สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เราก็จะมาเล่าประสบการณ์การฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก หรือจะเรียกว่าเป็นการทำสวยครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ เราก็เป็นสาวออฟฟิศธรรมดาๆ อายุ 26 ปีค่ะ ทำงานเก็บเงินมาสักพักแล้วก็อยากอัพเกรดตัวเอง อยากสวยค่ะ ก็เลยใช้เงินเก็บก้อนแรกที่ได้จากการทำงานมาลองกับการฉีดฟิลเลอร์ปากดู
สาเหตุที่เลือกฉีดฟิลเลอร์ปากแทนที่จะฉีดส่วนอื่น
เพราะว่าตัวเราเองมีปากที่ค่อนข้างบางแล้วรูปทรงไม่สวยไม่ชัด คือเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เราชอบน้อยที่สุดบนใบหน้าเลยก็ว่าได้เราก็เลยอยากเสริมความมั่นใจดู
ทำไมต้องเป็นฟิลเลอร์?
จริงๆการทำศัลยกรรมปากนี่นอกจากฉีดก็ยังมีการทำปากกระจับ ซึ่งเป็นการทำแบบถาวร แต่เราเลือกฟิลเลอร์เพราะมันกึ่งไม่ถาวร คือรูปทรงปากเราเปลี่ยนแน่ๆแหละ แต่มันมีระยะเวลาสลายของฟิลเลอร์ มันก็จะธรรมชาติมากขึ้น แต่ส่วนตัวเรามองว่าการ ศัลยกรรมปากกระจับมันดูไม่ธรรมชาติแล้วค่อนข้างเจ็บเพราะมันต้องตัดเนื้อตรงปากออกไปเพื่อให้มันได้ทรงกระจับ เราเลยเลือกเป็นการฉีดฟิลเลอร์ดีกว่า
แล้วใช้ Filler ตัวไหนดี?
จริงๆ ฟิลเลอร์มีหลายตัว หลายเกรด หลายยี่ห้อนะคะ เราจะขอพูดถึงตัวหลักๆ ที่คนนิยมฉีดและผ่านอย.ก็จะมีของเกาหลี Neuramis ตัวนี้จะนิยมมากเพราะถูก แต่มีเพื่อนฉีดแล้วฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน ตัว Juvederm ของเมกาตัวนี้ก็จะอีกเกรดราคาสูงกว่าเท่านึง ก็จะไม่จับตัวเป็นก้อนมันจะสมูทกว่าแต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน และก็ตัวสุดท้าย Restylane Kysse เป็นฟิลเลอร์ ตัวแรกของโลกที่ใช้สำหรับฉีดปากโดยเฉพาะ ราคาจะพอๆกับ Neuramis เลย
ซึ่งหลังจากที่เราได้ปรึกษากับคุณหมอของคลินิกที่เราฉีดซึ่งก็คือ ฟิออร่าคลินิก นะคะ เราตัดสินใจฉีดเป็น Restylane Kysse เนื่องด้วยราคาและจำนวน cc ที่ต้องฉีดคำนวณแล้วเราใช้ตัวนี้งบจะไม่บานปลายค่ะ แล้วด้วยความที่มันเป็นฟิลเลอร์ตัวแรกสำหรับฉีดปาก ค่อนข้างเชื่อถือได้ระดับนึงเราเลยไว้ใจค่ะ
สำหรับขั้นตอนการฉีด
เราได้มีการเข้าไปคุยกับทางคุณหมอก่อนถึงรูปทรงปากที่อยากได้ค่ะ ว่าอยากได้ปากทรงไหนก็เปิดรูปให้หมอดูเลย แต่เราไม่ได้เจาะจงว่าอยากได้ปากแบบไหนเป็นพิเศษแค่อยากให้มันดูดี มั่นใจเพิ่มขึ้นแบบธรรมชาติๆ ก็บอกกับทางคุณหมอไปแบบนี้ค่ะ ทางคุณหมอจากฟิออร่าก็ให้คำแนะนำได้ดีค่ะ เขาก็จะมีแนะนำว่าปากเราต้องเติมตรงไหนบ้าง อาจจะไม่ได้ตามแบบเป๊ะๆ เพราะต้องดูความเหมาะของทรงปากเราด้วย และก็คำนวณว่าต้องฉีดเท่าไหร่ หมอก็จะแนะนำเป็นฉีดของตัวนี้นะๆๆ ซึ่งเราได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าตัดสินใจเป็นตัว Restylane Kysse ของทางฟิออร่าคลินิกก็จะอยู่ที่ 11,000 บาท/cc นะคะ (ราคาแต่ละคลินิกไม่เท่ากัน)
หลังจากที่เราตกลงรูปทรงปากกับทางคุณหมอแล้วมาพูดถึงขั้นตอนต่อไปก็จะเป้นการฉีดก็จะมีฉีดยาชาและรอให้ยาชาออกฤทธิ์ คุณหมอฟิออร่าก็จะมาแกะกล่องฟิลเลอร์ Restylane ให้ดูว่าของแท้แน่นอน ไม่ได้เอาฟืลเลอร์ปลอมมาฉีดให้กับเราตัวกล่องมันก้จะเช็คได้เลยว่าผ่าน อย. (การฉีดฟืลเลอร์ต้องดูคลีนิกดีๆนะคะ เพราะบางที่อาจจะใช้ของปลอม แล้วจะมีผลหลังฉีดไปแล้ว ซึ่งมันจะเกิดผลเสียกับเรา เสียทั้งเงินทั้งความสวยไปเลย เพราะการขูดเอาฟิลเลอร์ออกนี่หลายตังอยู่นะคะ)
คุณหมอก็ลงมือฉีดตามจุดที่เขาดูไว้ตอนแรก ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ ไม่เจ็บเลย (เพราะยาชา 555+) แต่คุณหมอก็มือนิ่งด้วยค่ะ หลังฉีดก็พักสักแปปก็กลับบ้านได้ตามปกติ
ในส่วนคำแนะนำหลังฉีด
จริงๆ หลังฉัดไปสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย
แต่เจ้าหน้าในคลินิกก็แนะนำว่า 7 วันแรก อาจจะมีบวม ไม่นวดคลึง กด หรือสัมผัส บริเวณที่ฉีด
หลีกเลี่ยงการทานอาหารร้อนจัดเป็นเวลา7วัน แล้วก็สามารถทาลิปสติกได้ตามปกติค่ะ
หลังเราฉีดก็จะมีบวมนิดนึงวันแรกๆค่ะ แล้วก็ค่อยๆเข้าที่ไปเอง ไม่จับตัวเป็นก้อนเท่าไหร่ ปัจจุบันฉีดมาได้เดือนกว่าๆ แล้วค่ะ โดยรวมออกมาค่อนข้างโอเคเลยค่า ถูกใจมาก ดูรูปได้เลยเลย สรุปแล้วเราฉีดไปแค่ 1 cc เองค่ะ
เป็นการจบรีวิวสั้นๆ การเล่าประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกของเราเลยค่ะ ทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรกับใบหน้าเลย ลองฟิลเลอร์ก่อนว่าจะออกมาสวยไหม 555+ ต่อไปอาจจะไปทำจมูกต่อก็ค่อยว่ากัน ก็สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากลองฉีดฟิลเลอร์ปากนะคะ ก็แนะนำหาคลินิกดีๆหน่อย ดู เช็คประวัติคลินิกก่อนตัดสินใจนิดนึงค่ะ อย่างของเราฉีดกับ Fiora clinic ก็รู้สึกโอเค จากการที่เราหาข้อมูลมาแล้วเป็นคลินิกที่เชื่อถือได้ที่นึงเลยค่ะ หมอก็โอเค พนง.ก็ให้คำปรึกษาดี ใครที่สนใจก็สามารถมาสอบถามได้ฟิออร่าคลินิก อยู่มหาชัยนะคะ ตอนนี้ก็ขอจบรีวิวแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านค่า
[SR] กระทู้นี้สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากฉีดฟิลเลอร์ปาก (Fiora clinic)
สาเหตุที่เลือกฉีดฟิลเลอร์ปากแทนที่จะฉีดส่วนอื่น
เพราะว่าตัวเราเองมีปากที่ค่อนข้างบางแล้วรูปทรงไม่สวยไม่ชัด คือเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เราชอบน้อยที่สุดบนใบหน้าเลยก็ว่าได้เราก็เลยอยากเสริมความมั่นใจดู
ทำไมต้องเป็นฟิลเลอร์?
จริงๆการทำศัลยกรรมปากนี่นอกจากฉีดก็ยังมีการทำปากกระจับ ซึ่งเป็นการทำแบบถาวร แต่เราเลือกฟิลเลอร์เพราะมันกึ่งไม่ถาวร คือรูปทรงปากเราเปลี่ยนแน่ๆแหละ แต่มันมีระยะเวลาสลายของฟิลเลอร์ มันก็จะธรรมชาติมากขึ้น แต่ส่วนตัวเรามองว่าการ ศัลยกรรมปากกระจับมันดูไม่ธรรมชาติแล้วค่อนข้างเจ็บเพราะมันต้องตัดเนื้อตรงปากออกไปเพื่อให้มันได้ทรงกระจับ เราเลยเลือกเป็นการฉีดฟิลเลอร์ดีกว่า
แล้วใช้ Filler ตัวไหนดี?
จริงๆ ฟิลเลอร์มีหลายตัว หลายเกรด หลายยี่ห้อนะคะ เราจะขอพูดถึงตัวหลักๆ ที่คนนิยมฉีดและผ่านอย.ก็จะมีของเกาหลี Neuramis ตัวนี้จะนิยมมากเพราะถูก แต่มีเพื่อนฉีดแล้วฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน ตัว Juvederm ของเมกาตัวนี้ก็จะอีกเกรดราคาสูงกว่าเท่านึง ก็จะไม่จับตัวเป็นก้อนมันจะสมูทกว่าแต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน และก็ตัวสุดท้าย Restylane Kysse เป็นฟิลเลอร์ ตัวแรกของโลกที่ใช้สำหรับฉีดปากโดยเฉพาะ ราคาจะพอๆกับ Neuramis เลย
ซึ่งหลังจากที่เราได้ปรึกษากับคุณหมอของคลินิกที่เราฉีดซึ่งก็คือ ฟิออร่าคลินิก นะคะ เราตัดสินใจฉีดเป็น Restylane Kysse เนื่องด้วยราคาและจำนวน cc ที่ต้องฉีดคำนวณแล้วเราใช้ตัวนี้งบจะไม่บานปลายค่ะ แล้วด้วยความที่มันเป็นฟิลเลอร์ตัวแรกสำหรับฉีดปาก ค่อนข้างเชื่อถือได้ระดับนึงเราเลยไว้ใจค่ะ
สำหรับขั้นตอนการฉีด
เราได้มีการเข้าไปคุยกับทางคุณหมอก่อนถึงรูปทรงปากที่อยากได้ค่ะ ว่าอยากได้ปากทรงไหนก็เปิดรูปให้หมอดูเลย แต่เราไม่ได้เจาะจงว่าอยากได้ปากแบบไหนเป็นพิเศษแค่อยากให้มันดูดี มั่นใจเพิ่มขึ้นแบบธรรมชาติๆ ก็บอกกับทางคุณหมอไปแบบนี้ค่ะ ทางคุณหมอจากฟิออร่าก็ให้คำแนะนำได้ดีค่ะ เขาก็จะมีแนะนำว่าปากเราต้องเติมตรงไหนบ้าง อาจจะไม่ได้ตามแบบเป๊ะๆ เพราะต้องดูความเหมาะของทรงปากเราด้วย และก็คำนวณว่าต้องฉีดเท่าไหร่ หมอก็จะแนะนำเป็นฉีดของตัวนี้นะๆๆ ซึ่งเราได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าตัดสินใจเป็นตัว Restylane Kysse ของทางฟิออร่าคลินิกก็จะอยู่ที่ 11,000 บาท/cc นะคะ (ราคาแต่ละคลินิกไม่เท่ากัน)
หลังจากที่เราตกลงรูปทรงปากกับทางคุณหมอแล้วมาพูดถึงขั้นตอนต่อไปก็จะเป้นการฉีดก็จะมีฉีดยาชาและรอให้ยาชาออกฤทธิ์ คุณหมอฟิออร่าก็จะมาแกะกล่องฟิลเลอร์ Restylane ให้ดูว่าของแท้แน่นอน ไม่ได้เอาฟืลเลอร์ปลอมมาฉีดให้กับเราตัวกล่องมันก้จะเช็คได้เลยว่าผ่าน อย. (การฉีดฟืลเลอร์ต้องดูคลีนิกดีๆนะคะ เพราะบางที่อาจจะใช้ของปลอม แล้วจะมีผลหลังฉีดไปแล้ว ซึ่งมันจะเกิดผลเสียกับเรา เสียทั้งเงินทั้งความสวยไปเลย เพราะการขูดเอาฟิลเลอร์ออกนี่หลายตังอยู่นะคะ)
คุณหมอก็ลงมือฉีดตามจุดที่เขาดูไว้ตอนแรก ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ ไม่เจ็บเลย (เพราะยาชา 555+) แต่คุณหมอก็มือนิ่งด้วยค่ะ หลังฉีดก็พักสักแปปก็กลับบ้านได้ตามปกติ
ในส่วนคำแนะนำหลังฉีด
จริงๆ หลังฉัดไปสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย
แต่เจ้าหน้าในคลินิกก็แนะนำว่า 7 วันแรก อาจจะมีบวม ไม่นวดคลึง กด หรือสัมผัส บริเวณที่ฉีด
หลีกเลี่ยงการทานอาหารร้อนจัดเป็นเวลา7วัน แล้วก็สามารถทาลิปสติกได้ตามปกติค่ะ
หลังเราฉีดก็จะมีบวมนิดนึงวันแรกๆค่ะ แล้วก็ค่อยๆเข้าที่ไปเอง ไม่จับตัวเป็นก้อนเท่าไหร่ ปัจจุบันฉีดมาได้เดือนกว่าๆ แล้วค่ะ โดยรวมออกมาค่อนข้างโอเคเลยค่า ถูกใจมาก ดูรูปได้เลยเลย สรุปแล้วเราฉีดไปแค่ 1 cc เองค่ะ
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้