" สัตว์ "ตอนที่ 31 :ทิฏฐิ62..เห็นสัตว์ในอตีต.. ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ =>สัสสตทิฏฐิ ๔

กระทู้สนทนา


 ทิฏฐิ ๖๒
[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกแลที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต
จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่านั้นเป็นไฉน?

ก. ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘
[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็น
ไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๑๘ ประการ

ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไรปรารภอะไร จึงกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็น
ไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๑๘ ประการ.

สัสสตทิฏฐิ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลก ว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ
ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร
ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ? ปุพเพนิวาสานุสสติ

๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่อง เผากิเลส
อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัย มนสิการโดยชอบ
แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัย อยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ
คือ ตามระลึกชาติได้
      หนึ่งชาติบ้าง
      สองชาติบ้าง
      สามชาติบ้าง
      สี่ชาติบ้าง
      ห้าชาติบ้าง
      สิบชาติบ้าง
      ยี่สิบชาติบ้าง
      สามสิบชาติบ้าง
      สี่สิบชาติบ้าง
      ห้าสิบชาติบ้าง
      ร้อยชาติบ้าง
      พันชาติบ้าง
      แสนชาติบ้าง
      หลายร้อยชาติบ้าง
      หลายพันชาติบ้าง
      หลายแสนชาติ บ้าง

ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพ โน้น
แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น  

ครั้นจุติจากภพนั้น แล้วได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน
ได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ 
ฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า 

       " อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขาตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด 
         ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด...แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้  "

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น 
อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาทอาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ
อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ 
คือ ตามระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง 
ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง 
หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง 

ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ 
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น 
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น 

ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ
พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ 

ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้    ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา 
ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด....แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้  "

ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นฐานะที่ ๑ 
ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า

" เที่ยงย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง "



สรุป...

1. พระผู้มีพระภาคกล่าวว่า....
    ในโลกนี้..มีคนที่ระลึกชาติได้เพราะการทำเจโตสมาธิ... <==การระลึกชาตินี้เป็นเรื่องจริงเห็นจริง
    เขาเห็น..เขาเองได้มีแล้วในอดีต..แล้วชาตินี้กลับมาเกิดอีก...

2. อ้าว..ก็ในเมื่อเห็นจริง..เป็นความจริง.. แล้วทิกฐินี้มันจะผิดไปได้..ด้วยเหตุผลใด..??
    มันผิดเพราะว่า... " ดันไปสรุปว่า..อัตตา..และ..โลกว่าเที่ยง..ไงเล่า..!!! "  

    ผิดยังไง? 
    ผิดเพราะว่า..... " ....โลก...และ..อัตตา..ทั้ง 2 มันไม่เที่ยง "
    อย่างไปสับสนเข้ารกเข้าพงไปนะว่า  " โลกไม่มี..อัตตาไม่มี..นะ " <--นี่ก็มิจฉาทิฏบิอีแบบหนึ่ง..

     โดยที่แท้..โลกและอัตตามี... "  แต่มีแบบ..ไม่เที่ยง "... เหมือกับ..นมสด - นมสม - เนยข้น - เนยใส...
     ที่มันมี...แต่ก็จะเปลี่ยนแลง..ไปแบบไม่เที่ยง  ดังที่ทรงกล่าวกับท่านจิตตะ..ในโปฏฐปาทสูตร

3. อีกอย่าง...ผู้ที่ระลึกชาติได้เหล่านั้น  ยังไม่สามารถระลึกไปถึงจุดที่ " โลกกำเนิด - โลกแตกดับ "..ได้
    จึงไม่รู้ว่า...โลกมีการกำเนิด..และ..แตกสลายไป  <==อันนี้กล่าวใน..ส่วนโลกทางกายภาพ

    ส่วนโลก..ในส่วนของ  โลกที่หมายถึง..อายตนะ..<==อันนี้..หมายถึง..ผู้ที่ที่ระลึกชาติได้นั้นไม่รู้ปฏิจจสมุปปาท
    เขาไม่รู้...การเกิดขึ้นของโลก...ว่า..เกิดขึ้นได้ดังนี้

     เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย......สังขารทั้งหลาย..จึงมี
     เพราะสังขารเป็นปัจจัย.......วิญญาณ..จึงมี
     เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย....นามรูป..จึงมี
     เพราะนามรูปเป็นปัจจัย.......สฬายตนะ..จึงมี
     เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย..ผัสสะ..จึงมี
     เพราะผัสสะเป็นปัจจัย........เวทนา..จึงมี
     เพราะเวทนาเป็นปัจจัย.......ตัณหา..จึงมี
     เพราะตัณหาเป็นปัจจัย.......อุปาทาน..จึงมี
     เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย....ภพ..จึงมี
     เพราะภพเป็นปัจจัย...........ชาติ..จึงมี
     เพราะชาติเป็นปัจจัย..ขรามรณะ - โสกปริเทวะ-อุปายาะ..จึงเกิดขึ้นควบถ้วน
        อันนี้...หละ  " การเกิดขึ้นของโลก..กับ...อัตตา

  เขาไม่รู้....การดับลงของโลก...ว่า..ดับลงได้ดังนี้
 
 
     เพราะอวิชชาดับ......สังขารทั้งหลาย..จึงดับ
     เพราะสังขารดับ.......วิญญาณ..จึงดับ
     เพราะวิญญาณดับ....นามรูป..จึงดับ
     เพราะนามรูปดับ.......สฬายตนะ..จึงดับ
     เพราะสฬายตนะดับ..ผัสสะ..จึงดับ
     เพราะผัสสะดับ........เวทนา..จึงดับ
     เพราะเวทนาดับ.......ตัณหา..จึงดับ
     เพราะตัณหาดับ.......อุปาทาน..จึงดับ
     เพราะอุปาทานดับ....ภพ..จึงดับ
     เพราะภพดับ...........ชาติ..จึงดับ
     เพราะชาติดับ..ขรามรณะ - โสกปริเทวะขอุปายาะ..จึงดับลง
        อันนี้...หละ  " การดับลงของโลกกับอัตตา " 
 
4.  มันผิดอย่างไร....การที่มีความเห็นว่า 
   
   " อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขาตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด 
         ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด...แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้  "

     มันผิดตรงที่..
          4.1  เห็นไม่ตรงตามความจริง... คือเห็นแค่ช่วนเดียว..ของสัตว์ที่ท่องไปในสังสารวัฏ..แล้วมาสรุปว่า
                 สัตว์เที่ยง(อัตตา..เพราะไปเข้าใจวา่าบางส่วนของขันธ์คืออัตตา..คือสัตว์)...บ้าง  โลกเที่ยง..บ้าง  

          4.2   ผิดที่.. ถ้ามีความเห็นว่าสัตว์อัตตาเที่ยง.. การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มีขึ้น..ดังที่ทรงกล่าวไว้
                  กับท่าน..มาลุงกยบุตร..ท่านวัจฉะ..และอีกหลายๆท่าน

                  ทำไมเล่า?   
                  เพราะว่า...ปฏิจจสมุปปาทสายนิโรธวาท..ได้แสดง..การดับลงของ..สัตว์ - อัตตา..และ..โลก
                  ดังนั้น...กานรเห็นว่า..สัตว์เที่ยง - อัตตาเที่ยง..และ..โลกเที่ยง... จึงเป็นการปฏิเสธหลักการในพระพุทธสาสนา..
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่