๏ ล่าสะท้านเมือง ๏ บทที่ 1

กระทู้สนทนา
ความเดิมจากบทนำ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

1

** หน่วยเหยี่ยวพิฆาต **


        ห้องประชุมเฉพาะกิจ ชั้น 8
        ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’

        ‘พลตำรวจโทไผ่ทอง อิสราพิจาร’ ในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนมองทะลุหน้าต่างใสไปยังตึกสูงเบื้องหน้าด้วยอาการสงบนิ่ง แม้สายตาจะจับจ้องอาคารกระจกรูปทรงแท่งปริซึม แต่ในหัวกลับไม่ได้นึกชื่นชมความงามนั้นแต่อย่างใด เขากำลังนึกถึงภาพขุมนรกแตกในที่เกิดเหตุเมื่อคืนวานต่างหาก  ความเละเทะทั้งซากศพกระจัดกระจายและความยุ่งเหยิงซึ่งกำลังจะตามมาเป็นอาฟเตอร์ช็อกอีกลูก ทำให้เขาลอบถอนหายใจเป็นครั้งที่ห้าแล้วในชั่วเวลาไม่ถึงสิบนาที

        ตั้งแต่รับราชการในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ มา  เขาเคยเจอคดีฆาตกรรมท่ามกลางกองศพมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่คดีนี้ไม่เหมือนกับคดีที่ผ่านมา เหตุการณ์ยิงถล่มกันกลางกรุงเมื่อคืน มันเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่ทำงานกันเป็นทีม เป็นทีมซึ่งมีการวางแผนมาก่อนลงมืออย่างรัดกุม ที่สำคัญ พวกมันเป็นทีมที่เขาตามล่ามาเป็นเวลาร่วมหกปีแล้วนั่นเอง

        นายตำรวจใหญ่วัยห้าสิบหกหมุนตัวก้าวมายังโต๊ะประชุมกลางห้อง  ร่างสูงสง่าปราศจากไขมันเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม มงกุฎครอบดาวเหนือช่อชัยพฤกษ์เปล่งประกายบนสองบ่า เขามองไปยังผู้ร่วมโต๊ะประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจใต้บังคับบัญชาห้าคนตอนนี้ประกอบไปด้วยนายตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบหนึ่งคน นายตำรวจชายนอกเครื่องแบบอีกสี่ ทุกคนกำลังนั่งเงียบ จ้องมองมาทางเขาอย่างรอคอยการประชุมต่อ

        เขาเดินไปนั่งลงตำแหน่งหัวโต๊ะ พลางเอ่ยขึ้น  “ถึงไหนแล้วนะ”

        “หลักฐานจากที่เกิดเหตุครับผม” เสียงจาก ‘จ่าสิบตำรวจเอกพล เสนาเสนาะ’ ทางฝั่งซ้ายเป็นคนตอบ

        พลตำรวจโทไผ่ทองเปิดเอกสารบนโต๊ะ พลิกดูภาพตรงหน้าทีละภาพ ภาพถ่ายสองสามใบแรกเป็นภาพปลอกกระสุนตามแต่ละชนิด ตามแต่ละจุด ตามแต่ละหมายเลขกำกับก่อนหลัง ภาพเกือบท้ายแฟ้มเป็นภาพในห้องน้ำหญิง นายตำรวจใหญ่เพ่งมองอยู่กับวงกลมขีดครอบวัตถุบางอย่างค่อนข้างเลือนราง เขามองออกว่ามันเป็นผ้าผืนเล็กสองผืนและถุงมือยางชนิดพิเศษหนึ่งคู่ ถูกหมกไว้ในตะกร้าใส่กระดาษชำระใช้แล้ว

        “ยาสลบฮาโลเทนผสมไนทรัสออกไซด์ค่ะ”

        เสียงจากทางฝั่งขวารายงานชัดเจน พลตำรวจโทไผ่ทองหันไปมองทางเจ้าของเสียง

        วงหน้าผุดผาดรับกับสันจมูกโด่งปลายเชิด ริมฝีปากอิ่มได้รูป โหนกแก้มสูงขับเรียวกรามยามที่เธอรวบผมเปิดใบหน้าอย่างในวันนี้ มันช่างส่งให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและเอาจริงเอาจังในตัวเจ้าของใบหน้านั้น ชัดเจน

        ชีวิตใต้ร่มเงาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การไต่เต้าด้วยหยาดเหงื่อ.. ด้วยความสามารถของเธอเอง  วันนี้มันสมควรถึงเวลาแล้วกับการปรับตำแหน่งพิเศษให้ แม้ลำดับยศเธอจะยังไม่ขยับตามอายุงานราชการปกติ  แต่ ‘ร้อยตำรวจเอกหญิงปรางค์ทิพย์ อิสราพิจาร’  เธอเหมาะสมแล้วสำหรับหน่วยงานใหม่ที่เขากำลังจะมอบหมายหน้าที่ให้ในวันนี้

        “และนั่นคือเสื้อกั๊กบาร์เทนเดอร์ชายซึ่งไม่ได้ใช้ค่ะ  พร้อมทั้งชุดฟอร์มของมาม่าซังที่ถูกใช้เพื่อการปลอมตัว” เจ้าของใบหน้างดงามรายงานเพิ่มเมื่อเห็นนายตำรวจใหญ่พลิกไปถึงภาพเสื้อผ้ากองหนึ่ง ซึ่งถูกซุกไว้ในช่องเก็บของใต้เคาน์เตอร์ห้องน้ำ

        “อีกภาพเป็นวิกผมปลอมครับ  ชุดมาม่าซังและวิกผมนั่นเป็นตัวยืนยันได้ว่า  มีผู้หญิงหนึ่งคนปลอมตัวเข้ามาเป็นมาม่าซังพร้อมด้วยชายอีกคนสวมรอยเข้ามาเป็นบาร์เทนเดอร์หน้าเคาน์เตอร์ครับผม” จ่าเอกพลเสริม

        “ตัวมาม่าซัง.. พวกเรามีอะไรยืนยันเหรอว่าเขาเป็นผู้หญิง” นายตำรวจใหญ่แทรก “ถ้าพวกนั้นมันกลบเกลื่อนให้ดูเป็นผู้หญิงเพื่อเบี่ยงเบนสถานะล่ะ  จ่าเอกพลเป็นคนบอกเองว่า กล้องวงจรปิดถูกตัดขาดตั้งแต่ตอนสองทุ่มก่อนเกิดเหตุ”

        นายพลตำรวจใหญ่แสร้งตั้งข้อสังเกตไปอย่างนั้นเอง เขาอยากฟังคำตอบซึ่งชัดเจนกว่านี้จากผู้ใต้บังคับบัญชาต่างหาก  ประสบการณ์การทำงานในกองปราบปรามเมื่อครั้งวัยหนุ่มคอยเตือนให้เขารับฟังข้อสันนิษฐานแยกย่อยจากห้องประชุมเสมอ คำถามซึ่งถูกตั้งเป็นข้อสมมุติฐาน  และคำตอบหลากมุมมองหลายความเห็น  มีค่าต่อการต่อจิ๊กซอว์ทุกตัว

        “เรื่องกล้องวงจรปิดโดนตัดสัญญาณถูกต้องครับผม  แต่ผลจากการสอบปากคำเด็กต้อนรับห้อง 04 สองคน  ทั้งคู่ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยที่ปลอมเป็นมาม่าซัง เป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ครับผม”

        คำยืนยันนั้น ทำให้พลตำรวจโทไผ่ทองลอบระบายลมหายใจแผ่ว “แล้วบาร์เทนเดอร์ล่ะ?”

        “ผมสอบปากคำบาร์เทนเดอร์ตัวจริงแล้วครับ  เขายืนยันว่าได้รับว่าจ้างให้หยุดงานจากผู้ชายวัยยี่สิบปลายคนหนึ่ง ตอนนี้ผมให้ฝ่ายกราฟฟิกสเก็ตซ์ภาพชายคนนั้นอยู่ครับผม” คราวนี้เป็น ‘สิบตำรวจเอกธงรบ’ ผู้นั่งติดกับจ่าเอกพลได้โอกาสรายงานส่วนรับผิดชอบของตัวเองเป็นครั้งแรก

        พลตำรวจโทไผ่ทองเลื่อนเอกสารปึกหนาส่งไปให้หญิงสาวด้านข้าง  ในนั้นคือข้อมูลรายงานความคืบหน้าของกลุ่มคนต้องสงสัยมาโดยตลอด  มีทั้งภาพสเก็ตซ์ใบหน้า ทั้งภาพกราฟิก  รูปพรรณสัณฐาน  ปลอกกระสุน  รวมไปถึงรอยเท้าจากที่เกิดเหตุ  การลงมือของคนกลุ่มนี้ในแต่ละครั้ง ใบหน้าที่ตบแต่งในแต่ละคราวไม่สามารถแกะความชัดเจนใด ๆ ได้  รูปพรรณสัณฐานก็ถูกเปลี่ยนสรีระจากหนาเป็นบาง  จากบางเป็นท้วม  ปลอกกระสุนก็ถูกเปลี่ยนชนิด และเปลี่ยนขนาดหัวกระสุนแทบทุกครั้ง

        มีเพียงร่องรอยรองเท้าผู้ชายขนาดเบอร์สี่สิบห้า  ที่เก็บเป็นหลักฐานได้ในบางครั้งเท่านั้นเอง

        “แฟ้มประวัติคนพวกนี้คงทำให้ผู้กองได้รายละเอียดเชิงลึก  ขอให้นำไปตรวจสอบเทียบเคียงกับข้อมูลที่พวกเราได้มาใหม่ในครั้งนี้  แล้วส่งกลับคืนพร้อมรายงานให้ผมทราบด้วย”

       แม้จะหวั่นใจในความอหังการของกลุ่มเป้าหมาย  แต่ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องปล่อยมือให้ทีมนี้ได้สานต่อ  ความล้มเหลวซึ่งทุ่มเทอย่างสุดความสามารถของทีมไล่ล่าชุดที่ผ่านมา มันทำให้เขาต้องตัดสินใจเปลี่ยนขุนพลกลางศึกเสียที  คดีสำคัญครั้งนี้  ถึงเวลาแล้วสำหรับร้อยตำรวจเอกหญิงปรางค์ทิพย์กับลูกน้องของเธอ  ประสบการณ์ที่นายตำรวจหญิงคนหนึ่งสั่งสมมาด้วยตัวเธอเอง  รวมแม้กระทั่งปณิธานอันแน่วแน่ต่อหน้าที่ ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’  อย่างน้อย มันก็น่าจะเป็นใบเบิกทางเพื่อพิสูจน์ความสามารถของเธอในอีกระดับ มิใช่หรือ?

        หน่วยใหม่ซึ่งเขาเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง  ถึงคนระดับยศเดียวกันในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะซุบซิบค่อนขอดอย่างไร  เขาก็ไม่สนใจจะเก็บมาคิดให้รกสมอง 'ร้อยตำรวจเอกหญิงปรางค์ทิพย์ อิสราพิจาร' หลานสาวคนเดียวของเขาคนนี้  เหมาะสมแล้วกับภาระหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าทีมเฉพาะกิจ

        ‘หน่วยเหยี่ยวพิฆาต

        สายตาที่มองสบมาจากชายสูงอายุผู้เป็นทั้ง ‘อา’ และ ‘ผู้บังคับบัญชา’ สื่อให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวเธออย่างเปี่ยมล้น  หญิงสาววัยสามสิบสี่รู้ตัวดีว่า ‘อาไผ่’ หรือ ‘ผู้การไผ่ทอง’ กำลังเปิดโอกาสสำหรับเส้นทางผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้เธอด้วยความไว้วางใจ  เธอเติบโตมาในบ้านของผู้การและเจริญรอยตามราวกับแม่เสือน้อยของพ่อเสือเจ้าป่า  ใช่  อาไผ่เปรียบเสมือนพ่อเสือผู้สอนให้รู้จักป่ามาโดยไม่รู้ตัว  คำเปรียบเปรยของผู้กล้าในวัยเด็กที่เรียกกันว่า ‘ลูกผู้ชาย’  ลูกผู้หญิงอย่างเธอก็ได้รับการยอมรับมาแล้วเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กผู้ชายอันธพาล  เธอไม่เคยรู้หรอกว่า เด็กผู้หญิงสามารถเอาชนะเด็กผู้ชายเกเรได้หรือไม่  แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว  อย่างลูกผู้ชาย

        อาไผ่ไม่ได้เปรียบเสมือนพ่อเสือแต่เพียงอย่างเดียว  อาไผ่ยังเปรียบเสมือนพ่อจริง ๆ ของเธอด้วย นับตั้งแต่พ่อและแม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อเธอเพิ่งอายุได้แค่สิบสองขวบ
 
        จะเป็นเพราะความผูกพันในสายเลือดตระกูล ‘อิสราพิจาร’ หรือด้วยมโนธรรม หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม ผู้กองสาวซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานคนเดียวไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ  ชีวิตเด็กสาวกำพร้าเติบโตมาด้วยความอบอุ่นอย่างไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง  ‘ป้าแจ่ม’ ผู้เป็นทั้งแม่บ้านและคนดูแลเธอก็ปฏิบัติรับใช้เสมือนเธอเป็น ‘คุณหนู’ ลูกสาวผู้การตลอดมา  อาไผ่ทองเองก็เลี้ยงดูเธอมาราวกับเป็นลูกสาวจริง ๆ ของตัวเอง

        ณ ตอนนี้ แม้ใครจะมองชีวิตของเธอเช่นไร  เธอไม่ใส่ใจอยากจะรับรู้ทั้งสิ้น สิ่งที่รับรู้ได้ในเวลานี้  เธอมีสายใยแห่งความรักและความอบอุ่นที่อาไผ่กับป้าแจ่มมีให้เธอเสมอมา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

        อาไผ่ทองไม่มีคู่ชีวิตทั้ง ๆ ที่ชีวิตราชการลงตัวและเหมาะสมกว่านายตำรวจยศสูงอีกหลายนายด้วยซ้ำ หลายคนทั้งเพื่อนฝูงตั้งแต่วัยเด็กและเพื่อนฝูงนายตำรวจ ที่ไม่สามารถล่วงรู้เหตุผลส่วนตัวของนายพลตำรวจผู้นี้ได้  เขาไม่เคยมีอาการเสน่หาบรรดาสาวงามคนไหน ทั้งที่ผู้หญิงเพียบพร้อมด้วยทุกสิ่งต่างมีท่าทีให้เขาหลายต่อหลายคน เขาเป็นผู้ชายเต็มร้อย ไม่เคยมีท่าทีว่ารังเกียจผู้หญิง หรือชอบผู้ชายด้วยกันแต่อย่างใด

        เหตุผลสำหรับเรื่องนี้  หญิงสาวผู้เป็นหลานคนเดียวของเขา ไม่เคยคิดอยากได้คำตอบเลยสักครั้ง

        คำตอบอยู่ที่อาไผ่  อาไผ่อยากตอบหรือไม่อยากตอบใคร  นั่นคือสิทธิของอาไผ่แต่เพียงผู้เดียว..

(มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่