เมื่อวานนี้ (๔ ม.ค.๖๕) คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและกำหนดขอบเขตของร่างพระราชบัญญัติ “ร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ...." โดยมีสาระสำคัญดังนี้
บทนิยาม - “องค์กรไม่แสวงหากำไร” หมายความว่า คณะบุคคลภาคเอกชนซึ่งรวมกลุ่มกันจัดตั้งในรูปแบบใด ๆ ที่มีบุคคลร่วมด าเนินงานเพื่อจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคม โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แต่ไม่รวมถึงการรวมกลุ่มของคณะบุคคลเพื่อดำเนินกิจกรรมเป็นการเฉพาะคราว หรือดำเนินกิจกรรมเฉพาะเพื่อประโยชน์ของคณะบุคคลนั้น หรือพรรคการเมือง
ขอบเขตการใช้บังคับ - กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหาก าไรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยเฉพาะ นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะนั้นแล้ว ให้อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ด้วย
การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร - กำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร” ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานกรรมการ และให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร การเสนอความเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่อคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไร การสนับสนุนให้องค์กรไม่แสวงหากำไรทำหน้าที่ในด้านประชาสังคม เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร เป็นต้น
- กำหนดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ขององค์กรไม่แสวงหากำไร ได้แก่ (1) การสนับสนุนเงินทุนแก่องค์กรไม่แสวงหากำไรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการฯกำหนด โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ประสานงานด้านเงินทุนกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชน หรือแหล่งเงินทุนอื่น และ (2) องค์กรไม่แสวงหากำไรและผู้สนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายอื่น
กลไกการกำกับดูแลองค์กรไม่แสวงหากำไร - กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชื่อขององค์กร วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง วิธีดำเนินงาน แหล่งที่มาของเงินทุน และรายชื่อผู้รับผิดชอบดำเนินงาน ให้หน่วยงานของรัฐและบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นโดยง่าย
- กำหนดข้อห้ามสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยต้องไม่ดำเนินงานในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความมั่นคงของรัฐด้านเศรษฐกิจหรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
(2) กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
(3) กระทบต่อประโยชน์สาธารณะรวมทั้งความปลอดภัยสาธารณะ
(4) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย
(5) เป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของบุคคลอื่น
- กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาคจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศมีหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้
(1) ต้องแจ้งชื่อแหล่งเงินทุนต่างประเทศ บัญชีธนาคารที่จะรับเงิน จำนวนเงินที่จะได้รับ และวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้จ่ายต่อนายทะเบียน
(2) ต้องรับเงินผ่านบัญชีของธนาคารตามที่องค์กรไม่แสวงหากำไรแจ้งไว้ต่อนายทะเบียน
(3) ต้องใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียน
(4) ต้องไม่ใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะการแสวงหาอำนาจรัฐ หรือเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง
- กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีรายได้จากการรับเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป หรือจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละรอบปีปฏิทิน และเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นโดยง่าย โดยต้องเก็บรักษาบัญชีรายรับรายจ่าย นั้นไว้ให้สามารถตรวจสอบได้เป็นเวลาสามปี
มาตรการบังคับและโทษ - กรณีที่องค์กรไม่แสวงหากำไรไม่ดำเนินการตามหน้าที่หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนแจ้งเตือนให้องค์กรไม่แสวงหากำไรดำเนินการตามหน้าที่ หรือหยุดการดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว หากองค์กรไม่แสวงหากำไรยังไม่ดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนดหรือยังคงดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามต่อไป ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งให้องค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นหยุดการดำเนินกิจกรรม หรือยุติการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นได้ แล้วแต่กรณี
- กำหนดโทษปรับทางอาญาสำหรับกรณีที่องค์กรไม่แสวงหากำไรไม่หยุดการดำเนินกิจกรรม หรือไม่ยุติการดำเนินงานตามคำสั่งของนายทะเบียน และกำหนดให้ผู้รับผิดชอบดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ต้องรับโทษเช่นเดียวกับองค์กรไม่แสวงหากำไรด้วย ...
ผมว่าก็ดีนะ จะได้ชัดเจนไปเลยว่า เอ็นจีโอแต่ละคณะมีที่มาที่ไปอย่างไร แหล่งเงินทุนสนับสนุนจากไหน เพราะในอดีตที่ผ่านมา เอ็นจีโอออกมาเคลื่อนไหวแต่ละครั้งถูกสังคมก็ตั้งคำถามว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในแต่ละกิจกรรมหรือไม่ อย่างไร ?
เปิดสาระสำคัญร่างพรบ.คุมเอ็นจีโอ
บทนิยาม - “องค์กรไม่แสวงหากำไร” หมายความว่า คณะบุคคลภาคเอกชนซึ่งรวมกลุ่มกันจัดตั้งในรูปแบบใด ๆ ที่มีบุคคลร่วมด าเนินงานเพื่อจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคม โดยไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แต่ไม่รวมถึงการรวมกลุ่มของคณะบุคคลเพื่อดำเนินกิจกรรมเป็นการเฉพาะคราว หรือดำเนินกิจกรรมเฉพาะเพื่อประโยชน์ของคณะบุคคลนั้น หรือพรรคการเมือง
ขอบเขตการใช้บังคับ - กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหาก าไรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยเฉพาะ นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเฉพาะนั้นแล้ว ให้อยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ด้วย
การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร - กำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร” ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานกรรมการ และให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไร การเสนอความเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่อคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไร การสนับสนุนให้องค์กรไม่แสวงหากำไรทำหน้าที่ในด้านประชาสังคม เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร เป็นต้น
- กำหนดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ขององค์กรไม่แสวงหากำไร ได้แก่ (1) การสนับสนุนเงินทุนแก่องค์กรไม่แสวงหากำไรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการฯกำหนด โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ประสานงานด้านเงินทุนกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชน หรือแหล่งเงินทุนอื่น และ (2) องค์กรไม่แสวงหากำไรและผู้สนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรอาจได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายอื่น
กลไกการกำกับดูแลองค์กรไม่แสวงหากำไร - กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชื่อขององค์กร วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง วิธีดำเนินงาน แหล่งที่มาของเงินทุน และรายชื่อผู้รับผิดชอบดำเนินงาน ให้หน่วยงานของรัฐและบุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นโดยง่าย
- กำหนดข้อห้ามสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยต้องไม่ดำเนินงานในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความมั่นคงของรัฐด้านเศรษฐกิจหรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
(2) กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
(3) กระทบต่อประโยชน์สาธารณะรวมทั้งความปลอดภัยสาธารณะ
(4) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย
(5) เป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของบุคคลอื่น
- กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินบริจาคจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศมีหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้
(1) ต้องแจ้งชื่อแหล่งเงินทุนต่างประเทศ บัญชีธนาคารที่จะรับเงิน จำนวนเงินที่จะได้รับ และวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้จ่ายต่อนายทะเบียน
(2) ต้องรับเงินผ่านบัญชีของธนาคารตามที่องค์กรไม่แสวงหากำไรแจ้งไว้ต่อนายทะเบียน
(3) ต้องใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียน
(4) ต้องไม่ใช้เงินที่ได้รับจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะการแสวงหาอำนาจรัฐ หรือเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง
- กำหนดให้องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีรายได้จากการรับเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป หรือจากแหล่งเงินทุนต่างประเทศมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละรอบปีปฏิทิน และเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงข้อมูลนั้นโดยง่าย โดยต้องเก็บรักษาบัญชีรายรับรายจ่าย นั้นไว้ให้สามารถตรวจสอบได้เป็นเวลาสามปี
มาตรการบังคับและโทษ - กรณีที่องค์กรไม่แสวงหากำไรไม่ดำเนินการตามหน้าที่หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนแจ้งเตือนให้องค์กรไม่แสวงหากำไรดำเนินการตามหน้าที่ หรือหยุดการดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว หากองค์กรไม่แสวงหากำไรยังไม่ดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนดหรือยังคงดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามต่อไป ให้นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งให้องค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นหยุดการดำเนินกิจกรรม หรือยุติการดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรนั้นได้ แล้วแต่กรณี
- กำหนดโทษปรับทางอาญาสำหรับกรณีที่องค์กรไม่แสวงหากำไรไม่หยุดการดำเนินกิจกรรม หรือไม่ยุติการดำเนินงานตามคำสั่งของนายทะเบียน และกำหนดให้ผู้รับผิดชอบดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ต้องรับโทษเช่นเดียวกับองค์กรไม่แสวงหากำไรด้วย ...
ผมว่าก็ดีนะ จะได้ชัดเจนไปเลยว่า เอ็นจีโอแต่ละคณะมีที่มาที่ไปอย่างไร แหล่งเงินทุนสนับสนุนจากไหน เพราะในอดีตที่ผ่านมา เอ็นจีโอออกมาเคลื่อนไหวแต่ละครั้งถูกสังคมก็ตั้งคำถามว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในแต่ละกิจกรรมหรือไม่ อย่างไร ?