เรื่องสั้นเรื่องนี้ต้นเรื่องมาจากงานเขียนครึ่งหนึ่งของเรื่องสั้นอาจารย์ Psycho G ที่เคยเขียนในเกมถุงมือ ชอบพล็อตในครึ่งนี้ของอาจารย์มากก็เลยขออนุญาตนำพล็อตนี้มาใส่ท้ายเรื่องของเรื่องนี้ค่ะ
สายน้ำไม่ไหลกลับ
ล. วิลิศมาหรา และ Psycho G
กิ่งผกา นักข่าวสาว เพ่งมองภาพวาดในหน้านิตยสารเกี่ยวกับงานศิลปะภาพหนึ่ง มันเป็นภาพวาดสีน้ำมันของหญิงสาวในยุคล้านนาโบราณ แต่งกายห่มสไบ นุ่งผ้าซิ่นไหมคำ นั่งพับเพียบอยู่บนตั่งไม้ลวดลายงดงาม ในมือข้างหนึ่งถือดอกพุดซ้อนดอกใหญ่ ยื่นมาข้างหน้า คล้ายกำลังยื่นให้ใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า
หญิงสาวมองใบหน้างามในภาพวาด ด้วยความรู้สึกพิศวงงงงวย สาวสวยในภาพก็จ้องมองตอบเธอมา ราวกับว่ามีชีวิตจิตใจ นวลหน้าหวานพร้อมรอยยิ้มละไมของคนในภาพ เหมือนอยากจะบอกอะไรกับเธอสักอย่าง กิ่งผกาเพ่งพิศภาพตรงหน้า เผลอพึมพำเรียกชื่อหนึ่งออกมา
...เจ้ากาหลง คุณอยากบอกอะไรกับฉันกันแน่....
ไม่ผิดแน่ หน้าตาแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ หล่อนคือผู้หญิงในความฝันของตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย เธอฝันเห็นผู้หญิงคนนี้มานานเท่าไหร่แล้ว...เกินจะนับได้ เพราะฝันเห็นไม่รู้ตั้งกี่รอบ แปลกใจว่าทำไมตัวเองต้องฝันถึงหล่อนด้วย ในเมื่อไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยรับรู้ว่าหล่อนเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงภาพวาดจากจินตนาการของคนวาดเท่านั้นเอง
พลันกิ่งผกาก็ตัดสินใจ เธอหยิบโทรศัพท์กดไปหานิคม บรรณาธิการของสำนักข่าวที่ตัวเองสังกัดอยู่ ตอบตกลงทำงานชิ้นหนึ่งซึ่งถูกมอบหมายให้ทำ เมื่อนานมาแล้ว แต่เธอไม่เคยคิดจะทำ บรรณาธิการใหญ่พอได้ยินเธอบอกก็หัวเราะชอบใจ เย้ากลับมาว่า ในที่สุดเธอก็ฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้ ยังไงเธอก็ต้องทำงานชิ้นนี้จนสำเร็จ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
หญิงสาวเออออไปกับเจ้านาย กดปิดโทรศัพท์ลง ด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นใจ ขบริมฝีปากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจกดโทรศัพท์อีกหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเห็นปรากฏหราอยู่ในหน้านิตยสารที่กางออก
ตอนแรกคิดว่าคงเป็นเลขาฯของเขาเป็นคนรับสาย นักธุรกิจใหญ่ผู้มีที่มาอันลึกลับคนนั้นไม่น่าจะมารับสายเอง และคงไม่ว่างง่าย ๆ เห็นเขามักออกข่าวว่ามีงานยุ่งอยู่เสมอ ทว่ารอสายเพียงไม่นาน เสียงนุ่มทุ้มกังวานของทางนั้นก็ตอบกลับมาอย่างฉับไว กิ่งผกาถือโทรศัพท์อึ้งอยู่ครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงความดีใจในน้ำเสียง...แปลกใจว่า 'เขา' จะมาดีใจอะไร กับอีแค่มีนักข่าวหน้าสตรีนิตยสารคนหนึ่งไปขอสัมภาษณ์...
เมื่อการพูดจานัดหมายกับเขาจบลง หญิงสาวก็ระบายลมหายใจออกมา ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองจะไปที่นั่นจริง...ที่ซึ่งมีภาพผู้หญิงปริศนาคนนั้นประดับอยู่บนผนังห้อง ผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของเธอมาช้านาน
...เจ้ากาหลง ฉันกำลังจะไปหาเธอ...
คฤหาสน์ ‘เวียงพรหม’ บนอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของคุณกฤษดา เรืองฤทธิไกร เศรษฐีหนุ่มรูปหล่อ เป็นที่ตั้งของภาพวาดที่กิ่งผกาสนใจ แต่เจ้าของชายคล้ายมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเข้าใกล้ จึงหาทางผัดผ่อนบรรณาธิการเรื่อยมา ยอมรับว่าเธอไม่เคยกล้าสบตาด้วย แม้แต่กับรูปของเขา ไม่ว่าในภาพข่าวหรือในสื่อใด ๆ ก็ตาม ที่บังเอิญเปิดไปเจอเข้า ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าทำไม รู้เพียงครั้งใดที่เผลอไปสบตากัน ดวงตาคมคู่นั้นก็คล้ายมองทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงความกลัวภายในจิตใจของเธอ...อาจเรียกได้ว่า เธอกลัวเขานั่นเอง
นึกถึงความฝันอันพิสดาร ที่เกิดกับตัวเองซ้ำ ๆ มาช้านาน โดยไม่มีแพทย์หรือยาชนิดไหนมาช่วยได้เลย
ในความฝันที่มักเหมือนกันทุกครั้ง เธอเห็นร่างใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่ง รุปร่างหน้าตาคล้ายกันกับคุณกฤษดา เจ้าของคฤหาสน์เวียงพรหม นั่งตัวตรงเป็นสง่าอยู่บนที่นั่ง ซึ่งน่าจะเป็นบัลลังก์ของผู้เป็นใหญ่กว่าบุคคลทั้งหลาย ดวงตาคู่คมวาวของเขา จ้องมองมายังร่างของสตรีผู้มีชื่อว่า ‘กาหลง’
“นำนางแพศยาคนนี้ไปตัดหัว”
ประกาศิตเหี้ยมโหดถูกเปล่งออกมาจากปากมีรอยหยักลึก พร้อมกับแววสะใจในสายตาคนพูด จากนั้นเธอสังเกตเห็นแท่นหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งศอก ตั้งอยู่บนลานดินที่เต็มไปด้วยรอยเลือด มันคงเป็นลานประหารที่ถูกใช้งานมาก่อนหน้านี้แล้ว
ตามรูปการณ์ที่เห็น กาหลงน่าจะถูกจับมาประหารโดยการตัดคอ มีผู้ชายหน้าคล้ายคุณกฤษดา นั่งเป็นประธานในการประหาร เขามีสีหน้าเย็นชา ขณะสายตาจับจ้องไปยังร่างผู้หญิงกลางลาน
ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนี้ไปทำผิดอะไรมา จึงถูกคำสั่งเข่นฆ่าให้ถึงตายโดยผู้ชายผู้ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในที่นี้ หญิงสาวนั่งคุกเข่าตั้งกายตรง มือพนมอยู่ระหว่างอก ใบหน้างามเชิดขึ้น เหมือนไม่สะทกสะท้านกับความตาย เพชฌฆาตร่างใหญ่ก้าวเข้าไปรับดาบมาจากผู้เป็นประธาน เขาชูดาบขึ้นสูง ก่อนย่างเท้าเข้าสู่ลานประหาร
กิ่งผกามองท่าทางดุดันของเพชฌฆาตด้วยความรู้สึกสยดสยอง ขนลุกขนผองไปกับชะตากรรมของหญิงสาว เธอกวาดตามองชายหญิงที่รุมล้อมอยู่รอบลาน ก็เห็นว่าแต่ละคนมีท่าทีสงสารนักโทษสาวกันทั้งนั้น หลายคนร้องไห้ฟูมฟายคล้ายกับเสียใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“โธ่ เจ้าแม่กาหลง เจ้าแม่ถูกใส่ร้าย” แว่วเสียงพิรี้พิไร พร่ำเรียกชื่อหญิงสาวในลานประหารดังกระหึ่มอยู่รอบวง
พลันเพลงส่งวิญญาณจากเสียงปี่ก็ดังโหยหวนขึ้น เพชฌฆาตเริ่มร่ายรำดาบช้า ๆ สลับกับพาดคมของมันเข้ากับลำคอขาวผ่องของหญิงสาวไปมา กาหลงพริ้มเปลือกตาลง เชิดหน้าขึ้น เหมือนพร้อมยอมรับกับความตาย
ทันทีนั้น ชายผู้เป็นประธานก็ผุดลุกขึ้นยืนประกาศก้อง
“ฆ่านางกาหลงบัดเดี๋ยวนี้”
เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นสุดหล้า แต่คมดาบยังไม่ทันจะฟันลงมา ฉับพลันนั้นเอง สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงกลางลาน แผ่นดินไหวสะท้านสะเทือน โคลงเคลงไปมา ส่งเสียงอึกทึกกึกก้องเหมือนโลกจะถล่มทลาย
กาหลงกับเพชฌฆาตกระเด็นไปคนละทาง ผู้คนในลานประหารต่างล้มกลิ้งลงอย่างไม่เป็นท่า ต่อมาก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ แผ่นดินบนลานประหารพลันแตกแยกออก พร้อม ๆ กับมีพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำเข้ามา เสียงผู้คนกรีดร้องดังก้องไปทั่วลานด้วยความตกใจ ต่างวิ่งหนีชุลมุนวุ่นวายกับเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดฝัน
รอยแยกของแผ่นดินขยายใหญ่ออก ร่างเพชฌฆาตร่วงหล่นลงไป โดยไม่มีใครช่วยเอาไว้ได้ทัน เห็นลานประหารถูกแบ่งแยกออกเป็นร่องกว้าง
ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ สิ่งปลูกสร้างรอบลานถูกหอบปลิวขึ้นสู่อากาศ คนสั่งประหารเองเสียหลัก พลัดตกลงจากที่นั่ง ล้มกลิ้งไปกับพื้น
กาหลงถูกลมแรงพัดกระเด็นไปจนสุดขอบลาน ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำราม ราวกับฟ้าเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา
“ประหารน้องเถิด ตัดหัวน้องแล้วเอาเลือดมาล้างบาทเสียให้สมพระทัย”
หล่อนยังมีแก่ใจร่ำร้องให้ชายผู้เป็นประธาน สังหารตนเสียให้ตาย แม้ในขณะนั้นตัวเองก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ ชายผู้ถูกท้าทายเกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า จนลืมนึกถึงสิ่งใด เขาคว้าดาบขึ้นมาจากพื้น พยายามกระ

กระสนจะตามไปหาร่างน้อยตรงสุดขอบลาน
“กูจักส่งวิญญาณมืงไปให้ชายชู้ของมืงบัดเดี๋ยวนี้ นางหญิงทรยศ”
(มีต่อ)
สายน้ำไม่ไหลกลับ
ล. วิลิศมาหรา และ Psycho G
กิ่งผกา นักข่าวสาว เพ่งมองภาพวาดในหน้านิตยสารเกี่ยวกับงานศิลปะภาพหนึ่ง มันเป็นภาพวาดสีน้ำมันของหญิงสาวในยุคล้านนาโบราณ แต่งกายห่มสไบ นุ่งผ้าซิ่นไหมคำ นั่งพับเพียบอยู่บนตั่งไม้ลวดลายงดงาม ในมือข้างหนึ่งถือดอกพุดซ้อนดอกใหญ่ ยื่นมาข้างหน้า คล้ายกำลังยื่นให้ใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า
หญิงสาวมองใบหน้างามในภาพวาด ด้วยความรู้สึกพิศวงงงงวย สาวสวยในภาพก็จ้องมองตอบเธอมา ราวกับว่ามีชีวิตจิตใจ นวลหน้าหวานพร้อมรอยยิ้มละไมของคนในภาพ เหมือนอยากจะบอกอะไรกับเธอสักอย่าง กิ่งผกาเพ่งพิศภาพตรงหน้า เผลอพึมพำเรียกชื่อหนึ่งออกมา
...เจ้ากาหลง คุณอยากบอกอะไรกับฉันกันแน่....
ไม่ผิดแน่ หน้าตาแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ หล่อนคือผู้หญิงในความฝันของตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย เธอฝันเห็นผู้หญิงคนนี้มานานเท่าไหร่แล้ว...เกินจะนับได้ เพราะฝันเห็นไม่รู้ตั้งกี่รอบ แปลกใจว่าทำไมตัวเองต้องฝันถึงหล่อนด้วย ในเมื่อไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยรับรู้ว่าหล่อนเป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงภาพวาดจากจินตนาการของคนวาดเท่านั้นเอง
พลันกิ่งผกาก็ตัดสินใจ เธอหยิบโทรศัพท์กดไปหานิคม บรรณาธิการของสำนักข่าวที่ตัวเองสังกัดอยู่ ตอบตกลงทำงานชิ้นหนึ่งซึ่งถูกมอบหมายให้ทำ เมื่อนานมาแล้ว แต่เธอไม่เคยคิดจะทำ บรรณาธิการใหญ่พอได้ยินเธอบอกก็หัวเราะชอบใจ เย้ากลับมาว่า ในที่สุดเธอก็ฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้ ยังไงเธอก็ต้องทำงานชิ้นนี้จนสำเร็จ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
หญิงสาวเออออไปกับเจ้านาย กดปิดโทรศัพท์ลง ด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นใจ ขบริมฝีปากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจกดโทรศัพท์อีกหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเห็นปรากฏหราอยู่ในหน้านิตยสารที่กางออก
ตอนแรกคิดว่าคงเป็นเลขาฯของเขาเป็นคนรับสาย นักธุรกิจใหญ่ผู้มีที่มาอันลึกลับคนนั้นไม่น่าจะมารับสายเอง และคงไม่ว่างง่าย ๆ เห็นเขามักออกข่าวว่ามีงานยุ่งอยู่เสมอ ทว่ารอสายเพียงไม่นาน เสียงนุ่มทุ้มกังวานของทางนั้นก็ตอบกลับมาอย่างฉับไว กิ่งผกาถือโทรศัพท์อึ้งอยู่ครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงความดีใจในน้ำเสียง...แปลกใจว่า 'เขา' จะมาดีใจอะไร กับอีแค่มีนักข่าวหน้าสตรีนิตยสารคนหนึ่งไปขอสัมภาษณ์...
เมื่อการพูดจานัดหมายกับเขาจบลง หญิงสาวก็ระบายลมหายใจออกมา ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองจะไปที่นั่นจริง...ที่ซึ่งมีภาพผู้หญิงปริศนาคนนั้นประดับอยู่บนผนังห้อง ผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของเธอมาช้านาน...เจ้ากาหลง ฉันกำลังจะไปหาเธอ...
คฤหาสน์ ‘เวียงพรหม’ บนอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของคุณกฤษดา เรืองฤทธิไกร เศรษฐีหนุ่มรูปหล่อ เป็นที่ตั้งของภาพวาดที่กิ่งผกาสนใจ แต่เจ้าของชายคล้ายมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเข้าใกล้ จึงหาทางผัดผ่อนบรรณาธิการเรื่อยมา ยอมรับว่าเธอไม่เคยกล้าสบตาด้วย แม้แต่กับรูปของเขา ไม่ว่าในภาพข่าวหรือในสื่อใด ๆ ก็ตาม ที่บังเอิญเปิดไปเจอเข้า ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าทำไม รู้เพียงครั้งใดที่เผลอไปสบตากัน ดวงตาคมคู่นั้นก็คล้ายมองทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงความกลัวภายในจิตใจของเธอ...อาจเรียกได้ว่า เธอกลัวเขานั่นเอง
นึกถึงความฝันอันพิสดาร ที่เกิดกับตัวเองซ้ำ ๆ มาช้านาน โดยไม่มีแพทย์หรือยาชนิดไหนมาช่วยได้เลย
ในความฝันที่มักเหมือนกันทุกครั้ง เธอเห็นร่างใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่ง รุปร่างหน้าตาคล้ายกันกับคุณกฤษดา เจ้าของคฤหาสน์เวียงพรหม นั่งตัวตรงเป็นสง่าอยู่บนที่นั่ง ซึ่งน่าจะเป็นบัลลังก์ของผู้เป็นใหญ่กว่าบุคคลทั้งหลาย ดวงตาคู่คมวาวของเขา จ้องมองมายังร่างของสตรีผู้มีชื่อว่า ‘กาหลง’
“นำนางแพศยาคนนี้ไปตัดหัว”
ประกาศิตเหี้ยมโหดถูกเปล่งออกมาจากปากมีรอยหยักลึก พร้อมกับแววสะใจในสายตาคนพูด จากนั้นเธอสังเกตเห็นแท่นหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งศอก ตั้งอยู่บนลานดินที่เต็มไปด้วยรอยเลือด มันคงเป็นลานประหารที่ถูกใช้งานมาก่อนหน้านี้แล้ว
ตามรูปการณ์ที่เห็น กาหลงน่าจะถูกจับมาประหารโดยการตัดคอ มีผู้ชายหน้าคล้ายคุณกฤษดา นั่งเป็นประธานในการประหาร เขามีสีหน้าเย็นชา ขณะสายตาจับจ้องไปยังร่างผู้หญิงกลางลาน
ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนี้ไปทำผิดอะไรมา จึงถูกคำสั่งเข่นฆ่าให้ถึงตายโดยผู้ชายผู้ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในที่นี้ หญิงสาวนั่งคุกเข่าตั้งกายตรง มือพนมอยู่ระหว่างอก ใบหน้างามเชิดขึ้น เหมือนไม่สะทกสะท้านกับความตาย เพชฌฆาตร่างใหญ่ก้าวเข้าไปรับดาบมาจากผู้เป็นประธาน เขาชูดาบขึ้นสูง ก่อนย่างเท้าเข้าสู่ลานประหาร
กิ่งผกามองท่าทางดุดันของเพชฌฆาตด้วยความรู้สึกสยดสยอง ขนลุกขนผองไปกับชะตากรรมของหญิงสาว เธอกวาดตามองชายหญิงที่รุมล้อมอยู่รอบลาน ก็เห็นว่าแต่ละคนมีท่าทีสงสารนักโทษสาวกันทั้งนั้น หลายคนร้องไห้ฟูมฟายคล้ายกับเสียใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“โธ่ เจ้าแม่กาหลง เจ้าแม่ถูกใส่ร้าย” แว่วเสียงพิรี้พิไร พร่ำเรียกชื่อหญิงสาวในลานประหารดังกระหึ่มอยู่รอบวง
พลันเพลงส่งวิญญาณจากเสียงปี่ก็ดังโหยหวนขึ้น เพชฌฆาตเริ่มร่ายรำดาบช้า ๆ สลับกับพาดคมของมันเข้ากับลำคอขาวผ่องของหญิงสาวไปมา กาหลงพริ้มเปลือกตาลง เชิดหน้าขึ้น เหมือนพร้อมยอมรับกับความตาย
ทันทีนั้น ชายผู้เป็นประธานก็ผุดลุกขึ้นยืนประกาศก้อง
“ฆ่านางกาหลงบัดเดี๋ยวนี้”
เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นสุดหล้า แต่คมดาบยังไม่ทันจะฟันลงมา ฉับพลันนั้นเอง สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงกลางลาน แผ่นดินไหวสะท้านสะเทือน โคลงเคลงไปมา ส่งเสียงอึกทึกกึกก้องเหมือนโลกจะถล่มทลาย
กาหลงกับเพชฌฆาตกระเด็นไปคนละทาง ผู้คนในลานประหารต่างล้มกลิ้งลงอย่างไม่เป็นท่า ต่อมาก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ แผ่นดินบนลานประหารพลันแตกแยกออก พร้อม ๆ กับมีพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำเข้ามา เสียงผู้คนกรีดร้องดังก้องไปทั่วลานด้วยความตกใจ ต่างวิ่งหนีชุลมุนวุ่นวายกับเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดฝัน
รอยแยกของแผ่นดินขยายใหญ่ออก ร่างเพชฌฆาตร่วงหล่นลงไป โดยไม่มีใครช่วยเอาไว้ได้ทัน เห็นลานประหารถูกแบ่งแยกออกเป็นร่องกว้าง
ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ สิ่งปลูกสร้างรอบลานถูกหอบปลิวขึ้นสู่อากาศ คนสั่งประหารเองเสียหลัก พลัดตกลงจากที่นั่ง ล้มกลิ้งไปกับพื้น
กาหลงถูกลมแรงพัดกระเด็นไปจนสุดขอบลาน ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องคำราม ราวกับฟ้าเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา
“ประหารน้องเถิด ตัดหัวน้องแล้วเอาเลือดมาล้างบาทเสียให้สมพระทัย”
หล่อนยังมีแก่ใจร่ำร้องให้ชายผู้เป็นประธาน สังหารตนเสียให้ตาย แม้ในขณะนั้นตัวเองก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่ ชายผู้ถูกท้าทายเกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า จนลืมนึกถึงสิ่งใด เขาคว้าดาบขึ้นมาจากพื้น พยายามกระ
“กูจักส่งวิญญาณมืงไปให้ชายชู้ของมืงบัดเดี๋ยวนี้ นางหญิงทรยศ”
(มีต่อ)