ความจำเป็นที่ต้องไล่ลูกน้องคนสนิทออกจากงาน ท่านจะทำเช่นไร?

เรื่องมีอยู่ว่า ผมมีพนักงานช่วยงานอยู่คนหนึ่งผู้หญิง อายุ 25 ปี ทำงานในสายงานวิจัย เมื่อเริ่มเข้ามาทำงานเป็นเด็กที่มีความสามารถสูง อัธยาศัยดี สั่งทำงานอะไรก็ทำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ทำงานเป็นคนลุยๆถึงไหนถึงกัน และเป็นคนขยันจึงได้เลื่อนขั้นให้รับผิดชอบช่วยงานต่างๆที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และให้เป็นเลขาส่วนตัว (เพราะงานเก่าที่เขาเคยทำงานสามารถให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาด้านระบบงานได้ด้วย) และเพิ่มผลประโยชน์ตามหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นตาม น้องมีแฟนอยู่แล้วก่อนที่จะย้ายมาทำงาน ในช่วงแรกก็ทำงานดีเป็นปกติ ในระยะหลังๆน้องเริ่ม ทำงานพลาด ไม่โฟกัสกับงาน และมีปัญหา น่าจะมาจากปัญหาชีวิตที่เลิกกับแฟน ผมเลยลดปริมาณงานน้องลงเพื่อให้เขาได้มีเวลากับตัวเองมากขึ้น และต้องให้น้องออกห่างจากงานสำคัญๆ  ซึ่งตัวน้องเองเป็นคนที่มีคนชอบเยอะ คุยกับคนง่าย เลยไม่อยากเอาความลับอะไรสำคัญให้รู้ เพราะเท่าที่รู้น้องก็คุยๆกับหนุ่มหลายคนหลังจากที่เลิกกับแฟน และมีคนที่เราไม่อยากให้รู้ความเรื่องงานสำคัญๆสนใจในตัวน้องคนนี้ประมาณว่าอยากจีบ แต่ก่อนน่านั้นน้องมีแฟนอยู่แล้วเลยไม่กังวลอะไร แต่เมื่อน้องเลิกกับแฟนประกอบกับนิสัยน้องเป็นคนเฟรนรี่ ไม่ปฏิเสธใคร จึงทำให้ผมไม่ไว้ใจที่จะให้เขารู้งานสำคัญอีกต่อไป
.
จากนั้นเป็นต้นมาความเปลี่ยนแปลงเรื่องการทำงานของน้องก็เริ่มขึ้น เริ่มมีความผิดพลาด ไม่โฟกัสที่งานเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นคนติดเกมส์ กลายเป็นคนเจ้าชู้ คุยกับผช.หลายคนพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ผมมารู้ทีหลังจากที่เหตุการณ์ผ่านไปนานแล้วน้องเล่าให้ฟัง จนเหตุการณ์ล่าสุดน้องคุยกับคนผ่านเกมส์แล้วนัดเจอกันคุยกันได้ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงโควิดด้วย และน้องแอบไปพบกับผช.ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงของการระบาดโควิด โดยรถโดยสารประจำทาง ซึ่งจำได้ว่าตอนกลับมาไม่ป้องกันตัวเช่น สวมแมสหรือกักบริเวณ หรือห่างไกลจากคนอื่นเลย ปริมาณว่าทำเนียนว่าพึ่งกลับมาจากบ้าน ซึ่งในที่ทำงานเราเองไม่ใช่พื้นที่ระบาดโควิด ผมมารู้เรื่องหลังจากน้องเขาไปแล้วประมาณ เกือบ 1 เดือน เลยเรียกน้องมาถามว่าทำไมต้องปกปิดไทม์ไลน์ และทำไมเอาชีวิตของเพื่อนร่วมงานมาเสี่ยงเพราะอารมณ์ของตัวเอง น้องก็ยอมรับและเล่าเรื่องราวให้ฟัง และขอโอกาสได้ทำงานต่อ โดยมีเงื่อนไขตามมาตรการทั่วไป คือต้องไม่เดินทางไปยังพื้นที่ระบาด และห้ามพบเจอกับคนที่มาจากพื้นที่ระบาดตามมาตรการที่รัฐประกาศ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาสถานการณ์น้องแย่ลงเพราะน้องเริ่มบอกว่าผช.คนนี้ไม่โอเค ประกอบกับมีเพื่อนร่วมงานของน้องโดนผช.คนนี้คุกคาม เช่น โทรหาแฟนตัวเองไม่ติด ติดต่อไม่ได้ ก็แชทหรือโทรมาด่าเพื่อนร่วมงาน ขู่ว่าจะแฮกเฟชบ้าง อวดอ้างว่าตัวเองทำงานด้านความมั่นคง หน่วยรบพิเศษ ฯลฯ เพราะเพื่อนร่วมงานน้องคนนี้อยู่ห้องติดกัน ซึ่งผมเองก็เรียกน้องทั้งสองมาสอบถามสถานการณ์ต่างๆ และเห็นได้ชัดเลยว่ามุมมองของสองคนเล่าคนละมุมต่างกัน ไอ้คนที่ติดผช.มันก็บอกว่าเพื่อนร่วมงานคิดมากเกินไป จากนั้นมาก็เห็นได้ชัดเลยว่าน้องพนักงานต้นเรื่องจากคนเอาใจใส่งานเริ่มมีทัศนคติต่องานเปลี่ยนไป ไม่อินกับงานที่ทำ ทำงานผิดพลาด หลังเลิกงานไม่สนใจต่อให้เป็นงานด่วน ทั้งๆที่มีน้อยครั้งที่จะรบกวนเวลาหลังเลิกงาน
.
จนผมเรียกมาคุยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องทั้งหมดว่าจะออกไป หรือจะปรับปรุงตัวเองครั้งที่ 1 ผลการพูดคุยน้องบอกว่า ผช.คนนี้ไม่ดี อยากจะเลิก เพราะอารมณ์รุนแรง พูดไม่เพราะ หัวร้อน อยากออกจากจุดนี้ ผมเลยให้ทางเลือกไปว่า ทางเลือกที่ 1 ถ้ายังทำตัวแบบนี้และมองว่าเลือกผช.แบบนี้ต่อไป ให้ออกจากงานและไปทำงานใกล้ๆแฟน เพราะจะมาให้แฟนมาเกะกะระร่านเพื่อนร่วมงานแบบนี้ไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งมันเข้าใจผิดเรื่องการทำงานระหว่างผมกับน้องน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย หรือทางเลือกที่ 2 ถ้าจะทำงานต่อก็และอยากออกจากจุดนี้ตามที่น้องพูดจริงการให้จัดการปัญหาให้จบๆไป และจะให้โอกาสกลับมาทำงานในจุดเดิมที่เคยทำและให้ได้รับผลประโยชน์ตามเดิมที่เคยได้รับ  คำตอบน้องเลือกทางเลือกที่ 2 แต่พอทำงานได้แค่ 1 เดือน เห็นชัดเลยว่าน้องเปลี่ยนไปจริงๆ เพราะน้องกลายเป็นคนรับปากไปส่งๆ งานเลอะเถอะหนักกว่า ติดต่อลำบาก แถมมีปัญหาด้านการเงินอีกต่างหาก ผมเลยตัดสินใจยกเลิกงานที่น้องทำให้ และยึดผลประโยชน์ที่ได้รับคืนมา เพราะไม่สามารถทำงานตามที่ตกลงกันไว้ได้
.
ต่อมาก็ไม่ได้สนใจอะไรกับน้องมาก แต่เมื่อช่วงเวลาที่ต้องการข้อมูลที่เก็บมาตลอดปีที่ทำวิจัย รู้เรื่องว่าน้องเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ และสร้างความ Ship หาย และทำให้ผมฟิวส์ขาด เพราะข้อมูลพลาดหนัก ประสานงานสื่อสารกับทีมงาน และหน่วยงานภายนอกจนเกิดความเข้าใจผิดนำไปสู่การเก็บข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง กลับไปทำใหม่ก็ไม่ได้ ทำรายงานแย่ จนผมต้องลงมาแก้ไขงาน และนั่งทำงานเองเกือบทุกงาน ซึ่งเหตุผลนี้เองที่ทำให้ผมตัดสินในที่จะขอให้น้องลาออก และผมจะจ่ายเงินชดเชยให้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะความเห็นใจกับเรื่องราวของชีวิตน้อง และตอบแทนให้กับน้องในช่วงที่น้องทำงานให้ดีๆ แต่จากผลที่ออกมาจากงานของตัวน้องเองไม่สามารถที่จะทำให้ผมช่วยเหลือหรือดึงน้องให้กลับมาเป็นคนเดิมได้อีกเลย เพราะจากที่เห็นคือน้องสนใจแต่เรื่องชิดแชทกับหนุ่มๆ หาคนคลายเหงา อะไรเทือกนั้น เลยคิดว่าในสถานการณ์โควิดแบบนี้ปล่อยให้น้องเอาความเสี่ยงไปอยู่ที่อื่นเถิด ยิ่งรู้ยิ่งเห็นใครสักคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้แล้วไม่ทำให้ตัวเองดีขึ้นในขณะที่อายุเข้าใกล้ 30 แล้วยิ่งสะเทือนใจ น้องทำงานอยู่กับผมได้ 3 ปีเต็ม นี่ยังไม่รวมกับเรื่องราวที่น้องเขาเล่าประวัติชีวิตว่าแม่ห่วงมากเด็กๆเลี้ยงแบบคุณหนู ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นได้ขนาดนี้
.
เรื่องราวนี้แค่อยากแชร์ประสบการณ์ในการไล่ลูกน้องคนใกล้ชิดออก เป็นคนที่ 3 แล้ว แต่ละคนออกไปส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องงานเสียเป็นหลัก และสำคัญที่สุดคือการไว้ใจ ขอบคุณทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดครับคิดเห็นอย่างไรเชิญแนะนำกันได้ครับ หัวหน้ามือใหม่ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่