แก้ปัญหาลูกร้อง...ไม่ยอมไปโรงเรียน สำหรับเด็ก ๆ อนุบาล 1 นะคะ

.
ยาวมากค่ะ คุณแม่ตั้งใจกลั่นกรองและเขียนออกมาให้ครบที่สุดเผื่อจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับบ้านอื่น ๆ นะคะ ในคลิปถ้าจะดูเรื่องต่อรองกันให้ไปโรงเรียน คุณแม่แนะนำให้ไปดูช่วงนาทีที่ 6 เลยนะคะ
9 นาที กับ "น้องอิ่มสุข"
.
>> ลูกสาวคนเล็กตอนเข้าอนุบาล 1 คือ เรียนออนไลน์เกือบตลอดเทอมค่ะ และด้วยสถานการณ์โควิด-19 เราก็เลยได้ WFH ตลอด ยิ่งทำให้ลูกติดพ่อกับแม่มากขึ้นค่ะ ได้ไปโรงเรียนปลายพฤศจิกายน 2564 ค่ะ ร้องไห้เฉพาะช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกันตอนไปส่งที่โรงเรียนเกือบตลอดทั้งเทอมค่ะ เพิ่งจะหยุดร้องแล้วเดินเข้าไปในโรงเรียนได้เองอย่างมั่นใจช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดเทอมค่ะ (ลูกสาวคนโตร้องไห้คิดถึงแม่แค่ 3 วันแรกแล้วก็เดินเข้าโรงเรียนเองเลยค่ะ ไม่ยอมให้แม่เดินลงรถไปส่งด้วย อายเพื่อนกับคุณครูค่ะ) พอเปิดเทอมขึ้นอนุบาล 2 ก็ยังมีร้องไห้บ้าง แต่เป็นเพียงบางวันค่ะ ค่อย ๆ ดีขึ้นนะคะ โตแล้ว ฝึกภาวะแยกจากมาได้ดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ
..
>> อาการที่ร้องไม่ได้ร้องแบบยื้อยุดฉุดกระชากไม่ยอมเข้าโรงเรียนนะคะ แต่ร้องแบบออดอ้อน ร้องแบบน้ำตาซึม ร้องแบบนางเอกค่ะ เราเองก็กังวล คนโตไม่เป็น ทำไมคนเล็กไม่ยอมหลุดจากภาวะร้องไห้ก่อนเข้าโรงเรียนสักที บางวันไม่ยอมลุกจากที่นอนกลัวจะได้ไปโรงเรียน พอไปถามคุณครูประจำชั้น คุณครูก็บอกว่าน้องร่างเริงสดใส เล่นสนุกกับเพื่อน ๆ ทำกิจกรรมทุกอย่างได้ดี มีความสุขค่ะ และแน่นอนค่ะ ตอนไปรับจะมีเรื่องเล่าให้ฟังทุกวันเลยเชียว เป็นเรื่องสนุกด้วย ส่วนใหญ่คุณแม่ไปยืนรอรับก่อนเวลาค่ะก็จะมีบ่นคุณแม่บ้างทำไมมารับเร็วจังหนูยังไม่ได้เล่นกับเพื่อน ๆ เลย ช่วงหลัง ๆ ก็เลยเลทให้สัก 15-20 นาที Happy สุด ๆ จ่ะ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนเต้นแล้วบังเอิญเท้ามาโดนลูกสาวค่ะ ลูกสาวเราก็คิดว่าเพื่อนตั้งใจเตะ หันไปถีบเพื่อนผู้ชายตัวเบื้อเร่อคืนแล้วก็ทะเลาะกัน คุณครูอยู่ในเหตุการณ์เคลียร์ทุกอย่างให้เข้าใจกันแล้ว ดีกันแล้ว ลูกสาวก็มีเรื่องมาอ้างเพิ่มไม่อยากไปโรงเรียนค่ะ บอกเลยแม่ก็เริ่มเครียด
...
>> อันดับแรกให้คุณแม่ลองหาสาเหตุของการร้องของลูกเราก่อนนะคะ
1) ร้อง เพราะยังทนกับสภาวะพรากจากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ = ทำให้ลูกเชื่อมั่นค่ะ เลิกเรียนปุ๊บหนูได้เจอพ่อกับแม่ยืนรอเลย กลับบ้านไวตามสัญญา ตกลงอะไรกับลูกไว้ก่อนจะเข้าโรงเรียนก็ไม่ลืมและทำตามสัญญาทั้งหมดค่ะ เด็กความจำดี๊ดี.... นะคะ
2) ร้อง เพราะนอนไม่พอ = พาลูกเข้านอนก่อน 3 ทุ่ม ให้ได้ ตื่นไม่เช้ากว่า 6 โมงเช้า เด็กเล็กควรได้นอนอย่างน้อย ๆ 9-10 ชั่วโมงค่ะ ถึงจะเต็มอิ่ม ตื่นสบายไม่งอแง การอุ้มลูกขณะที่เค้ายังคงหลับ ๆ จากที่นอนแล้วไปนอนต่อบนรถ ปลุกระหว่างทางมาแต่งตัวกินข้าว แบบนี้ไม่แนะนำนะคะ ควรปลุกให้ตื่นไปเลย เพราะถ้าอุ้มหากเค้ารู้สึกตัวแล้วไปนอนต่อก็จะเหมือนว่าลูกเราได้นอนไม่เต็มอิ่มค่ะ อย่าว่าแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ ผู้ใหญ่ก็เป็นนะคะ
3) ร้อง เพราะวิธีการปลุก = แนะนำให้ร้องเพลงสนุก ๆ เช่น เจ้าขุนทอง(อรุณเบิกฟ้า....), ลูกหมู3ตัว(ลูกหมู3ตัวมันเป็นเพื่อนกัน....), ลูกหมูเล่นโคลน(ในเช้าสดใสวันหนึ่ง.....), เพลงเชียร์(แดดส่องฟ้าเป็นสัญญานวันใหม่.....) ฯลฯ จับลูกขยับแข้งขยับขา จักจี๋เบา ๆ ก็จะตื่นแบบไม่งอแงค่ะ ถ้าเป็นลูกสาวแนะนำให้ร้องเพลงสนุก ๆ เบา ๆ พร้อมกับใช้หวีแปรงค่อย ๆ แปรงผมหรือถือโอกาสมัดผมไปเลยค่ะ ลองมาแล้ววิธีทั้งหมดที่กล่าวมากับลูกสาวทั้ง 2 คน ใช้ดีผลดีมาก ๆ ค่ะ ก็ไม่รู้ว่าบ้านอื่นมีวิธีการยังไงแนะนำกันได้นะคะ หรือจะลองเอาไปใช้ดูก่อนก็ไม่เสียหลายค่ะ
4) ทานมื้อเช้า = บางบ้านทานที่บ้าน ทานบนรถ แวะทานข้างทาง หรือหน้าโรงเรียน ไม่ว่าจะทานข้าวที่ไหนก็ให้ค่อย ๆ ทาน ชวนกันคุยเรื่องสนุกตื่นตาตื่นใจแต่เช้า ทานให้พออิ่มท้อง เดี๋ยวเข้าโรงเรียนก็มีอาหารวาง นม ขนม มื้อกลางวันรออยู่ค่ะ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกทานให้หมด ทานไปดุไปเร่งไป แบบนี้งอแงแน่นอนค่ะ
5) ระหว่างการเดินทางไม่ดูจอทุกกรณีค่ะ เปลี่ยนเป็นชมวิว มองก้อนเมฆแปลงร่าง คุยเรื่องการ์ตูน เกมส์ เพลง สถานที่เที่ยวสนุก ๆ เพราะถ้าลูกดูจออยู่แบบกำลังติดพันธ์เลย จู่ ๆ ถึงโรงเรียนแล้วเราไปปิดปั๊บ อุ้มลูกลงปุ๊บ ลูกฟิวส์ขาดนะคะ ชักดิ้นชักงอแน่นอน เด็กเล็กยังไม่สามารถตัดขาดอะไรได้รวดเร็วขนาดนั้นค่ะ ต้องมีเวลาให้เค้าทำใจค่ะ ถ้าจำเป็นต้องดูจอจริง ๆ แบบไม่มีวิธีอื่นสามารถช่วยได้แล้ว ก็ต้องตกลงกันค่ะ  ให้ดูแบบที่เป็นคลิปเป็นตอนสั้น ๆ พอเราเห็นว่าใกล้ถึงโรงเรียนแล้วก็ตกลงกันอันนี้ตอนสุดท้ายนะคะ จบตอนนี้แล้วปิดเลย (ให้ปิดจอก่อนลงรถอย่างน้อย ๆ 5-10 นาทีค่ะ) ถ้าหนูไม่งอแงตอนเย็นทำการบ้านเสร็จแล้วเรามาดูกันใหม่ อะไรก็ว่าไปค่ะ
6) ร้องเพราะ ปัญหาที่โรงเรียน ครูดุ เพื่อนไม่รัก ทะเลาะกับเพื่อน เพื่อนแกล้ง ไม่อยากนอนกลางวัน = อับดับแรกคุณพ่อคุณแม่ลองถามเจ้าตัวดูก่อนนะคะ สังเกตุลูกเวลาอาบน้ำให้เค้ามีรอยช้ำรอยแผลกลับบ้านมาหรือเปล่า ถ้ามีก็ถามลูกอย่างใจเย็นว่าตรงนี้ไปโดนอะไรมา เด็กเล็กส่วนใหญ่ที่พ่อแม่ไม่ดุมากจะยังโกหกไม่เป็นนะคะ ชื่อถือได้ราว ๆ 80% อีก 10% คือจินตนาการ และอีก 10% คือความเข้าใจผิดของเด็กค่ะ (ถ้าพ่อแม่ดุ ๆ คำพูดของลูกอาจจะเชื่อได้ไม่ถึง 30% นะคะ ถึงจะเป็นเด็กเล็กก็รู้จักเอาตัวรอดเป็นผ่านการโกหกค่ะแล้วเค้าจะโกหกทุกเรื่อง โกหกจนเป็นนิสัย คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีด้วยนะคะ) ถ้าเป็นเพื่อนแกล้งหรือคุณครูทำ เราต้องถามคุณครูประจำชั้นเลยค่ะ ทราบเรื่องแล้วหาทางออกร่วมกัน ยกตัวอย่างกรณีลูกสาวคนเล็กที่ไปถีบเพื่อนเนี่ยสรุปว่าคุณครูเคลียร์ให้เข้าใจกันแล้ว หายโกรธกันแล้ว แต่ลูกสาวเรายังคงติดใจและเกิดอาการไม่ชอบเพื่อนขึ้นมาพาลเป็นไม่อยากไปโรงเรียนนะคะ บังเอิญอยู่กลุ่มเดียวกันด้วย เค้าก็อ้างว่าไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเจอน้อง A ไม่อยากอยู่กลุ่มเดียวกันกับน้อง A คุณแม่ก็คุยกับลูก หาทางออกที่ดีที่สุดกับลูกก่อน ลูกสาวตกลงว่าจะไปโรงเรียนถ้าไม่ต้องอยู่กลุ่มเดียวกันกับน้อง A คุณแม่ก็บอกว่า OK ตอนเย็นคุณแม่ไปรับจะคุยกับคุณครูให้นะคะ ปรากฎว่าตอนไปรับ คุณครูแจ้งว่าย้ายกลุ่มให้น้องแล้วนะคะ ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับน้อง A แล้วค่ะ น้อง Happy มากค่ะ อ้าว....แม่ยังไม่ได้พูดอะไรกับคุณครูเลย ลูกสาวจัดการเองเรียบร้อย(ถ้าเราพูดกับลูกดี ๆ มีเหตุผล ไม่ดุกับลูกเกินไป ลูกเราก็จะมีเหตุผลเหมือนกันค่ะ)
7) ร้องแบบไม่มีสาเหตุ ไม่ยอมไปโรงเรียนท่าเดียวเลย = ให้พาเค้าไปดูคนที่ทำงานกลางแจ้งค่ะ เช่น คนที่ทำงานก่อนสร้าง เก็บขยะ โบกธง ฯลฯ ให้ลูกเราได้สัมผัสกับความเหนื่อยล้า อากาศร้อนจริง ๆ แล้วบอกลูกตรง ๆ ถ้าไม่ยอมไปโรงเรียนโตขึ้นต้องมาทำงานกลางแจ้งแบบนี้ลูกโอเคมั้ย ถ้าลูกโอเค วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวให้พร้อมค่ะพาลูกตื่นแต่เช้าแล้วออกไปทำงานกลางแจ้งเลย ไม่เกิน 1 ชั่วโมงลูกจะร้องขออยากไปโรงเรียนแล้วล่ะค่ะ
....
คุณแม่ก็มีวิธีแก้ไขเพียงเท่านี้ล่ะค่ะ จากประสบการณ์ตรงของคุณแม่เอง (ลูกสาวสองคน คนโต 8 ขวบ อยู่ ป.3 คนเล็ก 4 ขวบ อยู่อนุบาล 2) คุณแม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ได้เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านแค่ 90 วัน หลังจากนั้นโชคดีมีคุณยายมาช่วยเลี้ยงช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องไปทำงาน (พอเลิกงานกลับบ้านเวลาทั้งหมดของเราก็ยกให้ลูกค่ะ) จนลูกเข้าเรียนชั้นอนุบาลนะคะ
.....
ถ้าบ้านไหนมีวิธีที่ดีกว่านี้ แนะนำกันได้เลยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือกำลังประสบอยู่จะได้เรียนรู้และหาวิธีแก้ไขได้เร็วไว คุณพ่อคุณแม่จะได้เครียดและกังวลน้อยลงนะคะ เอาเวลาไปทำงานหาเงินแล้วพาลูกออกเที่ยวดีกว่าค่ะ สนุกกว่าแยะเลย
......
ขอบพระคุณทีสละเวลามาจนถึงบรรทัดนี้กันนะคะ ถ้าคุณแม่พอมีเวลาจะแวะมาแบ่งปันประสบการณ์เผื่อบ้านอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบ้านของตัวเองค่ะ
#บ้าน๒สุข
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่