ตามหัวโพสเลยคับ
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ แซนวิส
ในคลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=Tgkgl8akq14&t=216s
ที่เป็นถึงผู้จัดการกองทุนหุ้นที่ใหญ่สุดในยุคก่อนปี พ.ศ. 40 หรือ ก่อนปี ค.ศ.1997
ถึงขาดทุนหุ้นยับจนติดหนี้ถึงพันล้านบาทได้
ทั้งๆที่ก่อนติดหนี้พันล้าน เคยพอร์ตโตถึงพันล้านมาก่อน
ที่นี้เรามาดูความย้อนแย้งไม่สมเหตุสมผล
กับสิ่งที่ ศิริวัฒน์ แซนวิส
ที่อดีตในยุคนั้นเคยเป็นถึงผู้จัดกการกองทุนหุ้นที่ใหญ่สุด
หรือ มองอีกมุมก็ คือ เจ้ามือรายใหญ่สุดในไทย มาก่อน
งั้นเรามาดูความย้อนแย้งไล่ที่ละ Step จากกราฟกันดีกว่าคับ
สมมุติ ว่า พวกเราเป็น
คุณ ศิริวัฒน์ แซนวิส
กันก่อนเลย
1.เริ่มแรกเขาเคยบอกในคลิปให้สัมภาคว่า
เป็นเทรดเดอร์ผู้จัดการกองทุนยักใหญ่ที่สุดของไทยในยุคนั้น
ที่เก่งมากๆ เทรดได้กำไรให้กองทุนมหาศาล
และต่อให้แม้จะลาออกจากกองทุนไปแล้ว
ก็ยังทำกำไรได้มหาศาลมาเรื่อยมา
ในช่วงปี ค.ศ.1987 - 1994 ตามภาพ SET รูปที่ 1
ซึ่งใครใช้ Elliott Wave
จะรู้ว่า เขาทำกำไรจากช่วงเทรนขาขึ้น Wave 3 กับ 5 นั้นเอง
และช่วงนี้เองที่พอร์ตเขาโตขึ้นเป็นพันล้านบาทได้ตามที่ผมเข้าใจ

รูปที่ 1 : เขาทำกำไรมหาศาลได้ในช่วงกรอบสีเหลืองนี้
2.เขาเริ่มคิดจะใช้การเทรดด้วยระบบ Margin
และเท่าที่ผมเข้าใจ เขามีการ All In ด้วยในช่วงนี้
ทั้งที่ๆ Price Pattern กราฟเทคนิก และ Elliott Wave
ฟ้องว่า มีโอกาสลงแรงสูงมาก
เนื่องจากฟอร์มจนจบ e
แล้วราคาร่วงควรจะต่ำกว่า 1100.03 จุด
หรือ 75% ของคลื่นที่ยาวที่สุด คือ b
ตามภาพ SET รูปที่ 2
ซึ่งถ้าใครจะมาบอกว่า เขาอาจนับเวฟมองพลาด
มองเป็นสามเหลี่ยมขาขึ้นต่อ Sub 4
เพราะ Wave5 ของ Trading Impluse
ยังไม่จบ เทรนขาขึ้น
อันนี้จะเกิดขึ้นได้กับมือใหม่
แต่กับ ศิริวัฒน์ แซนวิส
ซึ่งเป็นถึงเซียนเทรดเดอร์มาก่อนหน้าฟ้องสบู่แตก
เป็นสิบๆปี เป็นไปไม่ได้คับ
เพราะมีแต่ไหนคนที่เคยเป็นผู้ขัดการกองทุน
และออกไปเป็นฟรีแลนด์เทรดเดอร์
กลับนับเวฟพลาด
หรือ ไม่รู้แม้กระทั่งวิชาสายเทคนิก
Price Pattern และ Elliott Wave
ยกเว้นแต่ว่า ยุคนั้น
วิชาสายเทคนิกอาจจะยังไม่มีเผยแผ่ในไทยเลย
ใตรเคยอยู่ในยุคนั้นออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้นะคับ
และแน่นอนเขาบอกด้วยว่า เขาลงทุนด้วย
Money Manament(MM) ที่ไม่ดีพอ
แต่ผมอยากให้โฟกัสในประเด็น การวิเคราะห์สายเทคนิก หรือ สาย VI ก็ได้มากกว่า ถ้าจะมีใครเสนอ
เพราะ MM มันไม่ได้เกี่ยวกับการตัดสินใจแทงผิดฝั่ง ทำนายอนาคตของ SET พลาด เลย
เพราะงั้นโพสนี้ผมจะไม่พูดถึง MM เข้าใจตรงกันนะคับ

รูปที่ 2 : เขาคิดจะ All In หุ้นหลายตัวในแทงว่า มันจะขึ้นต่อในช่วงกรอบสีเหลืองนี้
3.และแล้วเขาก็ได้พบกับจุดจบ
เมื่อ SET ร่วงไปต่ำกว่า 1100.03 จุด
ตามที่ Price Pattern และ Elliott Wave
ฟ้องไว้ ไปไกลลิบเลยแหละจนถึง 200 จุดด้วย
ช่วงนี้เองที่เขาพอร์ตแตกจนต้องติดหนี้โบรกเป็นพันล้านบาท
ยังไม่นับรวมหนี้จากกู้ในไทยมาลงทุนอหังสาเพิ่มอีกนะ
ตามรูปที่ 3

รูปที่ 3 : SET ร่วงหนักไป 200 จุด และทำให้เขาติดหนี้โบรกเป็นพันล้านบาทตามกรอบสีเหลือง
และรูปสุดท้ายเมื่อตลาดเฉลยอย่างที่พวกเรารู้กันดีว่า SET ทำทรงกราฟยังไงบ้าง

รูปที่ 4 : SET ภาพใหญ่สุด เมื่อตลาดเฉลยหลังปี ค.ศ.1997-1998 ไปแล้ว
คำถาม คือ ทำไมคนที่เคยเป็นถึงเทรดเดอร์ผู้จัดการกองทุนอย่างเขา
ถึงได้ตัดสินใจผิดพลาดแทงขึ้นจนเสมือนไม่รู้ หรือ ไม่เก่งกราฟเทคนิกได้ขนาดนี้
หรือ ว่าเขาเป็นสายเพียว VI อย่างเดียว ไม่เทคนิกมาผสมโรงเลย
มีใครพอเดาได้ไหมคับ ว่า เพราะอะไรเขาถึงตัดสินใจผิดพลาดได้ขนาดนี้
ปล1.ขอให้ถกกันด้วยความรู้สาย VI และเทคนิก ในประเด็นการเทรดหุ้นของเขาในช่วง SET ตามที่บอกมาเท่านั้น
คือ ปี ค.ศ.1987-1998 นอกเหนือจากนั้นถามมา
ผมจะๆไม่ตอบนะคับ
เช่น ถามว่า SET จะทำ Wave ไหนต่อไป Price Pattern ไหนต่อไป
หรือมาออกแนวแซะ เชิงโพสอื่นคับ
โพสนี้ก็บอกยุว่า ถกวิจารณ์การเทรดของเขา
ปล2.และยังไม่ต้องพูดเรื่อง Money Manament(MM) ที่ไม่ดีของเขานะ
เพราะผมอยากรู้ว่า ทำไมถึงตัดสินใจพลาดมัน
และผมอยากให้โฟกัสในประเด็น การวิเคราะห์สายเทคนิก หรือ สาย VI มากกว่า ถ้าจะมีใครเสนอ
เพราะ MM มันไม่ได้เกี่ยวกับการตัดสินใจแทงผิดฝั่ง ทำนายอนาคตของ SET พลาด เลย
เพราะงั้นโพสนี้ผมจะไม่พูดถึง MM เข้าใจตรงกันนะคับ
ปล3.ใครมีความรู้สายเทคนิก หรือ VI เรื่องไหนที่ผมไม่รู้มากพอ
ยินดีรับฟัง แต่ขอให้เป็นการะวิเคราะห์ในมุมมองของ ปี ค.ศ.1987-1998
เสมือนว่า เราเป็นเขาที่กำลังเทรดหุ้นในยุคนั้นนะคับ
ทำไม ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ แซนวิส ถึงพลาดขาดทุนยับจนติดหนี้พันล้านได้ในปี 40 ทั้งๆที่เป็นถึงผู้จัดกการกองทุนหุ้นใหญ่สุด
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ แซนวิส
ในคลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=Tgkgl8akq14&t=216s
ที่เป็นถึงผู้จัดการกองทุนหุ้นที่ใหญ่สุดในยุคก่อนปี พ.ศ. 40 หรือ ก่อนปี ค.ศ.1997
ถึงขาดทุนหุ้นยับจนติดหนี้ถึงพันล้านบาทได้
ทั้งๆที่ก่อนติดหนี้พันล้าน เคยพอร์ตโตถึงพันล้านมาก่อน
ที่นี้เรามาดูความย้อนแย้งไม่สมเหตุสมผล
กับสิ่งที่ ศิริวัฒน์ แซนวิส
ที่อดีตในยุคนั้นเคยเป็นถึงผู้จัดกการกองทุนหุ้นที่ใหญ่สุด
หรือ มองอีกมุมก็ คือ เจ้ามือรายใหญ่สุดในไทย มาก่อน
งั้นเรามาดูความย้อนแย้งไล่ที่ละ Step จากกราฟกันดีกว่าคับ
สมมุติ ว่า พวกเราเป็น
คุณ ศิริวัฒน์ แซนวิส
กันก่อนเลย
1.เริ่มแรกเขาเคยบอกในคลิปให้สัมภาคว่า
เป็นเทรดเดอร์ผู้จัดการกองทุนยักใหญ่ที่สุดของไทยในยุคนั้น
ที่เก่งมากๆ เทรดได้กำไรให้กองทุนมหาศาล
และต่อให้แม้จะลาออกจากกองทุนไปแล้ว
ก็ยังทำกำไรได้มหาศาลมาเรื่อยมา
ในช่วงปี ค.ศ.1987 - 1994 ตามภาพ SET รูปที่ 1
ซึ่งใครใช้ Elliott Wave
จะรู้ว่า เขาทำกำไรจากช่วงเทรนขาขึ้น Wave 3 กับ 5 นั้นเอง
และช่วงนี้เองที่พอร์ตเขาโตขึ้นเป็นพันล้านบาทได้ตามที่ผมเข้าใจ
รูปที่ 1 : เขาทำกำไรมหาศาลได้ในช่วงกรอบสีเหลืองนี้
2.เขาเริ่มคิดจะใช้การเทรดด้วยระบบ Margin
และเท่าที่ผมเข้าใจ เขามีการ All In ด้วยในช่วงนี้
ทั้งที่ๆ Price Pattern กราฟเทคนิก และ Elliott Wave
ฟ้องว่า มีโอกาสลงแรงสูงมาก
เนื่องจากฟอร์มจนจบ e
แล้วราคาร่วงควรจะต่ำกว่า 1100.03 จุด
หรือ 75% ของคลื่นที่ยาวที่สุด คือ b
ตามภาพ SET รูปที่ 2
ซึ่งถ้าใครจะมาบอกว่า เขาอาจนับเวฟมองพลาด
มองเป็นสามเหลี่ยมขาขึ้นต่อ Sub 4
เพราะ Wave5 ของ Trading Impluse
ยังไม่จบ เทรนขาขึ้น
อันนี้จะเกิดขึ้นได้กับมือใหม่
แต่กับ ศิริวัฒน์ แซนวิส
ซึ่งเป็นถึงเซียนเทรดเดอร์มาก่อนหน้าฟ้องสบู่แตก
เป็นสิบๆปี เป็นไปไม่ได้คับ
เพราะมีแต่ไหนคนที่เคยเป็นผู้ขัดการกองทุน
และออกไปเป็นฟรีแลนด์เทรดเดอร์
กลับนับเวฟพลาด
หรือ ไม่รู้แม้กระทั่งวิชาสายเทคนิก
Price Pattern และ Elliott Wave
ยกเว้นแต่ว่า ยุคนั้น
วิชาสายเทคนิกอาจจะยังไม่มีเผยแผ่ในไทยเลย
ใตรเคยอยู่ในยุคนั้นออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้นะคับ
และแน่นอนเขาบอกด้วยว่า เขาลงทุนด้วย
Money Manament(MM) ที่ไม่ดีพอ
แต่ผมอยากให้โฟกัสในประเด็น การวิเคราะห์สายเทคนิก หรือ สาย VI ก็ได้มากกว่า ถ้าจะมีใครเสนอ
เพราะ MM มันไม่ได้เกี่ยวกับการตัดสินใจแทงผิดฝั่ง ทำนายอนาคตของ SET พลาด เลย
เพราะงั้นโพสนี้ผมจะไม่พูดถึง MM เข้าใจตรงกันนะคับ
รูปที่ 2 : เขาคิดจะ All In หุ้นหลายตัวในแทงว่า มันจะขึ้นต่อในช่วงกรอบสีเหลืองนี้
3.และแล้วเขาก็ได้พบกับจุดจบ
เมื่อ SET ร่วงไปต่ำกว่า 1100.03 จุด
ตามที่ Price Pattern และ Elliott Wave
ฟ้องไว้ ไปไกลลิบเลยแหละจนถึง 200 จุดด้วย
ช่วงนี้เองที่เขาพอร์ตแตกจนต้องติดหนี้โบรกเป็นพันล้านบาท
ยังไม่นับรวมหนี้จากกู้ในไทยมาลงทุนอหังสาเพิ่มอีกนะ
ตามรูปที่ 3
รูปที่ 3 : SET ร่วงหนักไป 200 จุด และทำให้เขาติดหนี้โบรกเป็นพันล้านบาทตามกรอบสีเหลือง
และรูปสุดท้ายเมื่อตลาดเฉลยอย่างที่พวกเรารู้กันดีว่า SET ทำทรงกราฟยังไงบ้าง
รูปที่ 4 : SET ภาพใหญ่สุด เมื่อตลาดเฉลยหลังปี ค.ศ.1997-1998 ไปแล้ว
คำถาม คือ ทำไมคนที่เคยเป็นถึงเทรดเดอร์ผู้จัดการกองทุนอย่างเขา
ถึงได้ตัดสินใจผิดพลาดแทงขึ้นจนเสมือนไม่รู้ หรือ ไม่เก่งกราฟเทคนิกได้ขนาดนี้
หรือ ว่าเขาเป็นสายเพียว VI อย่างเดียว ไม่เทคนิกมาผสมโรงเลย
มีใครพอเดาได้ไหมคับ ว่า เพราะอะไรเขาถึงตัดสินใจผิดพลาดได้ขนาดนี้
ปล1.ขอให้ถกกันด้วยความรู้สาย VI และเทคนิก ในประเด็นการเทรดหุ้นของเขาในช่วง SET ตามที่บอกมาเท่านั้น
คือ ปี ค.ศ.1987-1998 นอกเหนือจากนั้นถามมา
ผมจะๆไม่ตอบนะคับ
เช่น ถามว่า SET จะทำ Wave ไหนต่อไป Price Pattern ไหนต่อไป
หรือมาออกแนวแซะ เชิงโพสอื่นคับ
โพสนี้ก็บอกยุว่า ถกวิจารณ์การเทรดของเขา
ปล2.และยังไม่ต้องพูดเรื่อง Money Manament(MM) ที่ไม่ดีของเขานะ
เพราะผมอยากรู้ว่า ทำไมถึงตัดสินใจพลาดมัน
และผมอยากให้โฟกัสในประเด็น การวิเคราะห์สายเทคนิก หรือ สาย VI มากกว่า ถ้าจะมีใครเสนอ
เพราะ MM มันไม่ได้เกี่ยวกับการตัดสินใจแทงผิดฝั่ง ทำนายอนาคตของ SET พลาด เลย
เพราะงั้นโพสนี้ผมจะไม่พูดถึง MM เข้าใจตรงกันนะคับ
ปล3.ใครมีความรู้สายเทคนิก หรือ VI เรื่องไหนที่ผมไม่รู้มากพอ
ยินดีรับฟัง แต่ขอให้เป็นการะวิเคราะห์ในมุมมองของ ปี ค.ศ.1987-1998
เสมือนว่า เราเป็นเขาที่กำลังเทรดหุ้นในยุคนั้นนะคับ