JJNY : นายฟักทองต้าน'ประวิตร' โดนแล้ว│“พท.”อัด 8 ปี ยิ่งแก้ยิ่งท่วม│หวั่นขึ้นค่าแรง!ซ้ำเติมธุรกิจ│ปภ.เผย 7จว. น้ำท่วมสูง

กระทู้ข่าว
นายฟักทอง เยอรมัน ชูรูปต้าน 'ประวิตร' โดนแล้ว ตร.มาหาถึงบ้าน ขู่อาจมีปัญหาต่อวีซ่า
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_7244773
 
 
นายฟักทอง เยอรมัน ชูรูปต้าน ‘ประวิตร’ โดนแล้ว ตร.มาหาถึงบ้าน ขู่อาจมีปัญหาต่อวีซ่า พาแฟนขับรถเข้ากรุงเทพฯกลางดึก ย้ำที่ทำเพราะอยากช่วยคนไทย
  
กรณี นายฟักทอง หรือ มิสเตอร์ Moritz pfoh อายุ 35 ปี สัญชาติเยอรมัน ออกมาชูรูป พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่มีกากบาทสีแดงตรงใบหน้า บริเวณสี่แยกตะพง ถ.สุขุมวิท อ.เมือง จ.ระยอง โดยเปิดเผยว่า มาอยู่ประเทศไทย 8 ปีแล้ว โดยล่าสุดพักอาศัยอยู่กับแฟนสาวชาวไทย บริเวณริมหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง

ส่วนสาเหตุที่ออกมาชูป้าย “ประวิตร” กลางสี่แยก เพราะสงสารคนไทย ที่ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นไม่ชอบ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยที่ไม่รักคนไทย แต่พูดไม่ได้ ตนเองเป็นชาวเยอรมัน พูดได้ จึงขอพูดแทน โดยเคยไปชูมาแล้ว 3 แห่ง ในพื้นที่จ.ระยอง และ ยืนยันว่าจะทำต่อไป ด้านแฟนสาวเผย เป็นคนชอบการเมือง หวั่นจะถูกกลั่นแกล้ง แต่ก็ไม่ห้ามเพราะเป็นสิทธิ์ส่วนตัว และ ทำด้วยใจบริสุทธิ์ ตามข่าวที่เสนอไป
 
ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 ก.ย.65 ผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจาก นายฟักทอง ว่าขณะนี้อยู่ที่กรุงเทพแล้ว โดยตนพร้อมภรรยาเดินทางจากบ้านพัก จ.ระยอง มาพักที่คอนโดแห่งหนึ่ง ใน กทม. โดยเดินทางตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวานหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวการชูป้ายของตนเองออกไป ก็มีปัญหานิดหน่อย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาที่บ้านพัก พร้อมตรวจสอบเอกสาร โดยทุกคนเป็นคนดีมาก
 
ต่อมานายฟักทอง ได้บันทึกคลิปภาพและเสียง ส่งมาให้ผู้สื่อข่าว โดย เป็นคลิปที่นายฟักทอง พูดว่า เมื่อวานมีปัญหานิดหน่อย กับ ตำรวจแต่ทุกคนเป็นคนดีมาก พวกเขาแค่บอกว่า 

“วีซ่าของฉันอาจจะไม่ถูกขยายเวลา ถ้าฉันหมิ่นประมาทการเมืองกับผู้คนอีกครั้ง แต่ฉันยังสามารถทำงานศิลปะและเคลื่อนไหวได้อีกทางหนึ่ง และนั่นคือสิ่งที่ฉันจะทำ”
   
ฟักทอง กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ต้องการทำให้ใครไม่พอใจ แต่ทำไป เพราะ อยากช่วยคนไทย และ สงสารคนไทย ต้องขอโทษด้วย และ ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และ ชอบในสิ่งฟักทองทำลงไป
 


“เพื่อไทย” อัด รัฐบาล อยู่มา 8 ปี ยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม แนะเพิ่มบทบาทศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ
https://www.matichon.co.th/politics/news_3540647

“เพื่อไทย” อัด รัฐบาล อยู่มา 8 ปี ยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม แนะเพิ่มบทบาทศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เผย ส.ส.-ว่าที่ ส.ส.กทม.-ส.ก.เพื่อไทย เตรียมจับมือสำรวจท่อรอบกรุง เปิดทางรอระบายน้ำ
 
เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2565 ภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมา 8 ปี ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม โดยมีสาเหตุเพราะ 
 
1. กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เน้นสร้างถนนให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ ทำให้ถนนกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมข้างล่าง แต่ด้านบนท่วมหมด เป็นการมองเพียงมิติวิศวกรรม ไม่ได้มองในเรื่องของการระบายน้ำ
 
นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า 

2. กรมโยธาธิการและผังเมือง เน้นทำกำแพงป้องกันตลิ่งจนเกิดปัญหาล้ำลำน้ำ ทำให้คลองมีความแคบลง การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ท้ายน้ำ
 
3. ฝ่ายทหารขยันขุดลอกคลอง เอาดินที่ขุดออกมาเสริมกั้นหรือแปะสองข้างตลิ่ง ทำให้ตลิ่งแคบ คลองแคบลง การระบายน้ำจึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรสร้างแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่ไม่มีประสิทธิภาพและต้องหยุดบริหารแบบสะเปะสะปะ เพราะจะทำให้เกิดสถานการณ์เดี๋ยวท่วมเดี๋ยวแล้ง ควรบริหารแต่ละลุ่มน้ำให้ดีก่อน และผันน้ำอย่างเป็นระบบ ขอให้ระมัดระวังน้ำฟ้ามากกว่าน้ำท่าเป็นหลัก เวลานี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก ยากต่อการคาดคะเน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเสี่ยงวิกฤต ซึ่งการรับมือและการจัดการกับสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ จะคิดแบบเดิมไม่ได้ เตือนไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ขั้นเลวร้ายที่สุด เช่น ระเบิดฝนแบบที่ขึ้นแล้วในเกาหลีและปากีสถาน สามารถเกิดในไทยได้
 
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า ขณะที่การรายงานและเตือนภัยของรัฐบาลควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาทำแบบต่างคนต่างพูด การรายงานและการเตือนภัยเป็นไปคนละทิศคนละทาง กรมอุตุวิทยาพูดเรื่องอากาศและน้ำฝน กรมชลประทาน พูดเรื่องน้ำท่า สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พูดเรื่องภาพถ่ายทางอากาศ ทำให้ประชาชนเอาภาพมาต่อกันไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเพิ่มบทบาทการรายงานและเตือนภัยให้กับศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างรอบด้าน หน่วยงานนี้ตนเองเป็นผู้ก่อตั้งเพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ และจัดการมหาวิกฤต 2554 มาแล้ว เสียดายที่หน่วยงานนี้ปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
  
“หากประเมินวันนี้ แม้สถานการณ์ไม่น่ากังวลเหมือนปี 2554 แต่การที่พายุมาช้า กลับยิ่งเป็นสัญญาณอันตรายมากกว่าเดิม สถิติและธรรมชาติไม่เคยโกหกใคร จึงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเตรียมรับมือ อย่าชะล่าใจ ควรวางแผนเตรียมการรับมือ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตประชาชน หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ประเทศไทยจะไม่ท่วม ไม่แล้ง ประชนชนไทยจะต้องมีน้ำกิน น้ำใช้ไม่ขาดแคลน” นายปลอดประสพ กล่าว
 
ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรค พท. กล่าวว่า พายุที่ยังเหลืออยู่และอาจทำให้เกิดฝนตกหนักในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ใกล้พื้นที่ กทม. ซึ่งอาจจะกระทบกับ 11 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น ลพบุรี ปทุมธานี และ กทม. ทำให้คลองต่างๆ ใน กทม. อาจจะต้องรองรับน้ำต่อ เช่น คลองเปรมประชากร และฝั่งตะวันออกของ กทม. ประตูระบายน้ำแต่ละจุดอาจจะมีการเปิดประตูระบายน้ำไม่เท่ากัน ตามลักษณะพื้นที่แบบลอนกระเบื้องของ กทม.อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ได้
  
นายวิชาญ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ส.ส. กทม. รวมทั้งว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ก.ของพรรค พท. ซึ่งทำงานใกล้ชิดประชาชนจะร่วมกันเฝ้าจับตา ประสานความร่วมมือกันเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด โดยจะได้ดำเนินการลอกท่อระบายน้ำเองในบางเขต ในวันที่ 3 กันยายน 2565 เพื่อเปิดทางรอน้ำที่อาจจะไหลเข้าสู่ระบบการระบายน้ำใน กทม. ลดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนพร้อมกับได้มอบผลสรุปการศึกษาโครงการศึกษาการพัฒนาเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ให้กับรัฐบาล ซึ่งได้ทำการศึกษาการบริหารจัดการน้ำในกทม.ฝั่งตะวันออก ซึ่งมี 6 เขต ได้แก่ คลองสามวา คันนายาว มีนบุรี  ลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก จัดทำโดยมูลนิธิคนรักเมืองมีน หอการค้าไทย-จีน กรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากหน่วยราชการ นักวิชาการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จในปี 2564 สามารถนำไปดำเนินการได้ทันที
  
“น้ำท่วมครั้งหนึ่งต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูจำนวนมาก พรรคเพื่อไทยมีความเป็นห่วงสถานการณ์ จึงได้มอบผลการศึกษาเล่มนี้ให้กับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไปแล้ว หากท่านเอาผลการศึกษาไปเร่งจัดทำอย่างจริงจัง เราจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้” นายวิชาญ กล่าว
 

  
หวั่นขึ้นค่าแรง! ซ้ำเติมธุรกิจไปไม่รอด
https://www.thairath.co.th/business/economics/2488945
 
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ได้บรรลุข้อตกลงปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่มีผลในวันที่ 1 ต.ค.65 นี้ ที่แบ่งออกเป็นกลุ่มจังหวัด 9 โซน แตกต่างกันไป โดยเพิ่มอัตรา ค่าจ้างขึ้นตั้งแต่ 4.18-6.65% หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.02% ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เอสเอ็มอีเพียงกลุ่มเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้แรงงาน หากใช้สัดส่วนสูงก็จะกระทบมากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นและมีการแข่งขันราคาสูงและกำไรต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้ผู้ใช้แรงงานอาจมองว่าการปรับค่าแรงครั้งนี้ ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่สำหรับนายจ้างกลุ่มที่กำลังอ่อนแอจากการทำธุรกิจในวิกฤติโควิด-19 ก็จะรู้สึกว่า เป็นการซ้ำเติมให้ทำธุรกิจไปไม่รอดจากต้นทุนต่างๆที่เพิ่มรอบด้าน 
 
“หากคิดค่าจ้างขั้นต่ำ โดยใช้เกณฑ์ค่าแรงของกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีผลต่อต้นทุนการผลิตให้เพิ่มขึ้นอีก 1.5-2% จากปัจจุบัน ส่วนจะมีผลมากน้อยเพียงใดอยู่ที่จำนวนการจ้างแรงงานในกิจการ และผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของสินค้าโดยทั่วไปที่อาจเพิ่มขึ้นอีก 1-1.5%”
  
ทั้งนี้ หากแยกประเภทการจ้างงานพบว่า กลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงมากที่สุด เช่น ธุรกิจเกษตร-เกษตรแปรรูป,  อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารพื้นฐาน, ธุรกิจก่อสร้าง, โรงแรมและที่พัก, ร้านอาหาร, ขนส่ง, อุตสาหกรรมรับจ้างการผลิต, โรงงานสิ่งทอ, โรงงานทำเครื่องหนัง ฯลฯ สำหรับการเอาตัวรอดของผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาถึงการเพิ่มทักษะนำระบบ Niche & Lean Process หรือปรับกระบวนการทำงานและกระบวนการผลิตให้กระชับ ลดขั้นตอนคอขวดต่างๆให้งานไม่สะดุดและให้มีส่วนสูญเสียในการผลิตต่ำที่สุด รวมทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อลดจำนวนแรงงาน.
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่