้าและธุรกิจจัดหาและฝึกม้าเพื่อเข้าฉากภาพยนตร์ สองเหตุการณ์นี้ตัดสลับกัน ตัวละครเหล่านี้มามีปฎิสัมพันธ์กัน แต่ดูเผินๆ เหมือนหาจุดเชื่อมโยงของเรื่องได้ไม่สอดคล้องกันนัก แต่ที่จริงแล้วพอเราอ่านรหัสจากสัญญะที่ซ่อนอยู่เหตุการณ์ทั้งสองมีความเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก และเสริมแก่นเรื่องที่ผู้กำกับจอร์แดน พีล ต้องการสื่อความ
เรื่อง Nope เป็นผลงานเรื่องที่ 3 ของจอร์แดน พีล ผลงานที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่ชื่อสั้นๆ พยางค์เดียวบ้าง สองพยางค์บ้าง คือ Get out กับ Us ถึงชื่อหนังจะสั้นๆ แต่ดูหนังแล้วต้องมาคิดต่อยาวๆ เพราะจอร์แดน พีล มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ค่อนข้างแปลกแหวกแนว ในพล็อตที่ไม่ซับซ้อน มักจะซ่อนมุมคิดอะไรไว้ให้เราค้นหา ประเด็นหลักอันนึงที่เขามักจะเอามาเล่าเสมอ คือเรื่องการเหยียดผิว เรื่องของชนชั้น เรื่องของเขามีความเป็นมนุษยนิยม คือตีแผ่ความเป็นมนุษย์ ผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญที่มีสไตล์เฉพาะตัว
พอมาในผลงานเรื่องที่ 3 ของเขา ประเด็นการเล่าเรื่องของจอร์แดน พีล ไปไกลกว่ามนุษยนิยมอีก คือไม่ใช่จะมีแต่ประเด็นการเหยียดผิวเท่านั้น แต่วิพากษ์ไปถึงการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติโดยภาพรวม ที่มีสรรพชีวิตอื่นๆมาเกี่ยวข้องด้วย รวมถึงธรรมชาติที่เราอยู่อาศัย ผมขอใช้คำสั้นๆ ในแนวทางหนังแบบ Nope ว่า มีความเป็น “สัจจะนิยม” คือหนังมุ่งแสวงหาความจริงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หนังตั้งคำถามว่ามนุษย์ฉลาดพอไหม ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แล้วหนังยังบอกต่อไปด้วยว่า เพราะอะไรมนุษย์เราถึงไม่มีความสุข จะเป็นอย่างไรนั้น ผมจะวิเคราะห์เป็นฉากๆ ตามลำดับไปนะครับ
อย่างที่บอกว่าพล็อตหลักของหนังเรียบง่ายมาก เหตุการณ์เอเลี่ยนต่างดาวไล่ล่ากินคนเกิดขึ้นในชุมชนห่างไกลในแคลิฟอร์เนีย เมือง “อากัวดูเซ่” เมืองเล็กๆ ไกลปืนเที่ยง ที่ผู้คนอยู่อาศัยไม่มาก เอเลี่ยนซุ่มซ่อนในก้อนเมฆออกล่าคนแบบไม่กระโตกกระตาก แต่แล้วก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติบนท้องฟ้า ทีแรกก็คิดว่าเป็นยูเอฟโอ แต่นานๆเข้า ก็สังเกตว่ามันไม่ใช่ยูเอฟโอนี่หว่า แต่เป็นเอเลี่ยนต่างดาวบินได้ โดยมีคนที่กุมความลับของปรากฎการณ์นี้มีเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ "ลิลจู๊บ" เจ้าของธีมพาร์กคาวบอยชื่อ “จูปิเตอร์ เคลม” อีกหนึ่งนั้นคือ พี่น้องตระกูลเฮย์วู้ด “โอเจ”กับ“เอ็ม” เจ้าของธุรกิจฟาร์มม้าและฝึกม้าเข้าฉากหนังฮอลลีวู้ด
ตอนที่ยังเข้าใจผิดว่าเป็นยูเอฟโอ จู๊บ โอเจ และเอ็ม ต่างก็เห็นโอกาสรวยจากเจ้ายูเอฟโอนี่ เลยเก็บปากเงียบกันทั้งสองฝ่าย นัยว่าเป็นความลับทางธุรกิจ ลิลจู๊บ เจ้าของธีมพาร์กทำโชว์ที่ชื่อ Star Lasso Experience เปิดขายบัตร เนื้อหาโชว์ก็เป็นการทอล์คโดยจู๊บเอง เล่าเรื่องประสบการณ์ตรงที่เจอจานบินยูเอฟโอ ที่หาญกล้าบ้าบิ่นคือในโชว์มีการล่อยูเอฟโอหรือเอเลี่ยนต่างดาวออกมาจากก้อนเมฆ ด้วยการจัดฉากบูชายัญม้าเป็นๆ ที่ซื้อมาจากฟาร์มม้าของโอเจ
ส่วนสองพี่น้องเฮย์วู้ด โอเจและเอ็ม คิดแค่ถ่ายยูเอฟโอให้ติด แบบได้ช็อตงามๆ ไปออกรายการของโอปราห์ วินฟรีย์
จู๊บมั่นใจว่าตัวเอง “เอาอยู่” เพราะคิดว่าตัวเองได้พลังพิเศษบางอย่างมา (ที่มาของความมั่นใจของจู๊บว่ามีพลัง เดี๋ยวเล่าละเอียดอีกที) ขณะที่โอเจกับเอ็มกระทำการแบบกล้าๆกลัวๆ แต่ความอยากรวยแบบฟลุ๊คๆ มีมากกว่า ก็เลยลองเสี่ยง
รวบรัดตัดความ จู๊บหลอกล่อยูเอฟโอออกมาจากก้อนเมฆได้จริงๆ แต่จู๊บโดนมันดูดตาย ส่วนโอเจกับเอ็มในที่สุดก็ถ่ายภาพติด แต่ก็เล่นเอาแทบแย่
ที่จู๊บตายส่วนโอเจกับเอ็มรอด เรื่องนี้มันมีประเด็น มันไม่ใช่แค่เขียนบทให้ผู้ร้ายตาย พระเอกรอด ทำนองนั้น แต่เค้าปูพื้นมาก่อนหน้านั้นอย่างแข็งแรงในช่วง 30-40 นาทีแรกของหนัง เพื่อให้ประเด็นที่ต้องการสื่อความมันมีความชัดเจนและมีพลัง
โอเจ “รู้” จู๊บ หารู้ไม่
ที่จู๊บตาย โอเจกับเอ็มรอด อธิบายได้ด้วยคำเพียงสองคำ คือ “รู้” กับ ไม่รู้
ลิลจู๊บแสดงร่วม ใน Gordy's Home
จู๊บไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองกำลังเล่นกับอะไร เขาเพียงแต่พกความมั่นใจแบบผิดๆ ว่าเขามีพลังอำนาจเหนือสัตว์ร้าย และเหนือเอเลี่ยนต่างดาว ความมั่นใจของเขามาจากการที่เขาไม่โดน“กอร์ดี้” ลิงชิมแพนซีคลั่ง ฆ่าตาย ย้อนไปยุค 90 จู๊บในวัยเด็กร่วมแสดงซิทคอมชื่อ “Gordy’s Home” เกิดเหตุระทึกขวัญ กอร์ดี้เกิดคลั่งขึ้นมา ทุบนักแสดงผู้ใหญ่เสียชีวิต เด็กสาวถูกถลกใบหน้าเสียโฉม เขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน ไม่เพียงแต่กอร์ดี้ไม่ได้ทำร้ายเขา แต่ยังเอากำปั้นมาชนกับเขา ในท่า fist bump หรือ bro fist เป็นการทักทายอย่างเป็นมิตร ทั้งที่มันเพิ่งไปฆ่านักแสดงคนอื่นมาจนมือเปื้อนเลือดโชกเลยก็ตาม ปรากฎการณ์นี้ทำให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นคนที่ได้รับมอบอำนาจจากพลังลี้ลับบางอย่างในการควบคุมสัตว์
ความหลงผิด นั้นไซร้คือ “พลัง”
อาจจะตลกที่จะบอกว่า รองเท้าหุ้มส้นที่ตั้งตรงได้อย่างกับมีขา ทำให้เขาหลงผิดว่า เขาได้รับพลังพิเศษ ทั้งที่เราคนดูก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย ที่รองเท้ามันตั้งตรงได้อย่างน่าประหลาด ก็เพราะว่ามันเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นได้ (แม้จะเป็นไปได้ยากมากแต่ก็เป็นไปแล้ว) มันก็แค่หลักฟิสิกส์และเรื่องโมเมนตัม ธรรมดาๆ จู๊บสังเกตเห็นรองเท้าหุ้มส้นตั้งตรงได้ ทั้งที่ฐานตั้งของมันเล็กนิดเดียวแค่นั้น ทำให้เขาถึงกับยิ้มออกมา ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเหตุการณ์มันยังหน้าสิ่วหน้าขวานว่าเขาจะรอดมั้ย ก็ยังอุตส่าห์ยิ้ม แสดงให้เห็นถึงความอินในปรากฎการณ์แบบซึมลึกจริงๆ
ที่จู๊บรอดจากกอร์ดี้ ก็เพราะผ้าบางๆ ที่คลุมโต๊ะตัวที่จู๊บเข้ามาซ่อนตัวอยู่ มันทำให้จู๊บกับกอร์ดี้ไม่ได้สบตากันตรงๆ พอไม่ได้สบตากันตรงๆ กอร์ดี้ก็ไม่ได้คลั่ง ส่วนการ Bro Fist นั้น กอร์ดี้มันทำไปตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมา มันจำจู๊บได้ ที่ต้องมาออกหมัดทักทายกันทุกครั้งในรายการ พอมันมาเจอจู๊บใต้โต๊ะ มันจำได้มันก็ออกหมัดมาจะทักทาย ลิงมันก็ทำตามที่มันถูกฝึกมาอีกครั้ง เป็นการทำไปตามสัญชาตญาณ (ถึงแม้มันเพิ่งฆ่าคนมาหมาดๆ เมื่อกี้นี้) ส่วนจู๊บเอาหมัดมาชนด้วย เพราะเขาปรุงแต่งความคิด (ยืมคำศาสนาพุทธมาใช้) ไปแล้วว่าเขามีพลังวิเศษ พอเขา “เห็น” รองเท้าตั้งตรง เขา “ตีความหมาย” ว่าพลังพิเศษแสดงต่อหน้าเขา แล้วพอเขาเชื่อมโยงเรื่องรองเท้าตั้งตรงกับเรื่องการชนหมัดกับกอร์ดี้ เป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว เขาเลยคิดว่าเขามีพลังพิเศษในการควบคุมสัตว์ขึ้นมาจริงๆ
จู๊บบูชาปรากฎการณ์มหัศจรรย์เรื่องรองเท้าตั้งตรงและเรื่องการชนหมัดกับกอร์ดี้ จากนิทรรศการในห้องส่วนตัวในสวนสนุกของเขาเอง โดยถึงกับเอาภาพรองเท้าตั้งตรงมาใส่กรอบ และติดภาพวาดตัวเขากับกอร์ดี้ในท่า Bro Fist เป็นไฮไลท์ของชิ้นงานนิทรรศการ
จู๊บอินกับเรื่องราวของเขามากๆ แม้ว่าเขายังเจรจาธุรกิจกับโอเจ แต่พอเอ็ม น้องสาวของโอเจ ถามนอกเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับรายการกอร์ดี้โฮม เขาก็พร้อมจะหันมาคุยกับเอ็ม โดยพักเรื่องเจรจาธุรกิจไปเสียอย่างนั้นหน้าตาเฉย
ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึง “ความไม่รู้ของจู๊บ” เขาจึงโดนเอเลี่ยนต่างดาวกิน
ส่วนที่โอเจ รอด เพราะเขามี “ความรู้” ในการจัดการกับเอเลี่ยนต่างดาว โชคดีที่ความรู้ความชำนาญที่เขามี มันเข้าทางกับปัญหาที่เขากำลังเผชิญ โอเจเรียนรู้มามากเกี่ยวกับเรื่องสัญชาตญาณของสัตว์ แม้แต่เอเลี่ยนต่างดาว ซึ่งจากรูปพรรณสันฐานของมัน ต่อไปนี้บทความนี้จะเรียกมันว่า “แมงกะพรุนต่างดาว” เจ้าแมงกะพรุนต่างดาวนี้ก็ไม่ได้ต่างกับสัตว์อื่นๆ บนโลกของเรา มันก็มีสัญชาตญาณของมัน โอเจย้ำนักย้ำหนากับคนที่เข้ามาเล่นกับสัตว์ ว่าต้องเข้าใจสัตว์ โอเจสังเกตและเชื่อมโยงความสอดคล้องหลายๆอย่าง จนเขาสรุปได้ว่าเจ้าแมงกะพรุนต่างดาวนี้จะต้องไม่ชอบให้ใครสบตาด้วยแน่ๆ การค้นพบนี้ทำให้เขารอด
แท่งหินสีดำกับรองเท้าตั้งตรง
ปริศนา ทำไมให้มนุษย์ต่างดาวมีขนเป็นลิง
เหมือนผู้กำกับจอร์แดน พีล จะแย้มพรายถึงไอเดียรองเท้าตั้งตรงว่ามีที่มาจากที่ไหน ผมสังเกตการเชื่อมโยงแบบแปลกๆ ของช็อตรองเท้าตั้งตรงกับพวกมนุษย์ต่างดาวตาโตแต่มีขนเป็นลิง ที่เด็กๆ ลูกของจู๊บมาก่อกวนที่ฟาร์มม้า แว็บแรกที่ผมเห็นรองเท้าตั้งตรง ผมก็นึกไปถึงฉากแท่งหินสีดำในฉากเปิดเรื่องของ 2001: A Space Odyssey แทบจะในทันที แล้วพอมาเห็นฉากมนุษย์ต่างดาวปลอมๆ ที่ตัวเป็นลิง ผมก็ค่อนข้างมั่นใจเลยว่าผู้กำกับจอร์แดนตั้งใจทำไว้เป็นกิมมิค ให้เราเดาที่มากันเล่นๆ
วานรโบราณกับแท่งหินสีดำ ที่มีของพลังอำนาจ
ถ้าใครเคยดู 2001: A Space Odyssey ในฉากเปิดเรื่องจะเห็นบรรดาลิงวานรมามะรุมมะตุ้มกันอยู่รอบแท่งหินสีดำลึกลับ ผมคิดว่าฉากนี้คือแรงบันดาลใจที่ผู้กำกับเอามาดัดแปลงใส่ในหนังของเขา เพื่อใช้อธิบายประเด็นของพลังลึกลับในเชิงเสียดสีแบบมีอารมณ์ขัน
ในหนัง 2001 บรรดาวานรได้รับพลังพิเศษจากแท่งหินสีดำจริงๆ ที่ถ่ายทอดสติปัญญาในการสร้างสรรค์เครื่องมือในการล่าและก่อไฟให้กับวานร ทำให้พวกมันรอดมาได้และวิวัฒนาการต่อมาเป็นมนุษย์
แต่การสร้างสรรค์ฉากรองเท้าตั้งตรง กลับเป็นการสะท้อนความโง่เขลาของมนุษย์ที่คิดเอาเองว่าตนเองได้รับพลังพิเศษจากรองเท้า ทั้งที่รองเท้าก็เป็นแค่รองเท้า

จบตอน 1 (มีต่อ)
[CR] ชำแหละ Nope : หลายคนยลตามช่อง แล้วร่ำร้อง ไม่ ไม่ ไม่
ไม่น่าเชื่อว่าพล็อตเรื่องง่ายๆ อย่างเรื่อง Nope จะถูกตีความแตกต่างกันไปมากมาย แต่ก็ไม่แปลกใจเมื่อรู้ว่าหนังเรื่องนี้เขียนขึ้นและกำกับโดยจอร์แดน พีล ผู้กำกับผิวสีอดีตดาราตลก ที่มีสัญญะแฝงในหนังตลอดเรื่อง มันแล้วแต่ว่าเราจะอ่านรหัสที่เขาซ่อนเอาไว้ออกแค่ไหน ยิ่งประสบการณ์คนดูต่างกัน ก็คงตีความแตกต่างกันไปอย่างที่บอก ผมเองก็อยู่ในข่ายนี้ครับ คือไม่แน่ใจหรอกครับว่าตัวเองอ่านหนังเรื่องนี้ออกแค่ไหน เอาเป็นว่าหนังมันขุดเอาความทรงจำ ประสบการณ์ร่วมบางอย่าง ที่คิดว่าน่าจะอ่านความคิดใกล้เคียงอยู่บ้าง ถือว่าเป็นการแชร์มุมมองต่อหนังเรื่องนี้อีกคนนึงละกันนะครับ
และหลังจากบรรทัดนี้ คือการเปิดเผยตัวหนังทั้งเรื่องแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้ดูหนัง รีบปิดหนีเลยนะครับ เพราะผมเปิดเผยฉากสำคัญเยอะมาก
หนังเรื่อง Nope มีการใส่สัญญะหลายอย่างลงไปในเหตุการณ์ที่เรียบง่าย มีการเล่าถึงเหตุการณ์ซ้อนเหตุการณ์ที่ทั้งสองเหตุการณ์ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันมากนัก คือ เล่าแบ็คกราวด์ของ ริกกี้ พาร์ก หรือ ลิล จู๊บ ตัวละครสำคัญของเรื่องตัวหนึ่ง ที่รอดจากความตายจากลิงชิมแพนซีคลั่ง และโตขึ้นมาทำธุรกิจธีมพาร์กสไตล์คาวบอย กับอีกเหตุการณ์สำคัญ คือเรื่องของพี่น้องตระกูลเฮย์วู้ดคือ โอติส จูเนียร์ หรือ โอเจ กับเอมเมอรัลด์ หรือ เอ็ม ที่มีฟาร์มม้าและธุรกิจจัดหาและฝึกม้าเพื่อเข้าฉากภาพยนตร์ สองเหตุการณ์นี้ตัดสลับกัน ตัวละครเหล่านี้มามีปฎิสัมพันธ์กัน แต่ดูเผินๆ เหมือนหาจุดเชื่อมโยงของเรื่องได้ไม่สอดคล้องกันนัก แต่ที่จริงแล้วพอเราอ่านรหัสจากสัญญะที่ซ่อนอยู่เหตุการณ์ทั้งสองมีความเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก และเสริมแก่นเรื่องที่ผู้กำกับจอร์แดน พีล ต้องการสื่อความ
เรื่อง Nope เป็นผลงานเรื่องที่ 3 ของจอร์แดน พีล ผลงานที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่ชื่อสั้นๆ พยางค์เดียวบ้าง สองพยางค์บ้าง คือ Get out กับ Us ถึงชื่อหนังจะสั้นๆ แต่ดูหนังแล้วต้องมาคิดต่อยาวๆ เพราะจอร์แดน พีล มีสไตล์การเล่าเรื่องที่ค่อนข้างแปลกแหวกแนว ในพล็อตที่ไม่ซับซ้อน มักจะซ่อนมุมคิดอะไรไว้ให้เราค้นหา ประเด็นหลักอันนึงที่เขามักจะเอามาเล่าเสมอ คือเรื่องการเหยียดผิว เรื่องของชนชั้น เรื่องของเขามีความเป็นมนุษยนิยม คือตีแผ่ความเป็นมนุษย์ ผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญที่มีสไตล์เฉพาะตัว
พอมาในผลงานเรื่องที่ 3 ของเขา ประเด็นการเล่าเรื่องของจอร์แดน พีล ไปไกลกว่ามนุษยนิยมอีก คือไม่ใช่จะมีแต่ประเด็นการเหยียดผิวเท่านั้น แต่วิพากษ์ไปถึงการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติโดยภาพรวม ที่มีสรรพชีวิตอื่นๆมาเกี่ยวข้องด้วย รวมถึงธรรมชาติที่เราอยู่อาศัย ผมขอใช้คำสั้นๆ ในแนวทางหนังแบบ Nope ว่า มีความเป็น “สัจจะนิยม” คือหนังมุ่งแสวงหาความจริงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หนังตั้งคำถามว่ามนุษย์ฉลาดพอไหม ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แล้วหนังยังบอกต่อไปด้วยว่า เพราะอะไรมนุษย์เราถึงไม่มีความสุข จะเป็นอย่างไรนั้น ผมจะวิเคราะห์เป็นฉากๆ ตามลำดับไปนะครับ
อย่างที่บอกว่าพล็อตหลักของหนังเรียบง่ายมาก เหตุการณ์เอเลี่ยนต่างดาวไล่ล่ากินคนเกิดขึ้นในชุมชนห่างไกลในแคลิฟอร์เนีย เมือง “อากัวดูเซ่” เมืองเล็กๆ ไกลปืนเที่ยง ที่ผู้คนอยู่อาศัยไม่มาก เอเลี่ยนซุ่มซ่อนในก้อนเมฆออกล่าคนแบบไม่กระโตกกระตาก แต่แล้วก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติบนท้องฟ้า ทีแรกก็คิดว่าเป็นยูเอฟโอ แต่นานๆเข้า ก็สังเกตว่ามันไม่ใช่ยูเอฟโอนี่หว่า แต่เป็นเอเลี่ยนต่างดาวบินได้ โดยมีคนที่กุมความลับของปรากฎการณ์นี้มีเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ "ลิลจู๊บ" เจ้าของธีมพาร์กคาวบอยชื่อ “จูปิเตอร์ เคลม” อีกหนึ่งนั้นคือ พี่น้องตระกูลเฮย์วู้ด “โอเจ”กับ“เอ็ม” เจ้าของธุรกิจฟาร์มม้าและฝึกม้าเข้าฉากหนังฮอลลีวู้ด
ตอนที่ยังเข้าใจผิดว่าเป็นยูเอฟโอ จู๊บ โอเจ และเอ็ม ต่างก็เห็นโอกาสรวยจากเจ้ายูเอฟโอนี่ เลยเก็บปากเงียบกันทั้งสองฝ่าย นัยว่าเป็นความลับทางธุรกิจ ลิลจู๊บ เจ้าของธีมพาร์กทำโชว์ที่ชื่อ Star Lasso Experience เปิดขายบัตร เนื้อหาโชว์ก็เป็นการทอล์คโดยจู๊บเอง เล่าเรื่องประสบการณ์ตรงที่เจอจานบินยูเอฟโอ ที่หาญกล้าบ้าบิ่นคือในโชว์มีการล่อยูเอฟโอหรือเอเลี่ยนต่างดาวออกมาจากก้อนเมฆ ด้วยการจัดฉากบูชายัญม้าเป็นๆ ที่ซื้อมาจากฟาร์มม้าของโอเจ
ส่วนสองพี่น้องเฮย์วู้ด โอเจและเอ็ม คิดแค่ถ่ายยูเอฟโอให้ติด แบบได้ช็อตงามๆ ไปออกรายการของโอปราห์ วินฟรีย์
จู๊บมั่นใจว่าตัวเอง “เอาอยู่” เพราะคิดว่าตัวเองได้พลังพิเศษบางอย่างมา (ที่มาของความมั่นใจของจู๊บว่ามีพลัง เดี๋ยวเล่าละเอียดอีกที) ขณะที่โอเจกับเอ็มกระทำการแบบกล้าๆกลัวๆ แต่ความอยากรวยแบบฟลุ๊คๆ มีมากกว่า ก็เลยลองเสี่ยง
รวบรัดตัดความ จู๊บหลอกล่อยูเอฟโอออกมาจากก้อนเมฆได้จริงๆ แต่จู๊บโดนมันดูดตาย ส่วนโอเจกับเอ็มในที่สุดก็ถ่ายภาพติด แต่ก็เล่นเอาแทบแย่
ที่จู๊บตายส่วนโอเจกับเอ็มรอด เรื่องนี้มันมีประเด็น มันไม่ใช่แค่เขียนบทให้ผู้ร้ายตาย พระเอกรอด ทำนองนั้น แต่เค้าปูพื้นมาก่อนหน้านั้นอย่างแข็งแรงในช่วง 30-40 นาทีแรกของหนัง เพื่อให้ประเด็นที่ต้องการสื่อความมันมีความชัดเจนและมีพลัง
โอเจ “รู้” จู๊บ หารู้ไม่
ที่จู๊บตาย โอเจกับเอ็มรอด อธิบายได้ด้วยคำเพียงสองคำ คือ “รู้” กับ ไม่รู้
ลิลจู๊บแสดงร่วม ใน Gordy's Home
จู๊บไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองกำลังเล่นกับอะไร เขาเพียงแต่พกความมั่นใจแบบผิดๆ ว่าเขามีพลังอำนาจเหนือสัตว์ร้าย และเหนือเอเลี่ยนต่างดาว ความมั่นใจของเขามาจากการที่เขาไม่โดน“กอร์ดี้” ลิงชิมแพนซีคลั่ง ฆ่าตาย ย้อนไปยุค 90 จู๊บในวัยเด็กร่วมแสดงซิทคอมชื่อ “Gordy’s Home” เกิดเหตุระทึกขวัญ กอร์ดี้เกิดคลั่งขึ้นมา ทุบนักแสดงผู้ใหญ่เสียชีวิต เด็กสาวถูกถลกใบหน้าเสียโฉม เขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน ไม่เพียงแต่กอร์ดี้ไม่ได้ทำร้ายเขา แต่ยังเอากำปั้นมาชนกับเขา ในท่า fist bump หรือ bro fist เป็นการทักทายอย่างเป็นมิตร ทั้งที่มันเพิ่งไปฆ่านักแสดงคนอื่นมาจนมือเปื้อนเลือดโชกเลยก็ตาม ปรากฎการณ์นี้ทำให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นคนที่ได้รับมอบอำนาจจากพลังลี้ลับบางอย่างในการควบคุมสัตว์
ความหลงผิด นั้นไซร้คือ “พลัง”
อาจจะตลกที่จะบอกว่า รองเท้าหุ้มส้นที่ตั้งตรงได้อย่างกับมีขา ทำให้เขาหลงผิดว่า เขาได้รับพลังพิเศษ ทั้งที่เราคนดูก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย ที่รองเท้ามันตั้งตรงได้อย่างน่าประหลาด ก็เพราะว่ามันเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นได้ (แม้จะเป็นไปได้ยากมากแต่ก็เป็นไปแล้ว) มันก็แค่หลักฟิสิกส์และเรื่องโมเมนตัม ธรรมดาๆ จู๊บสังเกตเห็นรองเท้าหุ้มส้นตั้งตรงได้ ทั้งที่ฐานตั้งของมันเล็กนิดเดียวแค่นั้น ทำให้เขาถึงกับยิ้มออกมา ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเหตุการณ์มันยังหน้าสิ่วหน้าขวานว่าเขาจะรอดมั้ย ก็ยังอุตส่าห์ยิ้ม แสดงให้เห็นถึงความอินในปรากฎการณ์แบบซึมลึกจริงๆ
ที่จู๊บรอดจากกอร์ดี้ ก็เพราะผ้าบางๆ ที่คลุมโต๊ะตัวที่จู๊บเข้ามาซ่อนตัวอยู่ มันทำให้จู๊บกับกอร์ดี้ไม่ได้สบตากันตรงๆ พอไม่ได้สบตากันตรงๆ กอร์ดี้ก็ไม่ได้คลั่ง ส่วนการ Bro Fist นั้น กอร์ดี้มันทำไปตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมา มันจำจู๊บได้ ที่ต้องมาออกหมัดทักทายกันทุกครั้งในรายการ พอมันมาเจอจู๊บใต้โต๊ะ มันจำได้มันก็ออกหมัดมาจะทักทาย ลิงมันก็ทำตามที่มันถูกฝึกมาอีกครั้ง เป็นการทำไปตามสัญชาตญาณ (ถึงแม้มันเพิ่งฆ่าคนมาหมาดๆ เมื่อกี้นี้) ส่วนจู๊บเอาหมัดมาชนด้วย เพราะเขาปรุงแต่งความคิด (ยืมคำศาสนาพุทธมาใช้) ไปแล้วว่าเขามีพลังวิเศษ พอเขา “เห็น” รองเท้าตั้งตรง เขา “ตีความหมาย” ว่าพลังพิเศษแสดงต่อหน้าเขา แล้วพอเขาเชื่อมโยงเรื่องรองเท้าตั้งตรงกับเรื่องการชนหมัดกับกอร์ดี้ เป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว เขาเลยคิดว่าเขามีพลังพิเศษในการควบคุมสัตว์ขึ้นมาจริงๆ
จู๊บบูชาปรากฎการณ์มหัศจรรย์เรื่องรองเท้าตั้งตรงและเรื่องการชนหมัดกับกอร์ดี้ จากนิทรรศการในห้องส่วนตัวในสวนสนุกของเขาเอง โดยถึงกับเอาภาพรองเท้าตั้งตรงมาใส่กรอบ และติดภาพวาดตัวเขากับกอร์ดี้ในท่า Bro Fist เป็นไฮไลท์ของชิ้นงานนิทรรศการ
จู๊บอินกับเรื่องราวของเขามากๆ แม้ว่าเขายังเจรจาธุรกิจกับโอเจ แต่พอเอ็ม น้องสาวของโอเจ ถามนอกเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับรายการกอร์ดี้โฮม เขาก็พร้อมจะหันมาคุยกับเอ็ม โดยพักเรื่องเจรจาธุรกิจไปเสียอย่างนั้นหน้าตาเฉย
ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึง “ความไม่รู้ของจู๊บ” เขาจึงโดนเอเลี่ยนต่างดาวกิน
ส่วนที่โอเจ รอด เพราะเขามี “ความรู้” ในการจัดการกับเอเลี่ยนต่างดาว โชคดีที่ความรู้ความชำนาญที่เขามี มันเข้าทางกับปัญหาที่เขากำลังเผชิญ โอเจเรียนรู้มามากเกี่ยวกับเรื่องสัญชาตญาณของสัตว์ แม้แต่เอเลี่ยนต่างดาว ซึ่งจากรูปพรรณสันฐานของมัน ต่อไปนี้บทความนี้จะเรียกมันว่า “แมงกะพรุนต่างดาว” เจ้าแมงกะพรุนต่างดาวนี้ก็ไม่ได้ต่างกับสัตว์อื่นๆ บนโลกของเรา มันก็มีสัญชาตญาณของมัน โอเจย้ำนักย้ำหนากับคนที่เข้ามาเล่นกับสัตว์ ว่าต้องเข้าใจสัตว์ โอเจสังเกตและเชื่อมโยงความสอดคล้องหลายๆอย่าง จนเขาสรุปได้ว่าเจ้าแมงกะพรุนต่างดาวนี้จะต้องไม่ชอบให้ใครสบตาด้วยแน่ๆ การค้นพบนี้ทำให้เขารอด
แท่งหินสีดำกับรองเท้าตั้งตรง
ปริศนา ทำไมให้มนุษย์ต่างดาวมีขนเป็นลิง
เหมือนผู้กำกับจอร์แดน พีล จะแย้มพรายถึงไอเดียรองเท้าตั้งตรงว่ามีที่มาจากที่ไหน ผมสังเกตการเชื่อมโยงแบบแปลกๆ ของช็อตรองเท้าตั้งตรงกับพวกมนุษย์ต่างดาวตาโตแต่มีขนเป็นลิง ที่เด็กๆ ลูกของจู๊บมาก่อกวนที่ฟาร์มม้า แว็บแรกที่ผมเห็นรองเท้าตั้งตรง ผมก็นึกไปถึงฉากแท่งหินสีดำในฉากเปิดเรื่องของ 2001: A Space Odyssey แทบจะในทันที แล้วพอมาเห็นฉากมนุษย์ต่างดาวปลอมๆ ที่ตัวเป็นลิง ผมก็ค่อนข้างมั่นใจเลยว่าผู้กำกับจอร์แดนตั้งใจทำไว้เป็นกิมมิค ให้เราเดาที่มากันเล่นๆ
วานรโบราณกับแท่งหินสีดำ ที่มีของพลังอำนาจ
ถ้าใครเคยดู 2001: A Space Odyssey ในฉากเปิดเรื่องจะเห็นบรรดาลิงวานรมามะรุมมะตุ้มกันอยู่รอบแท่งหินสีดำลึกลับ ผมคิดว่าฉากนี้คือแรงบันดาลใจที่ผู้กำกับเอามาดัดแปลงใส่ในหนังของเขา เพื่อใช้อธิบายประเด็นของพลังลึกลับในเชิงเสียดสีแบบมีอารมณ์ขัน
ในหนัง 2001 บรรดาวานรได้รับพลังพิเศษจากแท่งหินสีดำจริงๆ ที่ถ่ายทอดสติปัญญาในการสร้างสรรค์เครื่องมือในการล่าและก่อไฟให้กับวานร ทำให้พวกมันรอดมาได้และวิวัฒนาการต่อมาเป็นมนุษย์
แต่การสร้างสรรค์ฉากรองเท้าตั้งตรง กลับเป็นการสะท้อนความโง่เขลาของมนุษย์ที่คิดเอาเองว่าตนเองได้รับพลังพิเศษจากรองเท้า ทั้งที่รองเท้าก็เป็นแค่รองเท้า
จบตอน 1 (มีต่อ)
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้