กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมั้ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วล่ะ...ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้หลากสี มีดอกไม้ดอกหนึ่งซึ่งไม่เคยร่วงโรยกลีบของเธอสีขาวละมุน ที่โคนกลีบของดอกไม้ถูกแต้มด้วยสีที่ไม่ซ้ำ ชมพู ฟ้า ส้ม เหลือง เขียวอ่อน ม่วง สีของสายรุ้ง อ่อนโยนละมุนตา เธอเป็นเจ้าหญิงของมวลดอกไม้ทั้งปวง
เมื่อเธอแย้มบาน เหล่าดอกไม้น้อยใหญ่ก็พร้อมใจกันผลิบานเหล่าแมลง ผีเสื้อหลากสีสวย ก็ร้องเพลงเต้นระบำตามจังหวะของสายลม
เจ้าหญิงดอกไม้แย้มบานด้วยแสงแดดจากเจ้าชายดวงตะวันด้วยความรู้สึกดีๆที่เรียกว่า ความรักทุกวัน...แบบนี้...มาเนิ่นนาน จนเกิดเป็นกาลครั้งหนึ่ง
เจ้าหญิงหลงรักแสงแดดยามเช้า ที่เป็นสัญญาณทักทายของเจ้าชายดวงตะวันแต่เจ้าหญิงก็รู้สึกเศร้าทุกครั้ง เมื่อถึงเวลาพลบค่ำที่ดวงตะวันกำลังจะลาลับเธอไม่ชอบให้เป็นแบบนั้น...วันหนึ่งเธอจึงขอร้องกับเจ้าชาย
"เจ้าชายคะ จะเป็นไปได้ไหม ถ้าหากฉันจะขอให้โลกนี้ไม่มีเวลากลางคืนฉันอยากอยู่กับคุณตลอดเวลา"
เจ้าชายดวงตะวันที่อบอุ่น อมยิ้มกับความคิดของเจ้าหญิง แล้วบอกกับเธอ"เจ้าหญิงของฉัน เธอคงรู้ว่าฉันคงทำอย่างนั้นไม่ได้ เราเองก็ต่างมีหน้าที่"
เจ้าหญิงทำจมูกย่นนิดหนึ่ง"ก็ฉันไม่ชอบ เวลาที่เราต้องไกลกัน"
เจ้าชายยิ้มเล็กๆ แล้วถามเจ้าหญิง"ยังจำได้ไหมว่าทำไมเธอถึงรักฉัน"
เจ้าหญิงยิ้มแววตาเป็นประกาย มันช่างอุ่นหวานเมื่อนึกถึงวันนั้น เธอตอบด้วยเสียงสดใส"ฉันรักคุณ เพราะคุณ คือ ดวงตะวันที่ส่องแสงอบอุ่น คุณ คือ แสงสดใสของเช้าวันใหม่ในทุกๆวันเพราะคุณให้ความอบอุ่นกับทุกอย่างในโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่ฉัน"
อีกครั้งที่เจ้าชายอมยิ้ม"เหมือนกับฉันที่รักเธอ เพราะเธอ คือ ดอกไม้ที่ร่าเริง เธอนำความสดใสมาให้กับผืนดิน เห็นไหม เราต่างก็มีหน้าที่ของตนเอง"
"สำหรับฉัน...ฉันมีหน้าที่ ในบางครั้งเราจึงจำเป็นต้องห่างกันบ้างแสงของฉันจะอบอุ่นเสมอเมื่อเราพบกันอย่างพอดีแต่หากฉันส่องแสงให้กับพื้นดินทั้งวันโดยไม่มีเวลากลางคืนแสงของฉันก็คงร้อนเกินไปสำหรับพื้นโลก...และดอกไม้อย่างเธอก็จะเหี่ยวเฉา
การรอคอยเวลาที่เราที่จะกลับมาพบกันอีกครั้ง...เป็นความรู้สึกที่หอมหวานนะเจ้าหญิง เธอคิดว่าอย่างนั้นไหม" เจ้าหญิงเอียงคอพร้อมกับคิดตามคำพูดของเจ้าชาย เจ้าชายส่องแสงอุ่นมาให้กับท่าทีน่าเอ็นดูของเจ้าหญิง
"ฉันอยากให้เธอลองมองท้องฟ้าในเวลากลางคืน...อย่าคิดว่ากลางคืนทำให้เราไกลกันลองมองดูดีๆ ในความมืดมักทำให้เรามองเห็นบางอย่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะ อย่างน้อยก็แสงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้านั่น"
"ยังมีสิ่งสวยงามในโลกใบนี้อีกมากมายให้เธอชื่นชม ในช่วงเวลาที่เราต่างก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ช่องว่างระหว่างเรา คือ สิ่งที่จะช่วยทำให้เราเรียนรู้หัวใจเราเองได้มากขึ้น
และเจ้าหญิงเธอรู้ใช่ไหม ว่าไม่ว่าฉันจะทำหน้าที่อยู่ที่ไหน ฉันก็จะกลับมาหาเธอเสมอ เพราะฉันคือดวงตะวัน"
คราวนี้เจ้าหญิงเข้าใจแล้ว เธอจึงยิ้มกว้างให้กับเจ้าชาย เจ้าชายยิ้มตอบพร้อมกับให้เจ้าหญิงเอียงหูมา เจ้าชายกระซิบเบาๆ
"ฉันจะบอกความลับหนึ่งให้ สิ่งที่เธออาจไม่เคยรู้แม้ในเวลากลางคืนที่เธอคิดว่าเราห่างไกลกันเธอรู้ไหมว่าฉันไม่เคยไปไหน...เพราะฉันฝากความห่วงใยไว้กับดาวดวงหนึ่งดาวดวงที่ไม่ได้กระพริบด้วยแสงของดวงจันทร์ แต่ส่องสว่างจากจากแสงจากหัวใจของฉันเมื่อถึงเวลากลางคืน ฉันอยากให้เธอมองดูบนท้องฟ้าแล้วเธอจะรู้ได้ด้วยหัวใจของเธอเองว่าดาวดวงไหนบนท้องฟ้า คือ ดวงดาวของเธอ"
คำตอบของเจ้าชายน่ารักจนเจ้าหญิงหัวใจพองโต เธอพยักหน้าและยิ้มให้กับเจ้าชาย
 
 
 

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมั้ง  มีเจ้าหญิงรูปงามองค์หนึ่งซึ่งรู้สึกแย่และผิดหวังกับความรักที่เจ้าชายจากเมืองต่างๆที่มาคอยมอบคำหวานและของกำนันต่างๆให้แก่เจ้าหญิง  ไม่ว่าจะกี่รายต่อกี่รายก็หวังเพียงแต่จะครอบครองความงดงามทางกายของเจ้าหญิงเท่านั้น หาได้จริงใจรักเจ้าหญิงไม่  ด้วยความเบื่อหน่ายและเซ็งเป็ดของเจ้าหญิงจึงได้มีคำสั่งออกไปว่า  ห้ามมิให้ชายผู้ใดเข้ามาในปราสาทของเจ้าหญิงโดยเด็ดขาด  พร้อมทั้งได้เชิญเหล่าเจ้าชายพวกนั้นกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
            แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง  ก็มีชายแปลกหน้ามาที่ปราสาทของเจ้าหญิงเพื่อขอพบกับเจ้าหญิงผู้นั้น  และชายผู้นั้นได้อ้างว่าตนรู้จักกับเจ้าหญิงมาก่อน  จนในที่สุดเรื่องนี้ก็ไปถึงหูของเจ้าหญิงเข้าและพระนางก็ได้ออกมาดูชายผู้นั้นด้วยพระองค์เอง  ใช่แล้ว  เจ้าหญิงจำชายผู้นั้นได้  เพราะทั้งสองเคยพบเจอกันอยู่หลายต่อหลายครั้ง  โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหญิงเศร้าพระทัย
            ไม่นาน  ชายผู้นั้นก็ได้เข้าไปในปราสาท  และเจ้าหญิงก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆที่กี่ยวกับความรักของนางให้ชายผู้นั้นฟังอย่างท้อแท้และหมดกำลังใจที่จะตามหารักแท้ของนาง  ส่วนชายผู้นั้นหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดนั้นแล้วก็ได้ให้กำลังใจ คำปลอบโยน เและให้คำแนะนำต่างๆแก่เจ้าหญิง  ไม่นานหลังจากนั้น  เจ้าหญิงก็ดีมีชีวิตชีวาขึ้น  ดูสดใสร่าเริงอีกครั้ง นั่นทำให้ชายผู้นั้นมีความสุขเช่นกันที่ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเจ้าหญิงอีก
            ในที่สุด  เมื่อมีพบเจอ  ก็ย่อมมีจากลากันไป  แม้ว่าเจ้าหญิงอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับชายผู้นั้นก็ตาม  แต่เหมือนชายผู้นั้นก็ได้ตกหลุมรักเจ้าหญิงเข้าให้แล้ว  ไม่ใช่เพราะเจ้าหญิงเป็นคนสวยงามภายนอก  แต่เพราะเขาได้เห็นถึงความสวยงามภายในของเจ้าหญิง  ความเป็นกันเองไม่ถือตัว  รอยยิ้มที่มีให้กับทุกคน  ความอ่อนโยนที่มีให้แก่ผู้อื่น  ความสุภาพ  อ่อนหวาน  ความเป็นตัวของตัวเอง  และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้หมดนอกจากคำว่า “รัก”  แต่  เขากลับคิดว่าเขาไม่ดีพอและเจ้าหญิงควรพบเจอกับคนที่ดีและเหมาะสมกว่าเขาที่เป็นเพียงแค่ชายนิรนาม
            ก่อนที่ชายผู้นั้นจะกลับ  เขาได้เดินเข้าไปหาเจ้าหญิงและบอกกับเจ้าหญิงว่า
            “เรารักเธอนะ  เธอไม่ต้องใส่ใจเก็บไปคิดมากก็ได้  แต่เราขอให้เธอรู้ว่า  ยังมีคนๆนี้อีกคนหนึ่ง  ที่จะยืนเคียงข้างเธอ  คอยให้กำลังใจ  คอยปลอบโยน  คอยช่วยเหลือ  และรักเธอสุดหัวใจนะ”
            หลังจากชายผู้นั้นพูดจบ  เจ้าหญิงก็ยิ้มตอบรับชายผู้นั้นอย่างอิ่มสุข  จากนั้นชายผู้นั้นก็เริ่มเดินออกห่างจากเจ้าหญิง  เมื่อร่างกายของเขากระทบกับแสงจันทร์ยามค่ำคืนก็มีประกายประหลาดระยิบระยับจับตาออกมาจากตัวของชายผู้นั้น  เขาหันกลับไปยิ้มให้กับเจ้าหญิงอีกครั้งก่อนที่ตัวของเขาจะค่อยๆล่องลองขึ้นสู่ท้องฟ้าและกลายเป็นดวงดาวส่องสว่างในยามราตรีบนฟากฟ้าไกล
 

เมื่อนานมาแล้ว...มีอาณาจักรแห่งความฝัน...ดินแดนที่มีแต่หิมะสีขาวโพลน หิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเกือบทั้งปี ทุกสิ่งในอาณาจักรนี้ล้วนเป็นสีขาวสะอาด ไม่มีรอยด่างพร้อยหรือมลทินใดๆ ยามเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หิมะบางส่วนในทุ่งนาป่าเขาพากันละลาย หลั่งรินเป็นสายธาราที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ใบหญ้าแข่งกันผลิใบสีเงินรับแสงอาทิตย์ บรรดาดอกแดนดีไลอ้อนต่างแข่งกันชูช่อไสวด้วยความงดงามที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา ดินแดนแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า ดินแดนแห่งความงามนิรันดร์...
 

ดินแดนนี้เป็นที่พำนักของเจ้าหญิงแห่งความฝันและจินตนาการ...พระองค์มีบริวารคือนางฟ้าแห่งความฝันมากมาย เหล่านางฟ้าจะ คอยนำเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันและจินตนาการไปหว่านโปรยลงในหัวใจของมนุษย์และพสกนิกรของพระองค์ในยามหลับใหล หิมะขาวพราวพร่าง งดงามสล่าง...
 

เหนือธารแห่งกาลเวลา...งามเจ้างามนักหนา งามกว่าหิมะใด...ที่สถิตภายในโลกหล้า...
 

นี่คือส่วนหนึ่งของบทกลอนซึ่งกวีพรรณนาถึงความงามแห่งดินแดนรวมทั้งเจ้าหญิงผู้มีใบหน้าอันอ่อนหวานงดงาม เรือนผมสีเงินยวง ผิวขาวเนียนอมชมพู...
 

วันหนึ่งเจ้าหญิงแห่งความฝันเดินเล่นยังทุ่งดอกไม้ในดินแดนของมนุษย์ มวลดอกไม้พากันเบ่งบานอวดความงามทั่วท้องทุ่ง ระหว่างที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับดอกไม้อยู่นั้นพลันเหลือบสายตา ไปพบชายผู้หนึ่งยืนอย่างเคร่งขรึม ณ ริมทุ่ง เจ้าหญิงจึงก้าวไปหา...
 

 
 

เขาคือเจ้าชายแห่งเหตุผลและความจริง ผู้ซึ่งจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต และเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุผล ความฝันและจินตนาการเป็นสิ่งที่ไร้สาระ อาณาจักรแห่งความจริงของเจ้าชาย มีเวทมนตร์อันแก่กล้า หากแต่สรรพสิ่งต้องเป็นไปตามครรลองของกระแสธารแห่งกาลเวลา ผลิบานร่วงโรย ก่อเกิดเสื่อมสลาย...
 

เจ้าชายเป็นคนเงียบขรึม ...เมื่อเขาเห็นเจ้าหญิงเดินเข้ามาใกล้ จึงร่ายเวทย์ทำลายทุ่งดอกไม้ทิ้งและหันหลังเดินจากไปทันที...
 
"หยุดก่อน" เสียงเจ้าหญิงแห่งความฝันตะโกนไล่หลัง เธอทั้งโกรธทั้งเสียใจกับการกระทำของเจ้าชายอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าเธอจะประทับใจในตัวเขาก็ตาม
 

"ทำไมท่านต้องทำลายทุ่งดอกไม้ที่สวยงามนี้" เจ้าหญิงเอ่ยถาม
 

"เพราะมันเป็นสิ่งที่ไร้สาระยังไงล่ะ" เจ้าชายตอบกลับมาด้วยท่าทีเย็นชาก่อนจากไป...
 

ทุกครั้งที่พบกัน เจ้าชายยังคงทำลายสิ่งต่างๆที่เจ้าหญิงชื่นชอบด้วยเหตุผลเดิม เขาไม่เคยที่จะรับรู้ความในใจของเจ้าหญิงเลยแม้สักครั้งและอาจรวมถึงความในใจของตนเองด้วย..
 

"ท่านมันคนไม่มีหัวใจ" เจ้าหญิงแห่งความฝันตัดพ้อ เมื่อเจ้าชายแห่งความจริงทำลายฝูงผีเสื้อสีรุ้งของเธอ
 

"มันคือสิ่งไร้สาระ" เจ้าชายตอบกลับเช่นเดิม แต่คำว่า...คนไม่มีหัวใจ...ได้ติดตราอยู่ในหัวของเจ้าชายแล้ว โดยที่เขามิอาจรู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกับเจ้าหญิงของเขา
 

ความรักคือสิ่งที่เพ้อฝันไร้สาระ... เจ้าชายแห่งความจริงคิด
 

 
 

 
 

 
 

ในอาณาจักรแห่งความงามนิรันดร์ของเจ้าหญิง...หิมะมีรอยด่างพร้อย ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา เหล่านางฟ้าแห่งความฝันลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย อาณาจักรแห่งนี้มิอาจคงความงามนิรันดร์ไว้ได้อีกแล้ว...ความเสื่อมโทรมของอาณาจักรแห่งความฝันมีต้นเหตุมาจากเหล่ามนุษย์ผู้ดูแคลนความฝันและจินตนาการ ก่อให้เกิดอสูรแห่งความไม่เชื่อ ซึ่งรังแต่จะทวีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ว่าเจ้าหญิงแห่งความฝันจะพยายามลงมือแก้ไขเช่นไร เมื่อมีกำลังมากพอ เหล่าอสูรได้กรีฑาทัพเข้ารุกรานอาณาจักรของเจ้าหญิง
 

ทันทีที่พวกอสูรเหยียบย่างลงบนผืนดินในอาณาจักรแห่งความฝัน เวทมนตร์ซึ่งคุ้มครองอาณาจักรอยู่เสื่อมลง ดินแดนแห่งความงามนิรันดร์จึงตกอยู่ในห้วงของกระแสธารแห่งกาลเวลา...
 

เลือดสีแดงเปรอะเปื้อนบนพื้นหิมะสีขาว ต้นไม้ถูกโค่นทำลาย ต้นหญ้าถูกเหยียบย่ำแหลกเหลว หิมะละลายเจิ่งนองพื้น หมอกควันสีดำปกคลุมไปทั่วอาณาจักร บดบังท้องฟ้าสีครามและแสงอาทิตย์เอาไว้ บัดนี้อาณาจักรแห่งความงามนิรันดร์ได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว...
 

เจ้าหญิงแห่งความฝันปลอมแปลงตัว หลบหนีมายังอาณาจักรแห่งความจริงของเจ้าชาย แต่ด้วยอำนาจมนตราแห่งอาณาจักร ทำให้เจ้าหญิงไม่สามารถเข้าไปได้...เธอจึงร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชาย แต่เขากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องสงครามที่เกิดขึ้น จนไม่ได้ยินเสียงของเจ้าหญิง...
 

พวกอสูรยกทัพมาถึงและต่อสู้กับเจ้าหญิง ทว่าเมื่ออาณาจักรของพระองค์ล่มสลายลง พลังเวทย์จึงเสื่อมถอย พวกอสูรได้รับชัยชนะ พวกมันร่ายเวทย์ทำลายเจ้าหญิงเสีย...
 

เมื่อเจ้าชายรู้สึกตัวและรุดออกมาจะช่วยเจ้าหญิง แต่ช้าไป เธอกำลังกลืนหายไปกับธาตุอากาศ เธอมองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย...กว่าที่เจ้าชายจะรู้ตัวว่ารักเจ้าหญิงเพียงใดก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาได้สูญเสียเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักไป...
 

หลังจากนั้นไม่นาน อาณาจักรแห่งความฝันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เมล็ดพันธุ์แห่งความฝันและจินตนาการจักโปรยปรายอีกครา เมื่อเจ้าชายแห่งความจริงทราบข่าว เขาเฝ้ารอทุกวันอย่างมีความหวังว่า เมื่อไรเจ้าหญิงของเขาจะกลับมา...แต่มันมิได้เป็นเช่นที่หวัง เจ้าหญิงที่เขาพบกลับมิใช่เจ้าหญิงองค์เก่า...หากเจ้าชายยังคงเฝ้ารออย่างมีความหวัง หวังว่าสักวันเจ้าหญิงของเขาจะกลับมา...
 

เจ้าชายแห่งความจริง...รังสรรค์สิ่งต่างๆที่งดงามมากมายให้แก่โลก เขายังคงยืนอย่างเดียวดาย ณ ทุ่งดอกไม้ที่ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งความฝันครั้งแรก
 

"เธอไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมถึงไม่กลับมาหาฉัน" หยาดน้ำตาของเจ้าชายกลายเป็นหิ่งห้อยที่คอยกระพริบแสงวิบวับ เพื่อว่ามันอาจนำทางให้เจ้าชายไปพบกับเจ้าหญิงของเขา...
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระต่ายอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและมีแม่น้ำล้อมรอบ โดยมีสัตว์เป็นเพื่อนกันอีก 3 ตัว คือ ลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก สัตว์ทั้ง ๔ เป็นสัตว์มีศีลธรรม ทุกเย็นจะมาพบกันและฟังโอวาทของกระต่ายเสมอ

วันหนึ่ง กระต่ายมองดูพระจันทร์ก็รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันอุโบสถ จึงให้โอวาท ว่า ” วันพรุ่งนี้ พวกเราจงรักษาศีล ให้ทานกันเถิด เพราะมีผลบุญกุศลมาก ดังนั้นพวกเราจงเตรียมอาหารไว้แบ่งปันให้คนขอทานเถิด” สัตว์ทั้งสามจึงกลับไปยังที่อยู่ของตน

ครั้นรุ่งขึ้นมีนายพรานคนหนึ่งตกเบ็ดได้ปลาตะเพียน 7 ตัว จึงนำไปฝังทรายเอาไว้แล้วก็ข้ามแม่น้ำต่อไป นากออกหาอาหารได้กลิ่นปลาเหล่านั้นจึงร้องขึ้น 3 ครั้ง ไม่มีใครปรากฎตัวแสดงความเป็นเจ้าของ จึงคาบปลาทั้งหมดกลับไปยังที่อยู่ของตน แล้วนอนรักษาศีล

ส่วนลิงเข้าไปในป่าได้มะม่วงมาก็กลับที่อยู่ของตนเพื่อนอนรักษาศีล เจ้ากระต่ายรักษาศีลอยู่ในที่อยู่ของตนไม่ได้ออกไปหาอาหารมาไว้ให้ทาน โดยคิดที่จะสละชีวิตให้ทานว่า ” ถ้ามีคนมาขออาหาร งา และข้าวสาร เราก็ไม่มีให้ ถ้าเช่นนั้นเราจะให้เนื้อของเราแก่เขาก็แล้วกัน” คิดแล้วก็นอนรักษาศีลอยู่

ด้วยอานุภาพแห่งศีลของกระต่ายเป็นเหตุให้บรรลังก์ของท้าวสักกะเร่าร้อน จึงลงมาพิสูจน์คุณของศีลของสัตว์ทั้งสี่ ด้วยการแปลงร่างเป็นพราหมณ์ไปยังที่อยู่ของนากก่อน แล้วร้องขออาหารกับนาก นากกล่าวว่า “พราหมณ์.. เรามีปลาตะเพียนอยู่ 7  ตัว ขอเชิญท่านบริโภคเถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอก เอ่ยปากขออาหารอีก สุนัขจิ้งจอกก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า “พราหมณ์.. ข้าพเจ้ามีเนื้อย่าง 2 ไม้  ยิ้ม 1 ตัว นมส้ม 1 หม้อ เชิญท่านบริโภคเถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของลิงเอ่ยปากขออาหารเช่นเดิม ลิงก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า “พราหมณ์.. มะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาไม้อันร่มรื่นขอเชิญท่านบริโภคและพักผ่อนก่อนเถิด”

พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของกระต่ายและร้องขออาหารเช่นเดิม กระต่ายดีใจจึงพูดว่า ” พราหมณ์… ขอเชิญท่านก่อไฟเถิด เราไม่มีอะไรจะให้ท่าน นอกจากเนื้อของเรานี่แหละ ขอเชิญท่านบริโภคเราเถิด” ว่าแล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า”กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสาร ท่านจงบริโภค เราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด”

ท้าวสักกะจึงเนรมิตให้มีกองไฟขึ้นแล้วบอกให้กระต่ายทำตามที่พูด กระต่ายลุกขึ้นจากหญ้าแพรกสลัดขนไล่สัตว์อื่น ๆ 3 ครั้ง มีความดีใจ ไม่กลัวต่อความตาย กระโดดเข้ากองไฟไป แต่ก็ต้องแปลกใจว่าไฟทำไมเย็นยิ่งนักจึงถามพราหมณ์ดู

ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์จึงกล่าวว่า “ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ดอก เราเป็นท้าวสักกะ มาเพื่อทดลองศีลของท่านเท่านั้นเอง”

กระต่ายจึงตอบไปว่า “ท่านท้าวสักกะ ท่านหวังจะทดลองข้าพเจ้าเท่านั้นเองหรือ แล้วชาวโลกจะรู้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาให้ชีวิตเป็นทานได้อย่างไรกันเล่า”

ท้าวสักกะตอบว่า “คุณความดีในการเสียสละชีวิตเป็นทานของท่านครั้งนี้จะมีปรากฏตลอดไป” ว่าแล้วก็เขียนรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้เห็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วก็หายวับกลับเทวโลกไป สัตว์ทั้ง 4 ตัวได้รักษาศีลจนตราบสิ้นชีวิต
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่