วันนี้ผมมาโพสท์วีดีโอตามหัวกระทู้ซึ่งเป็นวีดีโอที่ผมทำเองครับ
ก่อนอื่นขออธิบายความรู้สึกนิดนึงว่า
มันยากมากที่จะมาโพสท์เรื่องพวกนี้โดยไม่ถูกรุมสกรัมทางคีย์บอร์ด หรือไม่กระทู้ก็ถูกเมินไปเลย
เพราะมีทั้งหมอและกลุ่มคนที่พร้อมจะ attack คนธรรมดาที่เอาเรื่องการแพทย์มาพูด
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ในหัวข้อที่ผมหาทางรักษาโรคติกส์ของลูกให้หาย
ซึ่งแรก ๆ ก็ดูมีคนเข้าใจดี แต่หลัง ๆ ก็เริ่มมีคนและหมอที่เข้ามาคุกคามทางจิตวิทยา
จนทำให้ผมจิตหลุดเลือดขึ้นหน้า เลยตัดสินใจลบกระทู้นั้นไปด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง
ขอย้อนไปในสมัยที่อยู่ในระบบการศึกษาและอยู่ในระบบบริษัทเหมือนคนส่วนใหญ่
ผมที่เป็นคนที่อยู่ในระบบก็มีระบบความคิดที่ปกป้องการแพทย์โดยอัตโนมัติ
และแบ่งคนที่เชื่อมั่นในการแพทย์คือคนที่มีความรู้และเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์
ส่วนคนที่คิดไปในทางอื่น ก็คือชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อถือในสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์
แต่ที่จริงแล้วมันมีแบบที่สาม ที่เป็นแบบที่ยึดถือในหลักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแพทย์
มันมีแบบนั้นด้วยหรือ !?
มันมีครับ ผมอยากเขียนทิ้งเอาไว้ให้คิด คงไม่ไปไฟติ้งกับใคร
เพราะเถียงกันทีไร สุดท้ายก็เป็นการแข่งกันว่าใครใจเย็นกว่าใคร
ไม่ได้เป็นการแข่งว่าเหตุผลของใครจะดีกว่าเลย
ไม่ก็โต้แย้งแบบเป็นจุด เป็นคำ หรือเป็นประโยค ของอีกฝ่ายที่เขียนพลาด หรือเขียนไม่ชัด เพื่อโจมตีเท่านั้น
ผมอยากให้ข้อมูลเหล่านี้ไปถึง คนที่อยากรับข่าวสารข้อมูลจริง ๆ
ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ อยากให้แต่ละคนพิจารณาโดยใช้เหตุผลของตัวเอง
เมื่อผมออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็เหมือนออกนอกระบบเดิม ๆ
เพราะที่ทำงานเดิมก็รายล้อมไปด้วยเด็กจุฬาธรรมศาสตร์เกียรตินิยม หรือเด็กจบนอก
แม้ตัวเราเองจะเรียนมาระดับกลาง ๆ แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ก็จะทำให้คิดเหมือนคนในระบบทั่วไป
นั่นก็คือการเชื่อหมอ และมองว่าสิ่งที่การแพทย์พูดทุกอย่างคือวิทยาศาสตร์ และเราอยู่ฝั่งเดียวกับวิทยาศาสตร์
แต่เวลาที่อยู่นอกระบบ มันทำให้ตัวเราเหมือนคิดนอกกรอบมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
เพราะเราได้รู้จักพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ตอนที่พบว่าลูกเป็นติกส์และหมอหรือการแพทย์รักษาโรคนี้ไม่ได้
ทั้งยังให้คำตอบที่ดูเหมือนพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ มันทำให้เราเริ่มมองเห็นว่าการแพทย์ไม่เท่ากับวิทยาศาสตร์ (จริง ๆ นะ)
แต่ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่คิดถึงขนาดนั้น
เพียงแต่เริ่มระแวงและเช็คข้อมูลในสิ่งที่หมอพูดมากขึ้น ว่ามันจริงหรือไม่
เพราะตอนนั้นเรารู้แล้วว่ามันมีคำพูดที่ว่า ความเชื่อในทางการแพทย์อยู่
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเชื่อว่ามันเป็นข้อเท็จจริง หรือถ้าไม่ใช่ก็ใกล้กับข้อเท็จจริงที่สุด
ซึ่งหลายคนก็อาจจะคิดเหมือนผม แต่ภายหลังเมื่อเช็คดูเยอะ ๆ แล้ว
ความเชื่อในทางการแพทย์ นี่แหล่ะก็คือ ความเชื่ออย่างหนึ่งที่นิยมในหมู่แพทย์
มากกว่าที่จะพูดได้ว่าเป็นความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์
เราไม่ค่อยได้ยินคำว่าความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์
แต่เรามักจะได้ยินคำว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่อ้างอิงตามหลักเหตุผล
แต่เชื่อไหมว่า หมอเชื่อในความเชื่อในทางการแพทย์ และแทบไม่สนใจ
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่อ้างอิงตามหลักเหตุผลเลย
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในต่างประเทศ
เขาก็มองว่า หมอไม่ได้เท่ากับคนที่มีความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
แต่พวกเราส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้นใช่ไหมล่ะครับ ว่าหมอ เท่ากับคนที่มีความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
เพราะคนเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ก็ไปเรียนต่อเป็นหมอ
โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งแขนงงานทางวิทยาศาสตร์มันตัน จบแล้วรวยสู้หมอไม่ได้
เด็กวิทย์ส่วนใหญ่จึงพยายามเรียนหมอเกือบทั้งหมด
เรียกได้ว่าต่อให้รัฐสนับสนุนทุนกับเด็กกลุ่มนี้เพื่อให้อนาคตเป็นนักวิทยาศาสตร์มากแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายก็ไปเป็นหมอ
การเรียนหมอไม่ใช่การเรียนเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์
แต่พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์
และส่วนใหญ่เมื่อจบมาแล้วก็แทบไม่เหลือความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์แล้ว
ในต่างประเทศเขามองว่า คนที่จบหมอออกมา คือพวกลัทธิ ๆ หนึ่งด้วยซ้ำ
แบบพระที่ท่องในไบเบิลทุกวัน
ปัญหามาจากอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
หรือเป็นพวกเขาต้องใช้สมองท่องจำเยอะรึเปล่า ?
ซึ่งปัญหาก็คือ แล้วข้อมูลในทางการแพทย์มันเป็นข้อเท็จจริงขนาดไหน
ในเมื่อมีความเชื่อในทางการแพทย์อยู่ในนั้นเยอะ
เมื่อผมเริ่มไม่เชื่อหมอ ผมจึงมีอิสระในการมองหาข้อมูลข่าวสารมากขึ้น
เพื่อรักษาลูกให้หาย เพราะหัวเขาสวิงหนักมาก
การคิดด้วยเหตุผลและการแกะรอยโรคที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ยากเลย
ใคร ๆ ก็ทำได้
หลายคนรู้สึกว่าโลกยุคนี้อยู่ยากเพราะมีเฟคนิวส์เยอะไปหมด
แต่ที่จริงแล้ว มันกลับตรวจสอบได้ง่ายกว่าโลกยุคก่อนมาก
มันเป็นโลกที่ให้โอกาสกับคนที่คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลจริง ๆ
แต่คนที่เคยอยู่ในโลกที่ใช้แต่การเลือกเชื่อในสิ่งที่น่าเชื่อถือ
อันนี้จะอยู่ยาก เพราะความเชื่อมันจะบังตา
ซึ่งเมื่อเลือกเชื่อตามการรักษาในทางการแพทย์
ที่รักษาโรคนั้น ๆ ไม่ได้ ก็ต้องยอมเป็นไปตามนั้น
ขัดแย้ง หรือ โต้เถียงใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น
กลุ่มที่สาม ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เชื่อในการแพทย์จึงเกิดขึ้น
หลังจากผมได้เปิดเผยข้อมูลเรื่องการรักษาโรคติกส์ ก็มีพ่ออีกคนหนึ่ง
ติดต่อเข้ามา ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบริษัทเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่ นั่นเขาก็ไม่เชื่อหมอเช่นกัน
เขาศึกษาเอง แล้วก็พาลูกไปรักษาจนหายจากโรคออทิซึม
แต่ถ้าเรายังคงมีความคิดที่เชื่อในการแพทย์แบบสุดโต่ง
ใครก็ตามที่หายจากโรคออทิซึมได้ ก็จะถือว่าคน ๆ นั้นเป็นออทิซึมเทียม
ซึ่งเป็นคำจำกัดความให้กับอาการของโรคออทิซึมที่หายได้
เหตุผลคือโรคออทิซึมเป็นแล้วต้องไม่หาย ถ้าเกิดหายได้แปลว่าเป็นออทิซึมเทียม
โดยไม่มีการสนใจว่ามีการทำอะไรมาเด็กถึงได้หายจากโรคออทิซึม
นั่นเป็นเพราะหมอไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์
พวกเขาจึงไม่สนใจเรื่องนี้ พวกเขาไม่อยากรู้ ไม่เกิดความสงสัยใด ๆ
และสิ่งใดที่ไม่ได้ทำโดยการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้น
หมอเป็นนักจับผิดมากกว่า และไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่จะสนใจ หรืออยากค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เจ๋ง ๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานรองรับชัดเจน จึงถูกหมอตีตกไปมาก
หรือแม้แต่ทฤษฎีที่มีเหตุผลดีมาก แต่เมื่อมาขัดแย้งกับความเชื่อในทางการแพทย์
ก็จะไม่ได้รับการยอมรับเช่นกัน
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลดีนี่แหล่ะครับ ที่ช่วยให้คนจำนวนมาก
หายจากโรคที่ไม่มีทางรักษาในทางการแพทย์ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี
หมอจะไม่สนใจเลย เพราะมันจะเข้าไปรกพื้นที่ในสมองของหมอมากกว่า
หรืออาจไปขัดแย้งกับวิธีการรักษาที่หมอใช้อยู่ประจำก็ได้
เจ้าของบริษัทเคมีภัณฑ์คนนั้นเขาก็ยึดหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นี่หล่ะครับ
ผมก็เช่นเดียวกันในการตามล่าหาสาเหตุของโรคติกส์ และวิธีรักษามันยังไง
ในฐานะของผู้บริโภคมันว่ามันแฟร์มากกว่า ที่เราจะมีทางเลือกอื่น
ถ้าหมอที่เราพึ่งมาตลอดไม่รักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายได้
ผมได้ยินว่าแม้แต่หมอเองถ้าเป็นโรคที่การแพทย์รักษาไม่ได้ พวกเขาก็ต้องไปพึ่งทางอื่นเช่นกัน
เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วชาวพันทิปจะเปิดใจมากขึ้นไหมครับ ?
เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่ได้แบ่งแค่ฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์ กับฝ่ายชาวบ้านที่งมงายเท่านั้นแล้ว
แต่ที่จริงผมอยากให้มีฝ่ายที่สี่ด้วย ก็คือฝ่ายที่ไม่เชื่ออะไรเลย และใช้ความคิดตามหลักเหตุผล
แล้วผมจะเอามาลงอีกว่ามีใครบ้าง ที่หายได้ หลังจากที่หมอรักษาพวกเขาไม่ได้
หรือเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นผลมาจากการรักษาของหมอ
ในการรักษาทั้งหมด ไปหาซื้ออาหารเสริมหรือตัวยากันเองนะครับ ส่วนหนังสืออ่านก็หมดไม่มีแล้วครับ
คงมีหมอคนหนึ่งมาโจมตีเรื่องนี้เหมือนเคย เดี๋ยวมาดูเรื่องแอปอีกว่ามีผลประโยชน์อะไรไหม
ผมถามจริง ๆ ครับ ถ้าผมต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดเพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องแบบฟูลไทม์
คือผมจะมีรายได้จากตรงไหน ผมก็ต้องกิน ผมมีครอบครัว มีภาระมากมายเหมือนคนทั่วไป
แล้วงานที่ผมต้องเผยแพร่เพื่อกระจายข้อมูลมันก็ยากมากเลย แต่มันมีคนที่หายมาเรื่อย ๆ ไง
ซึ่งหมอฟังแล้วก็คงไม่สนใจ นั่นเพราะหมอไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อยู่แล้วไง
และตามโจมตีผมไปทุกกระทู้เหมือน sociopath ยังไงไม่รู้
และลักษณะคุณเป็นแบบนี้เลย
Online trolls have been described as self-aggrandizing, individualistic, and unremorseful in their behavior,' reads the study published in the journal of Social Media and Society. 'Research suggests that trolls possess dark personality traits, including psychopathy, narcissism, sadism, and Machiavellianism.
ขออนุญาตไม่แปล ไม่อยากให้ค่ามาก ถ้าเพื่อน ๆ สนใจใช้กูเกิลแปลดูก่อนนะครับ
ขอบอกกับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจนะครับ
ผมแนะนำว่าให้คุณลองลุยดู ลองดู แล้วใช้ความคิดในการวิเคราะห์, พิจารณาด้วยตัวเอง
ถ้าคุณเคยรักษาไม่หายแล้ว วันนี้คุณไม่ควรจะเชื่อใครง่าย ๆ อีกแล้ว
คลิปนี้คุณก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ดูเป็นข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผลอีกที
ทั้งโปรเจ็คท์นี้เป็นสิ่งที่ผมทำมาทั้งวันทั้งคืน มันไม่ใช่แค่คลิปนี้
แต่มันมีรายละเอียดที่เยอะมาก และมีหลายอย่างที่ต้องทำ
ผมไม่มีเวลาอ่านหนังสือกับลูกมาหลายปีแล้ว จากที่เมื่อก่อนมีเวลาได้อ่านด้วยกันทุกวัน
นั่นเป็นเพราะผมมีเป้าหมายที่อยากให้เด็ก ๆ หาย และมันเกี่ยวกับโรคมากมายนอกเหนือจากติกส์ด้วย
ซึ่งก็พลอยมีผู้ใหญ่หายจากข้อมูลของผมด้วย ในเมื่อพันทิปคือสังคมที่นำเรื่องดี ๆ ที่เรารู้มาแชร์กัน
ดังนั้นไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ผมจะไม่เอามาลงที่นี่ และเมื่อคุณดูคลิปนี้เข้าใจ
ไปซื้ออาหารเสริมเอง จัดการอะไรเอง ก็จบได้เลย โดยที่ไม่ต้องมายุ่งกับผมเลยก็ได้ครับ
นี่เป็นกระทู้แบบพันทิปแท้ ๆ แม้การเกริ่นนำของผมจะแปลกประหลาดไปบ้าง
ก็หวังว่ากระทูนี้จะไม่ปลิว หรือเกิดเหตุใด ๆ นะครับ
ส่วนใครจะมาถล่มยังไงก็ตามสบายเลย ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่ตรงนี้จบแล้ว
วิธีรักษาโรคเด็ก/ผู้ใหญ่ที่หมอรักษาไม่ได้ให้หาย บางคนอาจว่ายาก แต่ทำได้จริง
ก่อนอื่นขออธิบายความรู้สึกนิดนึงว่า
มันยากมากที่จะมาโพสท์เรื่องพวกนี้โดยไม่ถูกรุมสกรัมทางคีย์บอร์ด หรือไม่กระทู้ก็ถูกเมินไปเลย
เพราะมีทั้งหมอและกลุ่มคนที่พร้อมจะ attack คนธรรมดาที่เอาเรื่องการแพทย์มาพูด
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ในหัวข้อที่ผมหาทางรักษาโรคติกส์ของลูกให้หาย
ซึ่งแรก ๆ ก็ดูมีคนเข้าใจดี แต่หลัง ๆ ก็เริ่มมีคนและหมอที่เข้ามาคุกคามทางจิตวิทยา
จนทำให้ผมจิตหลุดเลือดขึ้นหน้า เลยตัดสินใจลบกระทู้นั้นไปด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง
ขอย้อนไปในสมัยที่อยู่ในระบบการศึกษาและอยู่ในระบบบริษัทเหมือนคนส่วนใหญ่
ผมที่เป็นคนที่อยู่ในระบบก็มีระบบความคิดที่ปกป้องการแพทย์โดยอัตโนมัติ
และแบ่งคนที่เชื่อมั่นในการแพทย์คือคนที่มีความรู้และเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์
ส่วนคนที่คิดไปในทางอื่น ก็คือชาวบ้านทั่วไปที่เชื่อถือในสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์
แต่ที่จริงแล้วมันมีแบบที่สาม ที่เป็นแบบที่ยึดถือในหลักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแพทย์
มันมีแบบนั้นด้วยหรือ !?
มันมีครับ ผมอยากเขียนทิ้งเอาไว้ให้คิด คงไม่ไปไฟติ้งกับใคร
เพราะเถียงกันทีไร สุดท้ายก็เป็นการแข่งกันว่าใครใจเย็นกว่าใคร
ไม่ได้เป็นการแข่งว่าเหตุผลของใครจะดีกว่าเลย
ไม่ก็โต้แย้งแบบเป็นจุด เป็นคำ หรือเป็นประโยค ของอีกฝ่ายที่เขียนพลาด หรือเขียนไม่ชัด เพื่อโจมตีเท่านั้น
ผมอยากให้ข้อมูลเหล่านี้ไปถึง คนที่อยากรับข่าวสารข้อมูลจริง ๆ
ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ อยากให้แต่ละคนพิจารณาโดยใช้เหตุผลของตัวเอง
เมื่อผมออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็เหมือนออกนอกระบบเดิม ๆ
เพราะที่ทำงานเดิมก็รายล้อมไปด้วยเด็กจุฬาธรรมศาสตร์เกียรตินิยม หรือเด็กจบนอก
แม้ตัวเราเองจะเรียนมาระดับกลาง ๆ แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ก็จะทำให้คิดเหมือนคนในระบบทั่วไป
นั่นก็คือการเชื่อหมอ และมองว่าสิ่งที่การแพทย์พูดทุกอย่างคือวิทยาศาสตร์ และเราอยู่ฝั่งเดียวกับวิทยาศาสตร์
แต่เวลาที่อยู่นอกระบบ มันทำให้ตัวเราเหมือนคิดนอกกรอบมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
เพราะเราได้รู้จักพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ตอนที่พบว่าลูกเป็นติกส์และหมอหรือการแพทย์รักษาโรคนี้ไม่ได้
ทั้งยังให้คำตอบที่ดูเหมือนพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ มันทำให้เราเริ่มมองเห็นว่าการแพทย์ไม่เท่ากับวิทยาศาสตร์ (จริง ๆ นะ)
แต่ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่คิดถึงขนาดนั้น
เพียงแต่เริ่มระแวงและเช็คข้อมูลในสิ่งที่หมอพูดมากขึ้น ว่ามันจริงหรือไม่
เพราะตอนนั้นเรารู้แล้วว่ามันมีคำพูดที่ว่า ความเชื่อในทางการแพทย์อยู่
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเชื่อว่ามันเป็นข้อเท็จจริง หรือถ้าไม่ใช่ก็ใกล้กับข้อเท็จจริงที่สุด
ซึ่งหลายคนก็อาจจะคิดเหมือนผม แต่ภายหลังเมื่อเช็คดูเยอะ ๆ แล้ว
ความเชื่อในทางการแพทย์ นี่แหล่ะก็คือ ความเชื่ออย่างหนึ่งที่นิยมในหมู่แพทย์
มากกว่าที่จะพูดได้ว่าเป็นความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์
เราไม่ค่อยได้ยินคำว่าความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์
แต่เรามักจะได้ยินคำว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่อ้างอิงตามหลักเหตุผล
แต่เชื่อไหมว่า หมอเชื่อในความเชื่อในทางการแพทย์ และแทบไม่สนใจ
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่อ้างอิงตามหลักเหตุผลเลย
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในต่างประเทศ
เขาก็มองว่า หมอไม่ได้เท่ากับคนที่มีความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
แต่พวกเราส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้นใช่ไหมล่ะครับ ว่าหมอ เท่ากับคนที่มีความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
เพราะคนเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ก็ไปเรียนต่อเป็นหมอ
โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งแขนงงานทางวิทยาศาสตร์มันตัน จบแล้วรวยสู้หมอไม่ได้
เด็กวิทย์ส่วนใหญ่จึงพยายามเรียนหมอเกือบทั้งหมด
เรียกได้ว่าต่อให้รัฐสนับสนุนทุนกับเด็กกลุ่มนี้เพื่อให้อนาคตเป็นนักวิทยาศาสตร์มากแค่ไหนก็ตาม
สุดท้ายก็ไปเป็นหมอ
การเรียนหมอไม่ใช่การเรียนเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์
แต่พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์
และส่วนใหญ่เมื่อจบมาแล้วก็แทบไม่เหลือความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์แล้ว
ในต่างประเทศเขามองว่า คนที่จบหมอออกมา คือพวกลัทธิ ๆ หนึ่งด้วยซ้ำ
แบบพระที่ท่องในไบเบิลทุกวัน
ปัญหามาจากอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
หรือเป็นพวกเขาต้องใช้สมองท่องจำเยอะรึเปล่า ?
ซึ่งปัญหาก็คือ แล้วข้อมูลในทางการแพทย์มันเป็นข้อเท็จจริงขนาดไหน
ในเมื่อมีความเชื่อในทางการแพทย์อยู่ในนั้นเยอะ
เมื่อผมเริ่มไม่เชื่อหมอ ผมจึงมีอิสระในการมองหาข้อมูลข่าวสารมากขึ้น
เพื่อรักษาลูกให้หาย เพราะหัวเขาสวิงหนักมาก
การคิดด้วยเหตุผลและการแกะรอยโรคที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ยากเลย
ใคร ๆ ก็ทำได้
หลายคนรู้สึกว่าโลกยุคนี้อยู่ยากเพราะมีเฟคนิวส์เยอะไปหมด
แต่ที่จริงแล้ว มันกลับตรวจสอบได้ง่ายกว่าโลกยุคก่อนมาก
มันเป็นโลกที่ให้โอกาสกับคนที่คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลจริง ๆ
แต่คนที่เคยอยู่ในโลกที่ใช้แต่การเลือกเชื่อในสิ่งที่น่าเชื่อถือ
อันนี้จะอยู่ยาก เพราะความเชื่อมันจะบังตา
ซึ่งเมื่อเลือกเชื่อตามการรักษาในทางการแพทย์
ที่รักษาโรคนั้น ๆ ไม่ได้ ก็ต้องยอมเป็นไปตามนั้น
ขัดแย้ง หรือ โต้เถียงใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น
กลุ่มที่สาม ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เชื่อในการแพทย์จึงเกิดขึ้น
หลังจากผมได้เปิดเผยข้อมูลเรื่องการรักษาโรคติกส์ ก็มีพ่ออีกคนหนึ่ง
ติดต่อเข้ามา ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบริษัทเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่ นั่นเขาก็ไม่เชื่อหมอเช่นกัน
เขาศึกษาเอง แล้วก็พาลูกไปรักษาจนหายจากโรคออทิซึม
แต่ถ้าเรายังคงมีความคิดที่เชื่อในการแพทย์แบบสุดโต่ง
ใครก็ตามที่หายจากโรคออทิซึมได้ ก็จะถือว่าคน ๆ นั้นเป็นออทิซึมเทียม
ซึ่งเป็นคำจำกัดความให้กับอาการของโรคออทิซึมที่หายได้
เหตุผลคือโรคออทิซึมเป็นแล้วต้องไม่หาย ถ้าเกิดหายได้แปลว่าเป็นออทิซึมเทียม
โดยไม่มีการสนใจว่ามีการทำอะไรมาเด็กถึงได้หายจากโรคออทิซึม
นั่นเป็นเพราะหมอไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์
พวกเขาจึงไม่สนใจเรื่องนี้ พวกเขาไม่อยากรู้ ไม่เกิดความสงสัยใด ๆ
และสิ่งใดที่ไม่ได้ทำโดยการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้น
หมอเป็นนักจับผิดมากกว่า และไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่จะสนใจ หรืออยากค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เจ๋ง ๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานรองรับชัดเจน จึงถูกหมอตีตกไปมาก
หรือแม้แต่ทฤษฎีที่มีเหตุผลดีมาก แต่เมื่อมาขัดแย้งกับความเชื่อในทางการแพทย์
ก็จะไม่ได้รับการยอมรับเช่นกัน
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลดีนี่แหล่ะครับ ที่ช่วยให้คนจำนวนมาก
หายจากโรคที่ไม่มีทางรักษาในทางการแพทย์ ซึ่งงานวิจัยต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี
หมอจะไม่สนใจเลย เพราะมันจะเข้าไปรกพื้นที่ในสมองของหมอมากกว่า
หรืออาจไปขัดแย้งกับวิธีการรักษาที่หมอใช้อยู่ประจำก็ได้
เจ้าของบริษัทเคมีภัณฑ์คนนั้นเขาก็ยึดหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นี่หล่ะครับ
ผมก็เช่นเดียวกันในการตามล่าหาสาเหตุของโรคติกส์ และวิธีรักษามันยังไง
ในฐานะของผู้บริโภคมันว่ามันแฟร์มากกว่า ที่เราจะมีทางเลือกอื่น
ถ้าหมอที่เราพึ่งมาตลอดไม่รักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายได้
ผมได้ยินว่าแม้แต่หมอเองถ้าเป็นโรคที่การแพทย์รักษาไม่ได้ พวกเขาก็ต้องไปพึ่งทางอื่นเช่นกัน
เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วชาวพันทิปจะเปิดใจมากขึ้นไหมครับ ?
เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่ได้แบ่งแค่ฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์ กับฝ่ายชาวบ้านที่งมงายเท่านั้นแล้ว
แต่ที่จริงผมอยากให้มีฝ่ายที่สี่ด้วย ก็คือฝ่ายที่ไม่เชื่ออะไรเลย และใช้ความคิดตามหลักเหตุผล
แล้วผมจะเอามาลงอีกว่ามีใครบ้าง ที่หายได้ หลังจากที่หมอรักษาพวกเขาไม่ได้
หรือเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นผลมาจากการรักษาของหมอ
ในการรักษาทั้งหมด ไปหาซื้ออาหารเสริมหรือตัวยากันเองนะครับ ส่วนหนังสืออ่านก็หมดไม่มีแล้วครับ
คงมีหมอคนหนึ่งมาโจมตีเรื่องนี้เหมือนเคย เดี๋ยวมาดูเรื่องแอปอีกว่ามีผลประโยชน์อะไรไหม
ผมถามจริง ๆ ครับ ถ้าผมต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดเพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องแบบฟูลไทม์
คือผมจะมีรายได้จากตรงไหน ผมก็ต้องกิน ผมมีครอบครัว มีภาระมากมายเหมือนคนทั่วไป
แล้วงานที่ผมต้องเผยแพร่เพื่อกระจายข้อมูลมันก็ยากมากเลย แต่มันมีคนที่หายมาเรื่อย ๆ ไง
ซึ่งหมอฟังแล้วก็คงไม่สนใจ นั่นเพราะหมอไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อยู่แล้วไง
และตามโจมตีผมไปทุกกระทู้เหมือน sociopath ยังไงไม่รู้
และลักษณะคุณเป็นแบบนี้เลย
Online trolls have been described as self-aggrandizing, individualistic, and unremorseful in their behavior,' reads the study published in the journal of Social Media and Society. 'Research suggests that trolls possess dark personality traits, including psychopathy, narcissism, sadism, and Machiavellianism.
ขออนุญาตไม่แปล ไม่อยากให้ค่ามาก ถ้าเพื่อน ๆ สนใจใช้กูเกิลแปลดูก่อนนะครับ
ขอบอกกับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจนะครับ
ผมแนะนำว่าให้คุณลองลุยดู ลองดู แล้วใช้ความคิดในการวิเคราะห์, พิจารณาด้วยตัวเอง
ถ้าคุณเคยรักษาไม่หายแล้ว วันนี้คุณไม่ควรจะเชื่อใครง่าย ๆ อีกแล้ว
คลิปนี้คุณก็ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ดูเป็นข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผลอีกที
ทั้งโปรเจ็คท์นี้เป็นสิ่งที่ผมทำมาทั้งวันทั้งคืน มันไม่ใช่แค่คลิปนี้
แต่มันมีรายละเอียดที่เยอะมาก และมีหลายอย่างที่ต้องทำ
ผมไม่มีเวลาอ่านหนังสือกับลูกมาหลายปีแล้ว จากที่เมื่อก่อนมีเวลาได้อ่านด้วยกันทุกวัน
นั่นเป็นเพราะผมมีเป้าหมายที่อยากให้เด็ก ๆ หาย และมันเกี่ยวกับโรคมากมายนอกเหนือจากติกส์ด้วย
ซึ่งก็พลอยมีผู้ใหญ่หายจากข้อมูลของผมด้วย ในเมื่อพันทิปคือสังคมที่นำเรื่องดี ๆ ที่เรารู้มาแชร์กัน
ดังนั้นไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ผมจะไม่เอามาลงที่นี่ และเมื่อคุณดูคลิปนี้เข้าใจ
ไปซื้ออาหารเสริมเอง จัดการอะไรเอง ก็จบได้เลย โดยที่ไม่ต้องมายุ่งกับผมเลยก็ได้ครับ
นี่เป็นกระทู้แบบพันทิปแท้ ๆ แม้การเกริ่นนำของผมจะแปลกประหลาดไปบ้าง
ก็หวังว่ากระทูนี้จะไม่ปลิว หรือเกิดเหตุใด ๆ นะครับ
ส่วนใครจะมาถล่มยังไงก็ตามสบายเลย ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่ตรงนี้จบแล้ว