สวัสดีค่ะ อันนี้เป็นกระทู้แรกของเรานะคะ
ตอนนี้เราอยู่มหาลัยปี 1 ในกรุงเทพค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าเรารู้สึกหมดไฟกับการเรียนภาษาและกลัวการเริ่มต้นที่จะจริงจังกับมันอีกครั้ง
ตั้งแต่ม.3เราชอบนักร้องจีนวงนึงมากๆ อยากฟังออกอยากพูดได้จึงเริ่มสนใจภาษาจีน ตอนนั้นยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลย แต่เราก็พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด พอขึ้นม.4ตัดสินใจเข้าสายศิลป์-จีน ตอนแรกทางบ้านไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่เพราะเค้าอยากให้เราเรียนสายวิทย์ แต่เราไม่ชอบพวกวิชาวิทย์กับวิชาคำนวณมากๆ (เกลียดจนเข้ากระดูกดำเลยค่ะ) พอเราได้เรียนสายนี้ก็รู้สึกมีไฟกับการเรียนภาษาจีนมากขึ้น เราเรียนทั้งในห้องเรียนแล้วก็เรียนเอง แต่ส่วนใหญ่จะเรียนเองจากการแปลเพลง ดูซีรี่ส์ หรือดูพวกรายการวาไรตี้ของวงนักร้องที่ชอบมากกว่าค่ะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจจริงๆก็จะถามครู ตอนนั้นถือเป็นยุคทองที่เราขยันมากๆ ตอนแรกๆที่บ้านก็ยังไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่ แต่เรียนมา3ปีภาษาจีนเราจากเกือบท้ายๆห้องเริ่มมาเป็นที่1ของห้อง จากสอบวัดระดับภาษาได้ระดับต้นๆก็กลายมาเป็นสอบได้ระดับสูงสุดของห้อง เราสามารถอ่านออกเขียนได้แล้วก็มีความสุขกับมันมากๆจนที่บ้านเราเค้าเปิดใจยอมรับสิ่งที่เราเรียนได้(แต่ก็ไม่รู้ว่าเปิดใจได้ถึงขั้นไหน) เราเชื่อมาตลอดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนภาษาคือแรงบันดาลใจ ถ้าเราไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ชอบนักร้องวงนี้เราก็คงไม่มีตัวเองที่ขยันแล้วก็ตั้งใจจริงจังกับภาษาจีนขนาดนี้
ตั้งแต่มีโควิดเรากลับรู้สึกหมดไฟกับอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เป็นฟีลแบบว่าทำทุกอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่มีแพชชั่นขนาดเมื่อก่อน ตอนแรกเราจะเอาทุนจีน แต่เราก็เปลี่ยนใจจะต่อไทยก่อนจนจบปี4 ละเมื่อปีก่อนเราอยู่ม.6 เราสมัครรอบพอร์ตมหาลัยในไทยไปที่นึง แล้วมหาลัยจีนก็เปิดรับสมัครนักเรียนทุนเหมือนกันเราเลยลองยื่นไปเล่นๆดู(เพราะตอนนั้นคิดจะต่อไทยอยู่แล้ว แต่มีโอกาสได้ลองยื่นทุนพอดี) ซึ่งมหาลัยไทยประกาศผลรอบพอร์ตก่อนเราเลยเลือกยืนยันสิทธิ์ที่นี่ไป ต่อมาช่วงกลางๆปีที่แล้วมหาลัยจีนประกาศผลสอบละเราก็ติดมหาลัยนี้เหมือนกัน ซึ่งเราค่อนข้างแปลกใจว่าเราติดได้ยังไง เพราะว่าเราตอบคำถามตอนสัมภาษณ์ไม่ได้เลย แต่ของปีเราไม่มีใครได้ทุนเต็มจำนวนนะคะ ต้องเสียค่าเทอมเรียนปรับพื้นฐาน 1 ปีแล้วค่อยสอบชิงทุนเลือกสาขาอีกรอบ สุดท้ายแล้วเราก็เลือกที่จะปฏิเสธมหาลัยจีนไปด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เหตุผลหลักๆที่เราไม่เอาเลยคือ "เราไม่อยากทนเรียนในสภาพออนไลน์" เราไม่รู้ว่าต้องทนอยู่ในสภาพนี้ไปนานแค่ไหน เพราะว่าเราต้องเรียนทุกวิชาเรียนทุกอย่างเป็นภาษาจีนหมดไม่เหมือนกับตอนม.ปลาย แล้วมหาลัยนี้ติดTOPต้นๆของโลกด้วย ถ้าเรายังหมดไฟแล้วไม่ค่อยได้ใช้ภาษาเลยมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่จะเรียนให้ผ่านไปได้(ณ จุดนี้ผู้จีนก็ยังฉุดไม่ขึ้นจากการหมดไฟ) เรากลัวว่าใจตัวเองจะไปต่อไม่ไหว อย่างน้อยๆแค่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้ใช้ภาษาจริงๆก็ยังดีอะ เพราะเราไม่ได้อะไรจากการเรียนออนไลน์เลยจริงๆ ถ้าเรียนที่ไทยต่อเอกเราจะมีโครงการไปเรียนที่จีนช่วงปี3เหมือนกันค่ะ เราคิดว่าถึงเวลานั้นโควิดอาจจะดีขึ้นเราค่อยไปช่วงนั้นก็ได้ เรียนที่ไทยเราก็ยังได้เพื่อน ได้คอนเนคชั่นใหม่ๆเพราะตอนม.ปลายเราไม่มีเพื่อนสนิทเลย เราอยากหาเพื่อนใหม่ๆบ้าง แต่ที่บ้านเราจะชอบบอกว่าเดี๋ยวไม่เกินปี65ก็เปิดประเทศกันหมดละ ให้ทนๆเรียนออนไลน์ของมอจีนไปก่อนปีสองปี เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่อะ อีกปีสองปีมันนับว่านานนะกับการเรียนออนไลน์ในห้องเหลี่ยมๆ ไม่ได้ใช้ภาษาเท่าที่ควรจะใช้ อีกอย่างจีนมีหัวความคิดที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆด้วย ถึงประเทศอื่นๆจะเปิดประเทศแต่จีนจะเปิดรึเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนี้เรารู้สึกว่าแผนที่เคยวางไว้ในชีวิตมันพังหมดตั้งแต่มีโควิด ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดตอนนั้นมันคือข้ออ้างอะไรหรือเปล่า และเราตัดสินใจไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และเราคิดว่าทุกทางเลือกมักจะมีเหตุผลของมันเสมอ แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเลือกมันผิดมั้ย ไม่รู้ว่าเราเลือกผิดมาตั้งแต่ต้นหรือเปล่า พอช่วงนึงที่เริ่มตั้งตัวได้ รู้สึกมีไฟจนจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ เริ่มหาแพชชั่นใหม่ๆได้ เรื่องที่เคยปฏิเสธมหาลัยจีนมันก็ยังตามมาหลอกหลอนเราอยู่ดี มันทำให้เรากลัวการเริ่มต้นใหม่มากๆ เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าเรากำลังพยายามไปเพื่ออะไร แล้วผลสุดท้ายถ้าต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกเราจะทำยังไง ละโควิดแบบนี้จะวางแผนชีวิตให้เหมือนเมื่อก่อนมันยากมากๆ มันไร้จุดหมายมากๆเลยค่ะ
สรุปเลยนะคะ
อยากรู้ว่าทุกคนมีแนวทางจัดการความรู้สึกแบบนี้กันยังไงเหรอคะ หรือใครเคยมีประสบการณ์ประมาณนี้ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะ มันแย่กับชีวิตเรามากๆ ไม่มูฟออนสักที เราอยากเริ่มต้นกับมันใหม่ได้เร็วๆ TT ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบแล้วก็ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้านะคะ
ปล. เนื่องจากเป็นกระทู้ แรกถ้าพิมพ์ผิด ใส่แท็กผิด หรืออ่านแล้วงงๆก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ
หมดไฟกับการเรียนภาษาและกลัวการเริ่มต้นใหม่ จะจัดการกับปัญหาความรู้สึกนี้อย่างไร
ตอนนี้เราอยู่มหาลัยปี 1 ในกรุงเทพค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าเรารู้สึกหมดไฟกับการเรียนภาษาและกลัวการเริ่มต้นที่จะจริงจังกับมันอีกครั้ง
ตั้งแต่ม.3เราชอบนักร้องจีนวงนึงมากๆ อยากฟังออกอยากพูดได้จึงเริ่มสนใจภาษาจีน ตอนนั้นยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลย แต่เราก็พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด พอขึ้นม.4ตัดสินใจเข้าสายศิลป์-จีน ตอนแรกทางบ้านไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่เพราะเค้าอยากให้เราเรียนสายวิทย์ แต่เราไม่ชอบพวกวิชาวิทย์กับวิชาคำนวณมากๆ (เกลียดจนเข้ากระดูกดำเลยค่ะ) พอเราได้เรียนสายนี้ก็รู้สึกมีไฟกับการเรียนภาษาจีนมากขึ้น เราเรียนทั้งในห้องเรียนแล้วก็เรียนเอง แต่ส่วนใหญ่จะเรียนเองจากการแปลเพลง ดูซีรี่ส์ หรือดูพวกรายการวาไรตี้ของวงนักร้องที่ชอบมากกว่าค่ะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจจริงๆก็จะถามครู ตอนนั้นถือเป็นยุคทองที่เราขยันมากๆ ตอนแรกๆที่บ้านก็ยังไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่ แต่เรียนมา3ปีภาษาจีนเราจากเกือบท้ายๆห้องเริ่มมาเป็นที่1ของห้อง จากสอบวัดระดับภาษาได้ระดับต้นๆก็กลายมาเป็นสอบได้ระดับสูงสุดของห้อง เราสามารถอ่านออกเขียนได้แล้วก็มีความสุขกับมันมากๆจนที่บ้านเราเค้าเปิดใจยอมรับสิ่งที่เราเรียนได้(แต่ก็ไม่รู้ว่าเปิดใจได้ถึงขั้นไหน) เราเชื่อมาตลอดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนภาษาคือแรงบันดาลใจ ถ้าเราไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่ชอบนักร้องวงนี้เราก็คงไม่มีตัวเองที่ขยันแล้วก็ตั้งใจจริงจังกับภาษาจีนขนาดนี้
ตั้งแต่มีโควิดเรากลับรู้สึกหมดไฟกับอะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เป็นฟีลแบบว่าทำทุกอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่มีแพชชั่นขนาดเมื่อก่อน ตอนแรกเราจะเอาทุนจีน แต่เราก็เปลี่ยนใจจะต่อไทยก่อนจนจบปี4 ละเมื่อปีก่อนเราอยู่ม.6 เราสมัครรอบพอร์ตมหาลัยในไทยไปที่นึง แล้วมหาลัยจีนก็เปิดรับสมัครนักเรียนทุนเหมือนกันเราเลยลองยื่นไปเล่นๆดู(เพราะตอนนั้นคิดจะต่อไทยอยู่แล้ว แต่มีโอกาสได้ลองยื่นทุนพอดี) ซึ่งมหาลัยไทยประกาศผลรอบพอร์ตก่อนเราเลยเลือกยืนยันสิทธิ์ที่นี่ไป ต่อมาช่วงกลางๆปีที่แล้วมหาลัยจีนประกาศผลสอบละเราก็ติดมหาลัยนี้เหมือนกัน ซึ่งเราค่อนข้างแปลกใจว่าเราติดได้ยังไง เพราะว่าเราตอบคำถามตอนสัมภาษณ์ไม่ได้เลย แต่ของปีเราไม่มีใครได้ทุนเต็มจำนวนนะคะ ต้องเสียค่าเทอมเรียนปรับพื้นฐาน 1 ปีแล้วค่อยสอบชิงทุนเลือกสาขาอีกรอบ สุดท้ายแล้วเราก็เลือกที่จะปฏิเสธมหาลัยจีนไปด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เหตุผลหลักๆที่เราไม่เอาเลยคือ "เราไม่อยากทนเรียนในสภาพออนไลน์" เราไม่รู้ว่าต้องทนอยู่ในสภาพนี้ไปนานแค่ไหน เพราะว่าเราต้องเรียนทุกวิชาเรียนทุกอย่างเป็นภาษาจีนหมดไม่เหมือนกับตอนม.ปลาย แล้วมหาลัยนี้ติดTOPต้นๆของโลกด้วย ถ้าเรายังหมดไฟแล้วไม่ค่อยได้ใช้ภาษาเลยมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่จะเรียนให้ผ่านไปได้(ณ จุดนี้ผู้จีนก็ยังฉุดไม่ขึ้นจากการหมดไฟ) เรากลัวว่าใจตัวเองจะไปต่อไม่ไหว อย่างน้อยๆแค่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้ใช้ภาษาจริงๆก็ยังดีอะ เพราะเราไม่ได้อะไรจากการเรียนออนไลน์เลยจริงๆ ถ้าเรียนที่ไทยต่อเอกเราจะมีโครงการไปเรียนที่จีนช่วงปี3เหมือนกันค่ะ เราคิดว่าถึงเวลานั้นโควิดอาจจะดีขึ้นเราค่อยไปช่วงนั้นก็ได้ เรียนที่ไทยเราก็ยังได้เพื่อน ได้คอนเนคชั่นใหม่ๆเพราะตอนม.ปลายเราไม่มีเพื่อนสนิทเลย เราอยากหาเพื่อนใหม่ๆบ้าง แต่ที่บ้านเราจะชอบบอกว่าเดี๋ยวไม่เกินปี65ก็เปิดประเทศกันหมดละ ให้ทนๆเรียนออนไลน์ของมอจีนไปก่อนปีสองปี เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่อะ อีกปีสองปีมันนับว่านานนะกับการเรียนออนไลน์ในห้องเหลี่ยมๆ ไม่ได้ใช้ภาษาเท่าที่ควรจะใช้ อีกอย่างจีนมีหัวความคิดที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆด้วย ถึงประเทศอื่นๆจะเปิดประเทศแต่จีนจะเปิดรึเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนี้เรารู้สึกว่าแผนที่เคยวางไว้ในชีวิตมันพังหมดตั้งแต่มีโควิด ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดตอนนั้นมันคือข้ออ้างอะไรหรือเปล่า และเราตัดสินใจไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว และเราคิดว่าทุกทางเลือกมักจะมีเหตุผลของมันเสมอ แต่ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเลือกมันผิดมั้ย ไม่รู้ว่าเราเลือกผิดมาตั้งแต่ต้นหรือเปล่า พอช่วงนึงที่เริ่มตั้งตัวได้ รู้สึกมีไฟจนจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ เริ่มหาแพชชั่นใหม่ๆได้ เรื่องที่เคยปฏิเสธมหาลัยจีนมันก็ยังตามมาหลอกหลอนเราอยู่ดี มันทำให้เรากลัวการเริ่มต้นใหม่มากๆ เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าเรากำลังพยายามไปเพื่ออะไร แล้วผลสุดท้ายถ้าต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกเราจะทำยังไง ละโควิดแบบนี้จะวางแผนชีวิตให้เหมือนเมื่อก่อนมันยากมากๆ มันไร้จุดหมายมากๆเลยค่ะ
สรุปเลยนะคะ
อยากรู้ว่าทุกคนมีแนวทางจัดการความรู้สึกแบบนี้กันยังไงเหรอคะ หรือใครเคยมีประสบการณ์ประมาณนี้ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะ มันแย่กับชีวิตเรามากๆ ไม่มูฟออนสักที เราอยากเริ่มต้นกับมันใหม่ได้เร็วๆ TT ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบแล้วก็ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้านะคะ
ปล. เนื่องจากเป็นกระทู้ แรกถ้าพิมพ์ผิด ใส่แท็กผิด หรืออ่านแล้วงงๆก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ