
วันนี้วันเเห่งความรักนะครับ ขอให้ทุกๆท่านมีความสุขในวันเเห่งความรักที่สวยงามนะครับ สำหรับคนที่มีความรักเเล้ว ก็ขอให้อยู่ด้วยกันไปนานๆรักกันให้มากๆนะครับ สำหรับคนที่ยังโสด ก็ขอให้พบกับรักของตัวเองไวๆกันด้วยเด้อ สุขสันต์วันวาเลนไทล์จ้า
สายดึกทั้งหลาย วันอังคารพรุ่งนี้ เรามีนัดนะครับ เเมนยู เจอไบรตัน เวลาดีที่คุ้นเคย 03.05 ชนะได้ก็ขึ้นที่4 เสมอหรือเเพ้ก็อยู่ที่เดิม ง่ายๆเเบบนี้เเหละ
ขอยกบทความจากเพจ cheerball มาฝากนะครับวันนี้
[ #เจ้าของคนละโลก ]
เชลซีเพิ่งฉลองแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2021 ด้วยการเฉือนชนะพัลเมรัส 2-1 ในเกมนัดชิง ชนิดต้องสู้กันมาราธอน 120 นาที กว่าจะตัดสินชี้ขาดได้
ถือเป็นแชมป์ที่ 2 ของ โธมัส ทูเคิ่ล ในรอบ 1 ปีที่มานั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีม โดยก่อนหน้านั้นหักปากกาเซียนครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จมาแล้ว
พัฒนาการของเชลซีแบบพรวดพราด ดีขึ้นทันตาเห็น คงต้องยกเครดิตให้กุนซือเยอรมัน ผู้เข้ามาปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะแท็คติกที่ตอบสนองและสร้างบรรยากาศอันยอดเยี่ยมในห้องแต่งตัว
แม้จะไม่ได้ราบรื่นซะเลยทีเดียว ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคไม่ใช่น้อย เมื่อคุณต้องเป็นเจ้านายของแข้งซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพง แต่ก็ยังประคับประคองไปได้ในระดับน่าพอใจ
แต่ ทูเคิ่ล เชื่อว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากเจ้าของทีม มันก็คงยากมากที่เชลซีจะฝ่าด่านผ่านไปสู่ความสำเร็จได้
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากขอบคุณ โรมัน อบราโมวิช ที่คอยอยู่เบื้องหลัง พร้อมช่วยเหลือเสมอ ไม่ใช่แค่คอยจ่ายเงินหรือนั่งคิดผลกำไรเพียงแค่อย่างเดียว
"นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับเขา เราพบกันแค่ช่วงสั้นๆ ในสนามหลังจบเกมชิง ผมบอกไปว่ายินดีด้วยและเขาก็พูดตอบกลับมาเช่นกัน"
"ผมบอกต่ออีกว่า นี่สำหรับคุณ สโมสรของคุณ คุณทุ่มเทเพื่อทำให้มันเป็นไปได้ ดังนั้นโทรฟี่นี้ผมเลยมอบให้เขา"
บางคนอาจคิดไปได้ว่า ทูเคิ่ล เหมือนเจตนาเอาใจเจ้าของทีม ผู้ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าใครทั้งสิ้น
แต่ความจริงยิ่งกว่าคือ เขารู้ถึงความตั้งใจของมหาเศรษฐรชาวรัสเซียรายนี้ แทบไม่เคยแสดงความหวั่นไหวหรือยอมแพ้ง่ายๆเลย
เราต้องไม่ลืมว่า อบราโมวิช ถูกห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2018 รัฐบาลไม่ออกวีซ่าให้ ด้วยสาเหตุข้อพิพาทเกี่ยวกับผู้ประกอบการระหว่างอังกฤษกับรัสเซีย
นอกจากนี้เชื่อว่ายังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มจากการวางยาพิษ เซอร์เก สกรีปัล อดีตสายลับ ซึ่งคาดว่ารัสเซียน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง อบราโมวิช กับ วลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำของรัสเซีย อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ
หากจำกันได้ช่วงดังกล่าว มีกระแสข่าวว่าเขาพร้อมจะขายสโมสร เพราะเริ่มเอือมระอากับปัญหามากมาย การเดินทางเข้าออกก็มีอุปสรรคอีก เมื่อไม่เป็นที่ต้อนรับก็ควรทางใครทางมัน
แต่นี่เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น แม้เดินทางมาดูเกมขอบสนามเหมือนอย่างเคยทำเป็นประจำไม่ได้ อบราโมวิช ก็ไม่ยอมแพ้เลย คอยโทรสั่งการหรือประชุมเพรสคอนเฟเรนซ์อยู่เสมอ
เขายังวางใจให้ มารีน่า กรานอฟสกาย่า ทำหน้าที่หลักๆแทนด้วย กิจการยังขับเคลื่อนไปตามปกติ โดยทุกเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเชลซี ต้องรายงานให้รับรู้ทั้งหมดด้วย
ครอบครัวของ อบราโมวิช ยังอยู่ในลอนดอนอีกต่างหาก เพราะหากเดินทางกลับรัสเซียบ่อยๆ หวั่นอาจเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าเหมือนกัน
ดังนั้นหลายครั้งหากอยากต้องการพบกับภรรยาและลูกๆ จะต้องไปเจอกันที่ต่างประเทศหรือไม่ก็บนเรือยอร์ช นอกเขตชายฝั่งของสหราชอาณาจักร คิดดูแล้วกันว่าวุ่นวายแค่ไหน
สำหรับพวกนักธุรกิจใหญ่ระดับโลก การที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก แม้จะมีทุกอย่างพร้อมอำนวยความสะดวก แต่เวลาที่ต้องสูญเสียไปนั้น มันมีความสำคัญมากที่สุด
กระทั่งเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัญหาดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย โฆษกส่วนตัว อบราโมวิช ออกมาแถลงว่า บอสใหญ่สามารถเดินทางเข้าอังกฤษได้แล้ว ในฐานะพลเมืองของอิสราเอล เพราะตัวเขาเองมีเชื้อสายยิวเป็นทุนเดิม
สถานที่แรกๆเมื่อแลนดิ้งลอนดอนแล้ว อบราโมวิช บึ่งมายังที่ทำการสโมสร จากนั้นไปต่อยังค็อบแฮม ศูนย์ฝึกซ้อมอันทันสมัย ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมทุกอย่าง
ชัดเจนเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับเชลซีมากขนาดไหน ทั้งที่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องลงไปจัดการเอง แค่สั่งคำเดียวก็น่าจะโอเค
จึงไม่น่าแปลกใจเลย อบราโมวิช จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ตลอดเกือบ 20 ปีที่มาเทคโอเวอร์ ไม่เคยทิ้งขว้างสโมสรไปตามยถากรรมหรือเน้นหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า
เขาคำนึงถึงชื่อเสียงสโมสรเป็นหลัก หากจะทำให้เชลซีเป็นที่นิยม ยกระดับขึ้นมาทัดเทียมกับพวกท็อปทีมในยุโรป จะต้องกวาดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
ความใส่ใจและการทำงานหนัก คือกุญแจสำคัญนำให้เชลซียืนหยัดอย่างสง่างามนับตั้งแต่ปี 2003 ที่ อบราโมวิช เข้ามาซื้อกิจการด้วยเงิน 140 ล้านปอนด์ พร้อมแบกหนี้ก้อนเดิมอีก 75 ล้านปอนด์
ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเชลซีเชิดหน้าได้ทุกวันนี้ ตัวแปรสำคัญคือการทุ่มเงินเพื่อแลกมา
แต่บริบทของพวกเขาคือค่อยๆเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป แม้นิสัยอย่างหนึ่งของ อบราโมวิช จะเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้นก็ตาม
ในยุคของเขาเชลซีประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย โดยที่ก่อนหน้านั้นเคยได้แค่ครั้งเดียวช่วงทศวรรษ 50 นานมากแล้ว
นอกจากนี้ยังบันดาลแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาให้อีก 2 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ที่ต้องบันทึกเอาไว้เลย
ยังมียูฟ่า ยูโรปาลีกอีก 2 สมัย , เอฟเอคัพ 5 สมัยและลีกคัพอีก 3 สมัย คิดดูแล้วกันว่าเชลซียิ่งใหญ่เพียงใดในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้เชลซีขึ้นทำเนียบหนึ่งในสโมสรใหญ่ของยุโรปไปแล้ว ในระนาบเดียวกับลิเวอร์พูลหรือแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำ ฐานแฟนบอลนอกประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น ตามผลงานความสำเร็จ
จากที่เคยซื้อมาแค่ 140 ล้านปอนด์ บวกหนี้อีกก้อน ตอนนี้เชลซีมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,000 พันล้านปอนด์เข้าไปแล้ว
สาวกสิงห์น้ำเงินทุกคนยอมรับว่าเป็นหนี้บุญคุณ อบราโมวิช หากไม่มีมหาเศรษฐีรายนี้เดินเข้ามาเมื่อปี 2003 ยังไม่รู้เหมือนกันว่าชะตากรรมสโมสรจะเป็นเช่นไร แต่คงไม่ดีเหมือนปัจจุบันแน่นอน
มันช่วยไม่ได้จริงๆที่แฟนบอลบางทีม โดยเฉพาะแมนฯยูไนเต็ดจะสลดใจ เมื่อมองย้อนกลับมาดูเจ้าของทีมตัวเอง
โจเอล และ อัฟราม สองพี่น้องตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่บริหารโดยตรง แทบไม่เคยโผล่มาชมเกมเลย ทั้งที่ไม่ต้องวุ่นวายขอวีซ่า อยากมาเมื่อไรได้เลยไม่มีปัญหา
อีกทั้งยังนำญาติพี่น้องมานั่งตำแหน่งสำคัญในสโมสรเกือบ 10 คน เงินปันผลต่างๆรับแต่ละงวดมหาศาล ในขณะที่สโมสรติดหนี้บานตะเกียงที่มาจากการกู้ โดยที่เชื่อกันว่าแทบไม่เคยควักเงินตัวเองเลย
ศูนย์ซ้อมแคร์ริงตันก็ล้าหลังมากๆ ไม่ได้มีความทันสมัยสมราคาทีมใหญ่ในอังกฤษ อุปกรณ์หลายอย่างก็หมดสภาพ
ไม่ต้องอะไรมาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังเจอประสบการณ์ตรงเอง ขนาดค่าน้ำผลไม้ 1 ปอนด์ ยังต้องมาเก็บเงินนักเตะ ช่วงไปเก็บตัวพักที่โรงแรม อย่างนี้ไม่เรียกว่าสโมสรใหญ่หรอก
สังเวียนแข้งที่เข้มขลังอย่างโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฝนตกที่หลังคาก็รั่ว แฟนบอลเปียกปอนไปหมด
เกมเอฟเอคัพกับมิดเดิ้ลโบรช์ ก็เกิดระบบล่ม ไม่อาจขายอาหารและเครื่องดื่มให้แฟนบอลกว่า 70,000 คนได้ ต้องทนหิวกันอยู่อย่างนั้น
เรื่องง่ายๆ สิ่งที่ควรเป็นมาตรฐานของสโมสรชั้นนำ ยังไม่มีให้เห็นเลย
นี่เป็นเพียงแค่บางเคสเท่านั้นเอง ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ย่ำแย่ในยุคของพวกเกลเซอร์เข้ามาครอบครองอำนาจ
ทำไม โรมัน อบราโมวิช ไม่คิดมาซื้อแมนฯยูไนเต็ดก่อน?
เชื่อเถอะว่าแฟนผีหลายคนคิดอย่างนี้จริงๆ
--------------
+++เจ้าของทีมที่อยู่กันคนละโลก
สายดึกทั้งหลาย วันอังคารพรุ่งนี้ เรามีนัดนะครับ เเมนยู เจอไบรตัน เวลาดีที่คุ้นเคย 03.05 ชนะได้ก็ขึ้นที่4 เสมอหรือเเพ้ก็อยู่ที่เดิม ง่ายๆเเบบนี้เเหละ
ขอยกบทความจากเพจ cheerball มาฝากนะครับวันนี้
[ #เจ้าของคนละโลก ]
เชลซีเพิ่งฉลองแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2021 ด้วยการเฉือนชนะพัลเมรัส 2-1 ในเกมนัดชิง ชนิดต้องสู้กันมาราธอน 120 นาที กว่าจะตัดสินชี้ขาดได้
ถือเป็นแชมป์ที่ 2 ของ โธมัส ทูเคิ่ล ในรอบ 1 ปีที่มานั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีม โดยก่อนหน้านั้นหักปากกาเซียนครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จมาแล้ว
พัฒนาการของเชลซีแบบพรวดพราด ดีขึ้นทันตาเห็น คงต้องยกเครดิตให้กุนซือเยอรมัน ผู้เข้ามาปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะแท็คติกที่ตอบสนองและสร้างบรรยากาศอันยอดเยี่ยมในห้องแต่งตัว
แม้จะไม่ได้ราบรื่นซะเลยทีเดียว ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคไม่ใช่น้อย เมื่อคุณต้องเป็นเจ้านายของแข้งซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพง แต่ก็ยังประคับประคองไปได้ในระดับน่าพอใจ
แต่ ทูเคิ่ล เชื่อว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากเจ้าของทีม มันก็คงยากมากที่เชลซีจะฝ่าด่านผ่านไปสู่ความสำเร็จได้
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากขอบคุณ โรมัน อบราโมวิช ที่คอยอยู่เบื้องหลัง พร้อมช่วยเหลือเสมอ ไม่ใช่แค่คอยจ่ายเงินหรือนั่งคิดผลกำไรเพียงแค่อย่างเดียว
"นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับเขา เราพบกันแค่ช่วงสั้นๆ ในสนามหลังจบเกมชิง ผมบอกไปว่ายินดีด้วยและเขาก็พูดตอบกลับมาเช่นกัน"
"ผมบอกต่ออีกว่า นี่สำหรับคุณ สโมสรของคุณ คุณทุ่มเทเพื่อทำให้มันเป็นไปได้ ดังนั้นโทรฟี่นี้ผมเลยมอบให้เขา"
บางคนอาจคิดไปได้ว่า ทูเคิ่ล เหมือนเจตนาเอาใจเจ้าของทีม ผู้ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าใครทั้งสิ้น
แต่ความจริงยิ่งกว่าคือ เขารู้ถึงความตั้งใจของมหาเศรษฐรชาวรัสเซียรายนี้ แทบไม่เคยแสดงความหวั่นไหวหรือยอมแพ้ง่ายๆเลย
เราต้องไม่ลืมว่า อบราโมวิช ถูกห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2018 รัฐบาลไม่ออกวีซ่าให้ ด้วยสาเหตุข้อพิพาทเกี่ยวกับผู้ประกอบการระหว่างอังกฤษกับรัสเซีย
นอกจากนี้เชื่อว่ายังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มจากการวางยาพิษ เซอร์เก สกรีปัล อดีตสายลับ ซึ่งคาดว่ารัสเซียน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง อบราโมวิช กับ วลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำของรัสเซีย อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ
หากจำกันได้ช่วงดังกล่าว มีกระแสข่าวว่าเขาพร้อมจะขายสโมสร เพราะเริ่มเอือมระอากับปัญหามากมาย การเดินทางเข้าออกก็มีอุปสรรคอีก เมื่อไม่เป็นที่ต้อนรับก็ควรทางใครทางมัน
แต่นี่เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น แม้เดินทางมาดูเกมขอบสนามเหมือนอย่างเคยทำเป็นประจำไม่ได้ อบราโมวิช ก็ไม่ยอมแพ้เลย คอยโทรสั่งการหรือประชุมเพรสคอนเฟเรนซ์อยู่เสมอ
เขายังวางใจให้ มารีน่า กรานอฟสกาย่า ทำหน้าที่หลักๆแทนด้วย กิจการยังขับเคลื่อนไปตามปกติ โดยทุกเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเชลซี ต้องรายงานให้รับรู้ทั้งหมดด้วย
ครอบครัวของ อบราโมวิช ยังอยู่ในลอนดอนอีกต่างหาก เพราะหากเดินทางกลับรัสเซียบ่อยๆ หวั่นอาจเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าเหมือนกัน
ดังนั้นหลายครั้งหากอยากต้องการพบกับภรรยาและลูกๆ จะต้องไปเจอกันที่ต่างประเทศหรือไม่ก็บนเรือยอร์ช นอกเขตชายฝั่งของสหราชอาณาจักร คิดดูแล้วกันว่าวุ่นวายแค่ไหน
สำหรับพวกนักธุรกิจใหญ่ระดับโลก การที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก แม้จะมีทุกอย่างพร้อมอำนวยความสะดวก แต่เวลาที่ต้องสูญเสียไปนั้น มันมีความสำคัญมากที่สุด
กระทั่งเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัญหาดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย โฆษกส่วนตัว อบราโมวิช ออกมาแถลงว่า บอสใหญ่สามารถเดินทางเข้าอังกฤษได้แล้ว ในฐานะพลเมืองของอิสราเอล เพราะตัวเขาเองมีเชื้อสายยิวเป็นทุนเดิม
สถานที่แรกๆเมื่อแลนดิ้งลอนดอนแล้ว อบราโมวิช บึ่งมายังที่ทำการสโมสร จากนั้นไปต่อยังค็อบแฮม ศูนย์ฝึกซ้อมอันทันสมัย ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมทุกอย่าง
ชัดเจนเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับเชลซีมากขนาดไหน ทั้งที่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องลงไปจัดการเอง แค่สั่งคำเดียวก็น่าจะโอเค
จึงไม่น่าแปลกใจเลย อบราโมวิช จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ตลอดเกือบ 20 ปีที่มาเทคโอเวอร์ ไม่เคยทิ้งขว้างสโมสรไปตามยถากรรมหรือเน้นหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า
เขาคำนึงถึงชื่อเสียงสโมสรเป็นหลัก หากจะทำให้เชลซีเป็นที่นิยม ยกระดับขึ้นมาทัดเทียมกับพวกท็อปทีมในยุโรป จะต้องกวาดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
ความใส่ใจและการทำงานหนัก คือกุญแจสำคัญนำให้เชลซียืนหยัดอย่างสง่างามนับตั้งแต่ปี 2003 ที่ อบราโมวิช เข้ามาซื้อกิจการด้วยเงิน 140 ล้านปอนด์ พร้อมแบกหนี้ก้อนเดิมอีก 75 ล้านปอนด์
ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเชลซีเชิดหน้าได้ทุกวันนี้ ตัวแปรสำคัญคือการทุ่มเงินเพื่อแลกมา
แต่บริบทของพวกเขาคือค่อยๆเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป แม้นิสัยอย่างหนึ่งของ อบราโมวิช จะเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้นก็ตาม
ในยุคของเขาเชลซีประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย โดยที่ก่อนหน้านั้นเคยได้แค่ครั้งเดียวช่วงทศวรรษ 50 นานมากแล้ว
นอกจากนี้ยังบันดาลแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาให้อีก 2 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ที่ต้องบันทึกเอาไว้เลย
ยังมียูฟ่า ยูโรปาลีกอีก 2 สมัย , เอฟเอคัพ 5 สมัยและลีกคัพอีก 3 สมัย คิดดูแล้วกันว่าเชลซียิ่งใหญ่เพียงใดในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้เชลซีขึ้นทำเนียบหนึ่งในสโมสรใหญ่ของยุโรปไปแล้ว ในระนาบเดียวกับลิเวอร์พูลหรือแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำ ฐานแฟนบอลนอกประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น ตามผลงานความสำเร็จ
จากที่เคยซื้อมาแค่ 140 ล้านปอนด์ บวกหนี้อีกก้อน ตอนนี้เชลซีมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,000 พันล้านปอนด์เข้าไปแล้ว
สาวกสิงห์น้ำเงินทุกคนยอมรับว่าเป็นหนี้บุญคุณ อบราโมวิช หากไม่มีมหาเศรษฐีรายนี้เดินเข้ามาเมื่อปี 2003 ยังไม่รู้เหมือนกันว่าชะตากรรมสโมสรจะเป็นเช่นไร แต่คงไม่ดีเหมือนปัจจุบันแน่นอน
มันช่วยไม่ได้จริงๆที่แฟนบอลบางทีม โดยเฉพาะแมนฯยูไนเต็ดจะสลดใจ เมื่อมองย้อนกลับมาดูเจ้าของทีมตัวเอง
โจเอล และ อัฟราม สองพี่น้องตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่บริหารโดยตรง แทบไม่เคยโผล่มาชมเกมเลย ทั้งที่ไม่ต้องวุ่นวายขอวีซ่า อยากมาเมื่อไรได้เลยไม่มีปัญหา
อีกทั้งยังนำญาติพี่น้องมานั่งตำแหน่งสำคัญในสโมสรเกือบ 10 คน เงินปันผลต่างๆรับแต่ละงวดมหาศาล ในขณะที่สโมสรติดหนี้บานตะเกียงที่มาจากการกู้ โดยที่เชื่อกันว่าแทบไม่เคยควักเงินตัวเองเลย
ศูนย์ซ้อมแคร์ริงตันก็ล้าหลังมากๆ ไม่ได้มีความทันสมัยสมราคาทีมใหญ่ในอังกฤษ อุปกรณ์หลายอย่างก็หมดสภาพ
ไม่ต้องอะไรมาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังเจอประสบการณ์ตรงเอง ขนาดค่าน้ำผลไม้ 1 ปอนด์ ยังต้องมาเก็บเงินนักเตะ ช่วงไปเก็บตัวพักที่โรงแรม อย่างนี้ไม่เรียกว่าสโมสรใหญ่หรอก
สังเวียนแข้งที่เข้มขลังอย่างโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฝนตกที่หลังคาก็รั่ว แฟนบอลเปียกปอนไปหมด
เกมเอฟเอคัพกับมิดเดิ้ลโบรช์ ก็เกิดระบบล่ม ไม่อาจขายอาหารและเครื่องดื่มให้แฟนบอลกว่า 70,000 คนได้ ต้องทนหิวกันอยู่อย่างนั้น
เรื่องง่ายๆ สิ่งที่ควรเป็นมาตรฐานของสโมสรชั้นนำ ยังไม่มีให้เห็นเลย
นี่เป็นเพียงแค่บางเคสเท่านั้นเอง ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ย่ำแย่ในยุคของพวกเกลเซอร์เข้ามาครอบครองอำนาจ
ทำไม โรมัน อบราโมวิช ไม่คิดมาซื้อแมนฯยูไนเต็ดก่อน?
เชื่อเถอะว่าแฟนผีหลายคนคิดอย่างนี้จริงๆ
--------------