JJNY : โป๊ะแตก!ผลตรวจซากหมู ปศุสัตว์รับชัด│ผจก.ฟาร์มหมูยันแพงเพราะASF│พท.อัดพปชร.หาเสียงก็ทำไม่ได้│สุรชาติจ่อจัดปราศรัย

โป๊ะแตก! ‘คณบดี’ ยันใช้รถตู้ส่งผลตรวจซากหมูเจอโรคASF มีลายเซ็น ‘ปศุสัตว์’ รับชัด
https://www.dailynews.co.th/news/651646/


คณบดีสัตวแพทย์ ยืนยันให้เจ้าหน้าที่ขับรถตู้นำส่งหนังสือผลตรวจซากหมูแคระที่ติดเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ให้กรมปศุสัตว์แล้ว มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่รับหนังสือ ส่วนอธิบดีไม่เห็นเป็นเรื่องสารบัญภายใน ยันเจตนารมณ์ต้องการแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างตรงจุด. 

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณี ได้มีหนังสือแจ้งมายังกรมปศุสัตว์ เรื่อง ข้อห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรคในสุกร หลังตรวจพบว่าผู้เลี้ยงหมูแคระนำซากมาส่งชันสูตรโรค ก่อนจะพบว่าติดเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Afican Swine Fever: ASF) ในซากสุกร ว่า ก่อนที่จะตรวจเจอเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Afican Swine Fever: ASF) ภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้มีการประชุมว่าถ้าทุกสถาบันการศึกษาใดมีการชันสูตรโรคสัตว์ ตรวจเจอเชื้อ ขอให้เป็นข้อมติตรงกันว่า จะรายงานผลไปตามช่องทางต่างๆ ของกรม กระทั่งมาพบเชื้อในซากหมูแคระ จึงส่งผลไปยังกรมปศุสัตว์ ไม่ใช่ที่เกษตรศาสตร์ที่มีเคสดังกล่าว มหิดล จุฬาฯ ก็รายงานให้ทราบว่า

“เมื่อตรวจเจอเชื้อในหมูแคระ ขั้นตอนการส่งเป็นไปตามขั้นตอนปกติ โดยส่งไปที่เจ้าพนักงานที่กรม โดยผมเป็นคนลงนามในหนังสือ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 64  แล้วให้เจ้าหน้าที่ของคณะสัตว์แพทย์ ที่บางเขน ขับรถตู้นำเอกสารโดยมีสมุดคุมทะเบียนสีน้ำเงิน ไปส่งที่กรมปศุสัตว์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์เป็นคนเซ็นรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ของคณะก็จะนำสมุดดังกล่าวกลับ ซึ่งในสมุดก็จะมีชื่อเจ้าหน้าที่ของกรมว่า ใครเป็นคนรับ” คณบดี กล่าว
 
ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า กรณีอธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า ไม่เห็นหนังสือดังกล่าว เรื่องนี้เป็นเรื่องสารบัญข้างในของกรม เราไม่สามารถไปให้ความเห็นได้ ซึ่งเจตนารมณ์ของภาคการศึกษาและสถาบันต้องการที่จะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และอยากเห็นว่าการแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างตรงจุด ตรงสาเหตุของปัญหา ถ้ามันไม่ตรงมันแก้ไม่ได้ เหมือนยาจะต้องใส่โรคให้ถูกไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ และรักษาไม่ได้ เราทำหน้าที่ของเราทางวิชาการ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงสุกรได้ตามปกติ 
 

  

ผจก.ฟาร์มหมู ยันหมูแพงเพราะโรค ASF ชี้ห้ามส่งออกหมู แก้ไม่ตรงจุด
https://ch3plus.com/news/category/273826

น.ส.เพ็ญนภา เศษคง อายุ 49 ปี ผู้จัดการสุรัตน์ฟาร์ม เปิดเผยว่า กรณีราคาหมูแพงนั้น มาจากปัญหาหมูเป็นโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) หรืออหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งทำให้หลาย ๆ ฟาร์ม ไม่กล้าสั่งแม่พันธุ์จากบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามา เพราะเกรงว่าจะมีโรคติดมาด้วย นำเชื้อมาแพร่ต่อในฟาร์มหมู
 
และหากหมูในฟาร์มติดเชื้อโรคแล้ว จะต้องทำลายหมูทิ้งทั้งหมดในรัศมี 1-3 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสี่ยงพอสมควร และเชื่อว่าทุกฟาร์มจะไม่มีใครกล้าเสี่ยงจะซื้อแม่พันธุ์หมูเข้ามาแน่นอนในช่วงนี้
 
โดยสุรัตน์ฟาร์ม เป็นฟาร์มหมูฟาร์มหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตราด ปัจจุบันมีแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ และลูกหมู ไม่ต่ำกว่า 2,000 ตัว ส่งหมูขายในอำเภอบ่อไร่ และอำเภอใกล้เคียงทุกวัน แต่เมื่อมีการระบาดของโรค ทำให้ฟาร์มไม่สามารถสั่งซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เข้ามาได้ ทำให้วงจรการผลิตลูกหมูไม่สามารถทำได้ตามปกติ
 
จากเดิมที่ฟาร์มมีแม่พันธุ์จำนวน 350 ตัว แม่พันธุ์ 1 ตัว จะผลิตลูกหมูประมาณ 10-12 ตัว และลูก 1 ตัว จะต้องขุนประมาณ 1 ปี จึงจะขายออกสู่ตลาดได้ ส่วนแม่พันธุ์ 1 ตัว เลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ประมาณ 10 ปี จึงลดระวาง และจะซื้อแม่พันธุ์จากบริษัทในราคา 9,800 บาท มาแทนที่ ซึ่งสุรัตน์ฟาร์ม ดำเนินกิจการแบบนี้มานานกว่า 30 ปี แล้ว
 
และเมื่อประมาณปี 2563 เริ่มเกิดโรคระบาด ทำให้ฟาร์มตัดสินใจไม่ซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์เข้ามาอีกจนถึงปัจจุบัน เพราะกลัวปัญหาโรคที่ติดมาจากพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์
 
ขณะที่ราคาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ราคาพุ่งสูงขึ้นจากเดิมเป็น 12,000-15,000 บาท ทำให้ฟาร์มเหลือแม่พันธุ์เพียง 250 ตัวเท่านั้น เพราะ 100 ตัว ที่หายไป ต้องลดระวางเพราะไม่สามารถผลิตลูกได้แล้ว ทำให้ยอดการผลิตลูกหมูนั้นลดลงน้อย แต่ความต้องการยังคงเดิม
 
ส่วนการแก้ปัญหาในตอนนี้คือ ดึงแม่พันธุ์ที่ปลดระวางไปแล้ว มาผสมพันธุ์แทนไปก่อน แต่การผลิตลูกหมูจะทำได้เพียง 8-10 ตัวเท่านั้น และยอมรับว่าตอนหมูขาดแคลน เพราะหมูโตไม่ทัน กำลังผลิตลดน้อยลง จนส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100-105 บาท แพงกว่าเดิมถึง 30-40 บาท และเมื่อหมูไปอยู่บนเขียงราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกประมาณ 200-250 บาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์
 
นางสาวเพ็ญนภา กล่าวต่อว่า มีความกังวลเป็นอย่างมากที่ในอนาคตจะขาดแคลนแม่พันธุ์ เพราะปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) และไม่มีแนวโน้มที่โรคนี้จะหายไป แม้ว่าการเพาะลูกของฟาร์มจะสามารถเพาะเองได้โดยไม่ต้องใช้แม่พันธุ์ แต่หมูจะไม่ได้คุณภาพเท่านั้น
 
ส่วนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ห้ามส่งออกหมูไปยังต่างประเทศนั้น นางสาวเพ็ญนภา กล่าวว่า ไม่สามารถแก้ไขได้จริง เพราะปัญหาหลัก คือ หลาย ๆ ฟาร์มไม่กล้าซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เข้าฟาร์ม เพราะกลัวเรื่องโรคระบาด ที่อาจจะทำให้หมูในฟาร์มติดเชื้อจากพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่สั่งซื้อเข้ามา เว้นแต่ว่าโรคระบาดจะหายไป จะทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น
 
รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DlbgETY5SE00

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 
เพื่อไทย อัด ยุคประยุทธ์ของแพงทั้งแผ่นดิน ค่าแรงก็ถูก พปชร.เคยหาเสียงไว้ก็ทำไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_3124478
  
“รองโฆษกพท.” อัด รบ.ประยุทธ์ ของแพงค่าแรงถูก” คนไทยเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติทั้งโควิด-ปากท้อง-ของแพง จี้ “นายกฯ-จุรินทร์” ช่วยปชช.ด่วน!
 
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคพท. กล่าวว่า สัญญาณอันตรายเกี่ยวกับปากท้องของคนไทยได้เริ่มขึ้นแล้วในทุกมิติ ตั้งแต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับราคาสูงขึ้น พี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงลิ่วสวนทางกับรายรับ ทั้งวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 และวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้า ราคาสินค้าหลายรายการมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ผักแพง น้ำมันแพง ค่าไฟฟ้าแพง ค่าก๊าซหุงต้มแพง ค่าทางด่วนแพง หมูแพง ล่าสุดไข่แพง เรียกว่าเป็นวิกฤติ “ของแพงทั้งแผ่นดิน” คนไทยต้องทนอยู่กับภาวะ “ของแพงค่าแรงถูก” ค่าแรงขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้คำมั่นสัญญาในตอนหาเสียงเมื่อปี 2562 ว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ 400-425 บาท แต่จวบจนถึงทุกวันนี้ค่าแรงยังไม่ขึ้น แต่มาขึ้นค่าครองชีพแทน นอกจากจะไร้วี่แววไม่ทำตามสัญญาแล้ว การแก้ไขปัญหาของผู้รับผิดชอบในรัฐบาลสุดแสนจะสิ้นหวัง โดยเฉพาะปัญหาราคาเนื้อหมูแพงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลปกปิดความจริงมาตลอด 2-3 ปี และบอกให้ประชาชนหันไปรับประทานเนื้อไก่หรืออาหารทะเลแทนเพื่อเพิ่มโปรตีน ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด ซ้ำยังทำให้เนื้อสัตว์อื่นๆ ปรับราคาขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ราคาไข่ไก่คละไซส์ขอปรับราคาขึ้นจากฟองละ 2.80 บาทมาเป็น 3.00 บาท ซึ่งรัฐบาลยังเงียบไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม
  
น.ส.ชญาภา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่พี่น้องประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารเพื่อนำไปไหว้บรรพบุรุษ หากราคาสินค้ามีแนวโน้มแพงต่อเนื่อง ต้องฝากไปยังรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ให้ดูแลควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเอาเปรียบประชาชน ดูแลค่าครองชีพเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนอีก ซ้ำเติมจากที่ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 โรคลัมปีสกิน โรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู และวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้า จนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว ยังต้องมาเผชิญกับวิกฤติของแพงทั้งแผ่นดินอีก จึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จึงเวิร์กฟอร์มโฮมได้ทุกวัน นอนหลับสบายได้ทุกคืน
 
“โรคระบาดไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะชีวิตของประชาชนเท่านั้น ยังได้สร้างความยากจนระบาดไปทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยแล้วว่าบริหารประเทศล้มเหลวทุกด้านอย่างสิ้นเชิง จนเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ นอกจากประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงลิ่วแล้ว ประชาชนเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ใช่ที่พึ่งที่หวัง แต่กลับมาเป็นภาระให้ประชาชนเสียเอง” น.ส.ชญาภา กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่