สลักรัก The Last Masterpiece ตอนที่ 5


5

ความรักของผมกับวีโอล่าเป็นไปได้ด้วยดี ราบรื่น และ -- จะว่าอย่างไรดี -- เข้ากันได้ดี

ดีจนน่าเหลือเชื่อ

ไม่มีอะไรที่ผมกับวีโอล่าไม่เข้าใจกันและกัน

ทั้งผมกับเธอราวกับจะสัมผัสตัวตนของกันและกันได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่มีความลับ ไม่มีอะไรแอบแฝง และไม่มีอะไรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน

เธอรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ในแบบเดียวกันกับที่ผมรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน

เธอเข้าใจศิลปะ ในแบบที่ผมสร้างสรรค์ศิลปะ

ผมเป็นคนเริ่มประโยค แล้วเธอจบประโยค

เธอเป็นคนคิด แล้วผมเป็นคนสานต่อ

ผมกับวีโอล่า เราต่างเป็นเหมือนเงาสะท้อนของกันและกัน ที่เติมเต็มกันและกันได้อย่างที่ผมไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาสามสิบสามปี ผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีความรู้สึกแบบนี้ได้ --

และผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีวันที่ข่าวเขียนถึงผมอย่างรุนแรงขนาดนี้

พวกเขาลงความเห็นว่าผมไม่เหมาะสมกับวีโอล่า -- และหลายคนมองว่าผมอ่อนแอเกินกว่าที่จะได้เป็นผู้ชายที่ได้อยู่เคียงข้างวีโอล่า

อ่อนแองั้นหรือ -- สมิธดูเหมือนจะหัวเสียเมื่อเห็นข่าวนั้น แต่ผมกลับพอเข้าใจได้ ว่ามันเป็นเพราะอะไร

วีโอล่าดูไม่สนใจข่าวเหล่านั้นเลยสักนิด แทนที่เธอจะหลบหนีผู้คน เธอกลับชวนให้เรามีเดทแรกด้วยกัน หลังจากที่โหมงานหนักติดต่อกันมานาน

ผมนึกว่าเราจะไปสถานที่ที่เป็นส่วนตัว หากแต่วีโอล่าไม่ได้คิดแบบนั้น

การแข่งขันบาสเกตบอลเป็นสถานที่ที่เธอเลือก -- และการปรากฏตัวของเธอโดยไร้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวนั้นก็ทำให้ผู้คนเข้ามาใกล้เธออย่างน่ากลัว

ถึงตอนนี้ผมก็คิดขึ้นมาจริงๆว่ากลิ่นหอมกุหลาบของเธอ และรอยยิ้มของเธอ สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบตัวได้มากจนถึงขั้นอันตราย

วีโอล่าชี้ให้ผมเงยหน้ามองหน้าจอยักษ์เหนือสนามการแข่งขัน และมันทำให้ผมเพิ่งเห็น ว่าเรากำลังถูกกล้องจับภาพอยู่

พวกเขาขึ้นรูปหัวใจรอบๆเราสองคนบนหน้าจอ แล้วจากนั้นผู้คนก็ส่งเสียงเชียร์ให้เราจูบกันจนดังลั่นไปทั่วทั้งสนาม

“จูบกัน! จูบกัน! จูบกัน!”

วีโอล่าหัวเราะ หันมามองผมอย่างขอความเห็น

ผมมองวีโอล่า -- ดวงตาคู่โตนั้นมองตอบกลับมาอย่างเปิดเผย -- ดูรอคอย และคาดหวังในอะไรบางอย่าง

อีกครั้งที่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นดึงดูดให้ผมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธอ -- จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันอุ่นร้อนของเธอ และกลิ่นหอมกุหลาบที่ฟุ้งมาจากร่างของเธอมากกว่าเดิม

หากแต่ตอนนั้นเองที่มีร่างๆหนึ่งปราดเข้ามาประชิดเรา!

“แกไม่เหมาะสมกับวีโอล่า ลีห์!” เขาคำรามลั่น “ผู้ชายอ่อนแออย่างแกไม่คู่ควรกับเธอ!

ผัวะ!

ชายร่างใหญ่ปล่อยหมัดใส่ผมอย่างรุนแรง หากแต่ผมยกมือขึ้นรับหมัดนั่นไว้ได้ทันอย่างเฉียดฉิว ผมลุกขึ้น ผลักชายร่างใหญ่คนนั้นอย่างเต็มแรง จนเขาเซล้มลงไปยังขอบสนาม

เขาชันตัวลุกขึ้นมาจากพื้น หากแต่สัญชาตญาณป้องกันตัวได้กระตุ้นให้ผมกระทืบอกเขาให้กลับลงไปนอนดั่งเดิม

โครม!

“อย่าดูถูกว่าฉันอ่อนแอ!” ผมคำรามลั่น มองอีกฝ่ายอย่างดุดัน “อย่าดูถูกสิ่งที่ฉันเป็น!”

ผู้คนทั้งสนามส่งเสียงร้องดังลั่น บ้างกรีดร้อง บ้างส่งเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่งทันที

มีเพียงวีโอล่าเท่านั้น ที่เบิกตามองผม โดยไม่ได้ส่งเสียงร้องอะไรออกมา

ผมหอบหายใจ มองเธอด้วยดวงตาอันเบิกโพลง

จนเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาในสนาม ผมจึงรีบดึงวีโอล่าให้ลุกขึ้น แล้วออกไปจากสนามแห่งนี้

“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ” ผมบอกรัวเร็ว “มีที่อื่นที่คุณอยากไปไหม”
 

  
ผมมองวีโอล่าที่ยืนอยู่กลางเวที หลังจากที่เธอวอนขอให้ผมพาเธอมาดูเบื้องหลังม่านเวทีนั่นอยู่นานหลายสัปดาห์แล้ว

วันนี้เป็นวันที่ผมพาเธอมา หลังจากที่เกิดเรื่องที่สนามบาสเกตบอล

วีโอล่ามองไปรอบตัว ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปตามม่านสีแดงขนาดยักษ์ ไปจนถึงเก้าอี้ผู้ชมที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า

“ฉันชอบที่นี่” เธอบอกผม

ที่นี่ก็ชอบเธอ -- ผมนึก ขณะมองเธอหมุนตัวอยู่ตรงกลางเวที -- เธอสวยงามและสมบูรณ์แบบสำหรับที่นี่

เราเข้ากันได้ดี -- ไม่มีคำอื่นที่จะอธิบายเราสองคนได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

และนั่นทำให้งานแปลงบทละครสลักรักให้เป็นบทภาพยนตร์ เดินหน้าไปเร็วและดีกว่าที่เรา หรือคนจากทางค่ายคาดคิดเอาไว้มาก

แต่พวกเขามีความเห็นต่างจากพวกเรา

“วีโอล่า” ผมพูดขึ้น ผมชั่งใจอยู่นานว่าจะพูดกับเธออย่างไร แต่ดูเหมือนมันไม่มีหนทางอื่นนอกจากพูดกับเธออย่างตรงไปตรงมา “พวกเขาคิดว่าเราควรแก้บท”

วีโอล่ายังคงเดินไปบนเวทีอย่างช้าๆ นิ่งรอให้ผมพูดต่อไป

“และมันไม่ใช่บทนักแสดงประกอบ” ผมว่าต่อไป “พวกเขาอยากเปลี่ยนบทตัวละครหลัก”

วีโอล่าหมุนตัวหันมาทางผมทันที

“ตัวละครหลักหรือ” เธอทวน “พวกเขาตั้งใจถอดฉันออกจากบทหลักใช่ไหม”

ผมผายมือออก มองไปทางเก้าอี้อันว่างเปล่าเบื้องล่างเวที ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“ไม่เชิง” ผมตอบ เดินเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น “เขาคิดว่าเราควรเปลี่ยนรูปสลักในเรื่อง”

วีโอล่ามองผมมาจากกลางเวทีด้วยใบหน้าเรียบเฉย “รูปสลักคือหนึ่งในบทหลักของเรื่อง ลอว์เรนซ์”

“ผมรู้” ผมพยักหน้ารับ “เขาคิดว่าควรเปลี่ยนให้คนอื่นมาเล่นแทนคุณ”

วีโอล่าขมวดคิ้ว “ฉันไม่เข้าใจ” เธอว่า “ทำไมถึงต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่นด้วย”

“เขาต้องการแบบนั้น” ผมว่า “คุณยังได้บทเดิม วีโอล่า เพียงแต่ฉากรูปสลักในตอนสุดท้ายนั้น ต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น”

วีโอล่าส่ายหน้า “เขาคิดว่าฉันเล่นไม่ได้” เธอพึมพัม “เขาไม่เคยคิดว่าฉันมีความสามารถ”

“มันต้องใช้มากกว่าความสามารถ” ผมบอก

“คุณหมายความว่าอะไรกัน” เธอย้อนถาม “มากกว่าความสามารถหรือ”

“มันต้องใช้ --” ผมพยายามหาคำพูด “ความกล้าน่ะ”

วีโอล่าหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่” เธอว่า “จะแสดงบทนี้ ไม่ได้ต้องใช้ความกล้า ลอว์เรนซ์ แต่มันต้องใช้ความมืออาชีพ -- นี่คือฉากที่ต้องใช้อารมณ์ และแสดงผ่านสีหน้าเท่านั้น”

“ผมบอกเขาไปแล้ว ว่าเราไม่อยากเปลี่ยนตัวนักแสดง” ผมบอก หยุดยืนตรงกลางเวที “ผมบอกไปว่าจะไม่มีการเปลี่ยนบท สำหรับผมแล้ว คุณเหมาะกับการแสดงทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มไปจนถึงฉากรูปสลักในตอนสุดท้าย” จากนั้นจึงนิ่งไปเล็กน้อย “แต่วีโอล่า -- คุณแน่ใจหรือ ว่าคุณอยากแสดงบทนี้ในตอนฉากสุดท้ายนั่น --”

แทนคำตอบ วีโอล่าดึงเสื้อคลุมตัวเองออก จนเผยให้เห็นชุดกระโปรงสีดำที่พลิ้วไปจนถึงปลายข้อเท้า จนผมมองเห็นเรือนร่างที่อยู่ภายใต้เนื้อผ้านั่น

“วีโอล่า --”

น้ำเสียงที่ไม่แน่ใจของผมทำให้เธอดึงสายชุดกระโปรงลง ปล่อยให้มันตกลงมากองตรงข้อเท้าตนเอง

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ผมพยายามเบือนสายตาหนีจากร่างเล็กตรงหน้าที่ปกปิดเรือนร่างเพียงชุดชั้นในสีเนื้อ หากแต่ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกลับสะกดผมไม่ให้ละสายตาจากเธอ

วีโอล่าพาดขาข้างหนึ่งมาเบื้องหน้าตนเอง จนแสงสว่างจากเวทีส่องกระทบเข้ากับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างเธอมากขึ้น มือข้างหนึ่งพาดไปทางเอวอีกด้าน ส่วนมืออีกข้างพาดขึ้นเหนือศีรษะของตนเอง

วีโล่าเอนศีรษะไปทางด้านหนึ่ง เชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆชำเลืองมองมาทางผม

ผมมองเธอนิ่ง -- นิ่งสนิท -- ราวกับกำลังพินิจมองรูปปั้นหินอ่อนที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากบทละครของผมจริงๆก็ไม่ปาน

และนั่นทำให้ผมไม่ได้พูดอะไรออกมาชั่วขณะ

เป็นวีโอล่าที่กระซิบออกมาว่า “เห็นไหม ฉันแสดงบทนี้ได้” รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาที่มุมปากอิ่มนั้นเล็กน้อย “บอกแอรอน คิงส์เสีย ว่าฉันเล่นบทนี้ได้ -- และเมื่อไหร่ที่เขาไม่ทำตัวขัดขวางการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันพร้อมที่จะเล่นบทนี้ได้มากกว่านี้ -- ที่คุณเห็นตอนนี้ ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ฉันสามารถเล่นได้หรอกนะ”

ผมชะงักไป

“คุณรู้ว่าเขาคือแอรอน คิงส์หรือ”

ผู้สร้างมีหลายคน เธอรู้ได้อย่างไรกัน ว่าเขาที่ว่าคือแอรอน

“เขาเดินตามเราเกือบตลอดทั้งงานเลี้ยงที่เราเจอกันครั้งแรก” วีโอล่าสวมชุดกระโปรงกลับตามเดิม “เขาต้องได้ยินอะไรจากเรา และอยากมีส่วนร่วมด้วยไม่มากก็น้อย -- และที่แน่ๆ แซมต้องให้ข้อมูลกับเขาไปทั้งหมด เราถึงจะสร้างภาพยนตร์นี่ได้ -- ตอนนี้เขาเป็นผู้สร้างรายใหญ่ของเราแล้ว”

ผมไม่รู้มาก่อนว่าเบื้องหลังมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขนาดนี้

“เขาตามติดคุณแบบนี้อยู่ตลอดเลยหรือ” ผมถามช้าๆ ขณะหยิบเสื้อคลุมของเธอขึ้นมาจากพื้น แล้วช่วยสวมให้

วีโอล่าไม่ตอบคำถามนั้น

แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แล้วชื่อที่ปรากฏตรงหน้าจอก็ทำให้ผมก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งทำเรื่องผิดพลาดไป

“ให้ตายสิ” ผมหลับตาแน่น

“อะไรหรือ” วีโอล่าถาม

“คืนนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดนีน่า ผมต้องไปร่วมงานเลี้ยงของเธอ” ผมบอก “ผมลืมเสียสนิท”

ผมลืมงานวันเกิดนีน่า และมาเดทกับวีโอล่า -- ผมเป็นคนแบบไหนกันนี่!

“นีน่าหรือ” วีโอล่าถาม

“เธอเป็นนักแสดงจากละครเวทีของผม เธอเล่นเป็นตัวละครของคุณ” ผมอธิบาย “เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และร่วมงานกันมานาน --”

เสียงโทรศัพท์ยังดังต่อไป

“เราจะไปหรือเปล่า” วีโอล่าเลิกคิ้ว

“เราหรือ” ผมถามช้าๆ “คุณอยากจะไปกับผมหรือ -- คุณไม่โกรธผมหรือ --”

ท่าทีของเธอทำให้ผมประหลาดใจ -- วีโอล่าไม่ได้โกรธเคืองที่ผมทำเดทของเราพัง หลังจากที่เธอขอให้ผมพามาที่ละครเวทีเสียตั้งนาน

วีโอล่ายักไหล่ “ตั้งแต่ที่เราคบหากัน ฉันยังไม่ได้เจอเพื่อนคุณเลย นอกจากสมิธ ”

ผมยักไหล่กลับ “พวกเขายุ่งๆน่ะ”

วีโอล่าหรี่ตามองผม “คุณไม่กล้าแนะนำฉันให้เพื่อนๆคุณรู้จัก” เธอยิ้มอย่างผู้ชนะ “คุณโกหกไม่เก่งเลย ลอว์เรนซ์”

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก --”

“ฉันเห็นสายตาที่สมิธมองมาทางฉัน” วีโอล่าว่า “มันไม่ใช่สายตาที่ดีเท่าไหร่ -- เขาดูเหมือนจะไม่ไว้ใจฉัน ในเวลาที่ฉันอยู่กับคุณ -- และฉันเดาว่าเพื่อนคนอื่นๆของคุณคงคิดไม่ต่างกัน จริงไหม”

ผมอยากจะปฏิเสธ ทว่ามันเป็นความจริง

พวกเขาไม่ได้เกลียดวีโอล่า แต่พวกเขายังไม่แน่ใจว่าจะชอบวีโอล่าได้หรือเปล่า

สำหรับพวกเราแล้ว วีโอล่าเป็นเสมือนดาวเจิดจรัสที่มาเดินดิน และดื่มเหล้าราคาถูก แทนที่จะเฉิดฉายอยู่บนฟากฟ้า และเฉลิมฉลองงานเลี้ยงอยู่บนสวรรค์

มันช่างดูแปลก และจะว่าอย่างไรดี -- ผิดที่ผิดทาง -- โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาเห็นว่าเธออยู่กับผม

ผมคนนี้ --

ทว่าวีโอล่าไม่ได้โกรธ หรือหนีหายไปไหน ในทางตรงกันข้าม ท่าทีของผมกลับกระตุ้นให้เธออยากเจอเพื่อนผมมากกว่าเดิม

“มาเถอะ” วีโอล่าจับมือผมแน่น “มาเถอะ อย่าหนีอีกเลย -- เรารีบไปงานเลี้ยงของนีน่ากันดีกว่า”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่