ปันข้อมูลการขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา ปี 2022 คิดถึง Long flight ที่สู้ดด~

มาแชร์ข้อมูลการขอวีซ่าอเมริกา B1/B2 ค่า  

ขั้นตอนง่ายๆในการขอวีซ่าอเมริกา
1.  กรอกแบบฟอร์ม DS160
2.  สร้าง Profile (เพื่อใช้ในการชำระค่าวีซ่าและจองคิว)
3.  ชำระเงินค่าวีซ่า (~5,600 บาท หรือ 160 US อัตราค่าวีซ่าขึ้นอยู่กับค่าเงิน ณ วันนั้น)
4.  เข้าไปจองคิวสัมภาษณ์
5.  ไปสัมภาษณ์กับทางสถานทูต/ ทราบผลวีซ่าทันที

ลิ้งค์สำหรับกรอก DS160: https://ceac.state.gov/GenNIV/Default.aspx  
ลิ้งค์สำหรับเข้าไป Create account เพื่อสร้าง Profile: https://www.ustraveldocs.com/th/ 
 
ขอเริ่มร่ายเลยนะคะ ยาวหน่อยต้องขอภัยด้วยนะคะ  (ส่งเสริมให้รักการอ่านค่ะ 555)
1.  การชำระค่าวีซ่าและการจองคิว
- ไม่จำเป็นต้องรีบกรอก DS160 และ Submit ข้อมูลเลยทันที ให้เริ่มกรอก DS160 และ save ข้อมูลไว้ก่อน นำเลข Application ID ไปสร้าง Profile เพื่อชำระค่าวีซ่าก่อนได้เลย เดี๋ยวคิวรันไปไกลจะยิ่งรอนานค่ะ
- ใครอยากไปสัมพร้อมเพื่อน/ แฟน หรือครอบครัว สามารถ Add ชื่อคนที่จะไปสัมภาษณ์ด้วยได้ตอนสร้าง Profile จ่ายเงินค่ะ ใบชำระค่าวีซ่าจะออกมาเป็นใบเดียวกันค่ะ (แนะนำว่าถ้าไปกันหลายคน ให้จองแยก 2 คน จะหาคิวง่ายกว่าค่ะ)
- จ่ายค่าขอวีซ่าได้ที่ธ. กรุงศรีฯ เท่านั้นค่ะ หรือ Download ใบชำระค่าวีซ่าได้ที่ลิ้งค์นี้ก็ได้ค่ะ https://shipyshipdotcom.files.wordpress.com/2019/08/bay-special-pay-in-slip_bank-of-america-n.a.-for-visa-fee-collection-r3.pdf จะได้กรอกข้อมูลเอง ไปถึงจ่ายเงินได้เลย ไม่ต้องไปรอเจ้าหน้าที่ธ. กรอกให้ค่ะ (ขอบคุณเจ้าของลิ้งค์มา ณ ที่นี้ค่ะ)
- ชำระแล้วรอค่า จ่ายวันนี้ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายเข้าไปดูในระบบอีกที เลขที่ใบเสร็จที่เราชำระเงินแล้วจะเข้าระบบอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องกรอกเลขที่ใบเสร็จค่ะ (ถ้าจ่ายเสาร์-อาทิตย์ วันอังคารช่วงบ่ายค่อยเข้าไปดูค่ะ)
- การจองคิว คิวตอนนี้อาจไปไกลแล้ว แต่มีคิวหลุดเรื่อยๆค่ะ โดยการจองให้กดเข้าไปที่หน้า Profile แล้วดูวันที่คิวว่างล่าสุด ถ้ายังไม่ได้วันถูกใจ ให้กด refresh เป็นระยะๆ ถ้า refresh บ่อยเกิน ระบบจะขึ้นกล่อง Noti. เตือนค่ะ ให้สังเกตนิดนุง ไม่งั้นจะโดนล็อค 72 ชั่วโมงเลยค่ะ ส่วนของเราจ้างกดเลยจ้า จ้องเองไม่สำเร็จ งั้นจ้างเถอะ 5555

2. การกรอกข้อมูล DS160
- การกรอก DS160 ให้กรอกไป Save ไป ไม่ต้องรีบค่ะ เอาชัวร์ก่อนได้ เราสามารถเข้าไปอัพเดตข้อมูลเรื่อยๆ อายุแบบฟอร์มจะต่อให้ 30 วัน ในทุกๆครั้งที่เรามีการเข้าไปอัพเดตข้อมูล สามารถกด Submit ก่อนวันสัมภาษณ์ 3-5 วันก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ยุ่งยากไปแก้ไข Profile ใหม่
- กรอกข้อมูลตามความจริงทุกอย่าง ช่อง Briefly describe your duties กรอกไปให้ละเอียดเลย ตั้งแต่ตำแหน่งงาน/ เงินเดือน/ อายุงาน/ หน้าที่หลัก/ โปรเจคที่เคยทำ/ ตัวอย่างลูกค้า/ บริษัทเปิดมากี่ปี และบริษัททำเกี่ยวกับอะไร จะเขียนสั้นหรือยาวเอาตามความพอใจเราเลย เค้าไม่ได้จำกัดบรรทัด เอาที่เราคิดว่าให้คนที่ไม่รู้จักอ่านแล้วอยากเรียกเราไปทำงานด้วย 55555
- แผนเที่ยวก็ใส่ไปตามที่เราจะไป ไม่ได้ไปตามเวลาที่แจ้งก็ไม่เป็นไร อันนี้คิดว่าสำคัญหลังสุด

3. การเตรียมเอกสาร
> เอกสารที่จำเป็น 
- พาสปอร์ตตัวจริง เล่มปัจจุบันของเรา (อายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
- พาสปอร์ตตัวจริงเล่มเก่าของเราที่มีทั้งหมด (ถ้ามี)
- บัตรประชาชนตัวจริง (ใช้ตอนฝากของก่อนเข้าสถานทูต) *ใครไม่เอากระเป๋าถือไป ห้ามลืมนะคะ ต้องใช้ฝากมือถือ*
- รูปถ่ายขนาด 2 x 2 นิ้วที่เราถ่ายเตรียมไว้จำนวน 1 รูป
- ใบยืนยันการกรอกแบบฟอร์ม DS-160
- ใบยืนยันการจองนัดสัมภาษณ์ (Appointment Confirmation)
- หลักฐานการชำระเงินค่าวีซ่า (ใบ Pay-in slip ของธนาคารกรุงศรีฯ)

> เอกสารที่แนะนำให้ถือไป (เอาไปก่อน ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน ถ้าเค้าขอไม่มีอันนี้จะลำบากค่า เกินดีกว่าขาดค่ะ)
-  หนังสือรับรองการทำงานและการอนุมัติให้ลางานจากบริษัทเรา
-  นามบัตร/ หน้าเว็บไซต์ของบริษัทฯ/ Pay-Slip
- Statement ย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งบัญชีเงินเดือนและบัญชีเงินออม)/ สมุดบัญชีตัวจริง/ หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (Bank Guarantee)
- แผนการเดินทางท่องเที่ยว
- ทะเบียนบ้าน
- เอกสารสนับสนุนอื่นๆ เช่น ใบรับรองการเปลี่ยนชื่อ/ นามสกุล ทะเบียนสมรส หนังสือรับรองบุตร หนังสือเชิญจากเพื่อน/ญาติ 

กรณีเป็นเจ้าของกิจการ (ไม่จำเป็นต้องแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษค่ะ)
- ใบทะเบียนการค้า
- หนังสือรับรองบริษัท (อัพเดต 3 เดือน)
- ภพ. 20
- บอจ. 5

4. การหาที่จอดรถ/ การนำสิ่งของเข้าไปในสถานทูต
- เพื่อนๆที่ขับรถไป สามารถไปจอดตึกสินธรฝั่งตรงข้ามสถานทูตได้ค่ะ (ช่วงนี้ยังพอมีที่จอดว่างเพราะส่วนใหญ่ยัง WFH กันอยู่) ขากลับแวะไปซื้อกาแฟสตาบัคส์นิดหน่อย สแตมป์บัตรจอดรถ จะจอดฟรีชั่วโมงแรก ชั่วโมงต่อไป 20 บาทค่ะ
- สามารถนำแฟ้มเอกสาร/ ถุงผ้า/ กระเป๋าสะพายเข้าไปได้ค่ะ แต่ห้ามนำ Power bank/ สายชาร์ตเข้าไป รวมถึงโทรศัพท์นำเข้าไปได้คนละเครื่องเด้อ ถ้าพกไปหลายเครื่อง ต้องหาที่ฝากหรือต้องเหนื่อยเดินกลับไปเก็บที่รถเหมือนเราค่ะ ก็หอบกันไป 555
- พกบัตรประชาชนมาด้วย ต้องใช้สำหรับฝากโทรศัพท์มือถือกับเจ้าหน้าที่ค่า

5. ช่วงการสัมภาษณ์
- หลังจากผ่านด่าน Security ด้านหน้าเข้าไปข้างในสถานทูต จะมีเจ้าหน้าที่ 1 ท่าน คอยจัดคิวให้ค่ะ โดยจะจัดเข้าไปเป็นรอบๆ ตามเวลานัด ดังนั้นไม่ต้องรีบมาก่อนเวลามากค่ะ มาก่อนซัก 30 นาทีกำลังดี แค่มาเผื่อเวลาฉุกเฉินนิดๆหน่อยๆ ไม่งั้นต้องไปนั่งรอรอบนาน และลดความเสี่ยงในการติดโควิดด้วยค่า
- เข้าไปด้านในห้องสัมภาษณ์ เดินไปตามคิว จะเจอกับเจ้าหน้าที่คนไทยก่อน เพื่อตรวจเอกสาร/ รูปถ่ายและ Scan นิ้วมือ พอเสร็จก็ไปต่อคิวสัมภาษณ์กับกงศุลต่างชาติค่ะ
- วันที่เราไปสัมภาษณ์มีเจ้าหน้าที่กงศุล 4 ช่อง ก็รันคิวเดินไปเรื่อยๆ ใครว่างก็เสียบได้เลยค่ะ ส่วนคิวเราได้เจอกับท่านกงศุลผู้หญิงตัวเล็กๆน่ารักๆ บทสนทนาตามนี้เลยค่า
เรา: Hello สวัสดีปีใหม่ค่ะ พร้อมยิ้มสวยๆใต้แมสให้ 1 ที 555
จนท. กงศุล: Hello, place your fingers and passport please
เรา: Sure, และยื่น Passport เล่มใหม่ พร้อมเล่มเก่าทั้งหมด แต่ท่านกงศุลบอกเล่มเก่าไม่ใช้ค่ะ
จนท. กงศุล: Alright, Why do want to go the US?
เรา: It's one of the countries I haven't been to. I’ve been to many countries...
จนท. กงศุล: (ถามต่ออีกนิดหน่อยเกี่ยวกับเพื่อนที่ไปด้วยกัน) how did you meet?
เรา: We work together
จนท. กงศุล: Everything looks good, wait for your passport
เรา: Thank you แบบงงๆ แบบว่าเสร็จแล้วหรอ 555 (ก่อนหน้าเราทุกช่องถามนานมาก ยืนฟังจากที่เฉยๆ กลายเป็นตื่นเต้นเลย 555)
- Background: อายุการทำงานทั้งหมด 8 ปี ระดับ Manager / ไปเที่ยวมา 10+ ประเทศ มีทั้งยุโรปและเอเชียค่ะ (ตอนสัมไม่ขอดูเอกสารอะไรเพิ่มเติมค่ะ)
 
miniheartความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติม 
 - ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ขอวีซ่าได้ในระดับนึง อาจจะค้นหาจากชื่อ-นามสกุล/ เลขบัตรประชาชน/ เลขที่พาสปอร์ต/ Social media หรือฐานข้อมูลกลางใดๆ เพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของผู้ขอวีซ่าค่ะ ถ้ามองแบบเป็นกลาง คิดว่าเจ้าหน้าที่กงศุลคงไม่สามารถตัดสินผู้ขอวีซ่าแค่เพียงถามคำถามแค่ 2-3 คำถามแล้วไม่ให้ผ่านเลยซะทีเดียว อีกอย่างหากตรวจเพียงแค่ดูข้อมูลจากการอ่าน DS160 ที่เรากรอกไป โดยที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลเท็จจริงเลย ก็คงดูผิวเผินเกินกว่าจะตัดสินได้อีก ดังนั้นเราว่าทางกงศุลต้องมีการเช็คข้อมูลมาแล้วระดับนึง ส่วนการเข้าสัมภาษณ์เป็นการ make sure ในสิ่งที่เค้าเห็นในฐานข้อมูล
 - การกรอก DS160 เป็นการอธิบายเสริมเพิ่มเติมในสิ่งที่สถานทูตไม่เห็นในข้อมูลที่เค้าสามารถค้นดูได้ ดังนั้นข้อมูลที่เรากรอกลงไปใน DS จึงมีส่วนสำคัญมากพอสมควร กรอกไปให้ละเอียดให้จบปึ้งทีเดียวไปเลยค่า
 - การจะขอวีซ่าผ่านไม่ผ่าน อาจจะไม่ใช่ดวงซะทีเดียว กงศุลแต่ละประเทศคงมี Criteria พื้นฐานอยู่แล้ว แต่มันก็อาจมองดูว่าไม่แฟร์สำหรับคนที่โดนปฏิเสธโดยที่ไม่ทราบเหตุผล แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ ให้ประเมินตัวเองในมุมมองของเจ้าหน้าที่ดูค่ะ ว่าอาชีพหรืออายุการทำงานสัมพันธ์กับรายได้มั้ย ดูเหมาะสมกับการจะไป spend money เพื่อเที่ยวหรือเปล่า (สังเกตว่าบางท่านเงินในบัญชีน้อย ก็ผ่านได้ ดังนั้นเงินในบัญชีอาจะไม่ใช่ตัวแปรสำคัญค่ะ) ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ ไม่ต้องกลัวค่ะ %ผ่านสูงอยู่แล้ว 

ขอจบการรีวิวเพียงเท่านี้ค่า 5555 ขออภัยหากโพสต์ยาวเกินไป
หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะคะ  
สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อนๆที่กำลังขอวีซ่าทุกคนโชคดี ผ่านวีซ่าและได้ไปเที่ยวตามที่ตั้งใจนะคะ   คิสซือ

ใครมีคำถามสงสัยตรงไหนเพิ่มเติม ถามได้นะคะ ชอบตอบค่ะ 😂
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่