คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
เป็นเรื่องปกติค่ะ จิตใจคนเราชอบไปอยู่กับสิ่งที่ให้ความสุข อย่าไปโยงเป็นเรื่องปัญหาทางจิตหรือโรคซึมเศร้าเลย ถ้าไม่ได้ซึมเศร้ามากหรือวิกลจริตก็ไม่ต้องไปพบจิตแพทย์ด้วยค่ะ เพราะหากโชคร้ายเจอแพทย์ที่ไม่มีจรรยาบรรณ ก็อาจจะได้ยานอนหลับหรือยาเกี่ยวกับจิตเวชอื่นๆมากินทั้งๆที่ไม่มีโรคทางจิตเวชใดๆเลย ยาพวกนี้กินไปแล้วเลิกยากมาก แค่ลดปริมาณลงก็ส่งผลกระทบกับการนอนและสภาพจิตใจในระดับที่ควบคุมยาก หลายคนจึงต้องกินต่อเนื่องไปตลอด
แต่ก่อนเราเป็นนักจินตนาการตัวยงเลย ทำแล้วมันมีความสุข อยากจะนั่งรถเมล์รถไฟนานๆ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับจินตนาการที่สร้างขึ้น ก่อนนอนก็ชอบจินตนาการจนเคลิ้มสุขแล้วหลับไป เป็นตั้งแต่ม.ต้นจนอายุประมาณ 30 ปี ก็ได้เริ่มฟังธรรมะและรู้ว่าพลาดอะไรไป
รู้ว่าการเพลินอยู่กับจินตนาการให้ความสุขก็จริง แต่พอสุขก็จะเฝ้าวนเวียนคิดเพื่อจะได้สุขอีกเรื่อยๆ แน่นอนการจินตนาการไม่ใช่เรื่องผิดเลย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยซ้ำ แต่จริงๆแล้วนั้นเรากำลังเบียดเบียนตัวเองอยู่ เพราะการที่ปล่อยให้จิตใจล่องลอยบ่อยๆและนานๆขนาดนั้น จะทำให้เราไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ได้เรียนรู้กายและใจในปัจจุบัน
ก็จะเห็นว่าผู้ไม่มีสติและสมาธิจดจ่ออยู่กับปัจจุบันนั้น จะเป็นคนประมาท ในการที่จะคิดจะทำในเรื่องที่มีคุณค่ามากกว่านั้น ชีวิตคนเราสั้น ส่วนใหญ่ก็อยู่กันไม่ถึง 100 ปี ก็หมดอายุขัยแล้ว หากรวบรวมเวลาในชีวิตนี้ทั้งหมดที่เราไปเพลินอยู่กับความคิด และจินตนาการเราจะพบว่าเราอยู่กับปัจจุบันไม่ถึง 10-20% เลยด้วยซ้ำ พอถึงวัยใกล้ฝั่งก็จะเริ่มรู้สึกเสียดายเวลาที่ไปเพลินอยู่กับความคิดเสียค่อนชีวิต
นอกจากนั้นผู้ที่ไม่ค่อยมีสติก็จะไม่เท่าทันอารมณ์และความคิดทั้งหลาย ทำให้บางคนขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ขี้อิจฉา ขี้น้อยใจ ขี้อาฆาตพยาบาท ขี้กังวล ขี้กลัว ฯลฯ ทำให้คิดว่าเป็นนิสัยเฉพาะตัว แต่จริงๆแล้วอารมณ์และความคิดเป็นสิ่งที่จรเข้ามา พอเราไม่รู้เท่ารู้ทันเราก็ไปปรุงแต่งเพิ่มเติม ทำให้กลายเป็นคิดว่าเราหรือเขาเป็นคนเช่นนั้น แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งจร นิสัยต่างๆจึงแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่
ไม่นานมานี้ฟังธรรมะเรื่องนึง รู้สึกชอบมากเลยอยากจะแบ่งปัน แต่จะใส่ไว้ในสปอยล์นะคะ จะได้ไม่รบกวนสายตาสำหรับผู้ที่ไม่สนใจทางนี้ และอีกอย่างก็เขียนยาวมากแล้วด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้>> หากเรามีกล้องถ่ายรูปคุณภาพดีๆซักตัว แล้วเราไปถ่ายรูปน้ำตกมา ในรูปถ่ายใบนี้เราสามารถเห็นน้ำตกได้คมชัดมาก แต่คำถามคือน้ำตกในรูปถ่ายมันจริงหรือไม่
คำตอบคือ ส่วนที่จริงก็มี แต่ส่วนที่ไม่จริงมีเยอะกว่า แล้วส่วนที่ไม่จริงมีอะไรบ้าง :
น้ำตกในรูปดูเล็ก เป็นภาพนิ่ง เป็นผืนเดียว แต่น้ำตกในธรรมชาติจริงๆแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น มวลน้ำในความเป็นจริงมาจากน้ำหยดเล็กๆรวมตัวกัน เมื่อมากขึ้นก็ไหลไปรวมกับสายน้ำอื่นๆ แล้วไหลลงสู่ที่ต่ำ
และน้ำตกจริงๆนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่เปียก ตกลงมามีเสียงซ่าเสียงกระทบ และเมื่อกระทบกับน้ำกับหินก็แตกเป็นฝอยเป็นละออง นอกจากนั้นน้ำตกยังมีสีที่แปรเปลี่ยนไป ใสบ้าง ขุ่นบ้าง มีอุณหภูมิ มีการระเหยกลับขึ้นไปในอากาศด้วย
..................
สรุป
เมื่อเรามองตัวเองหรือใครว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มันก็เหมือนกับถ่ายรูป ทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาดูเป็นของนิ่ง แล้วสิ่งที่เห็นอย่างนี้มันจริงหรือเปล่า คือมันก็มีบางส่วนที่ใช่
แต่น้ำตกอย่างนั้น คนเราก็อย่างนั้น มันล้วนเปลี่ยนแปลงปรวนแปรอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่ เราก็ไม่ใช่ คนอื่นก็ไม่ใช่
การสร้างภาพพจน์ว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ คนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตเขาชีวิตเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ก็เป็นการไปสำคัญมั่นหมายในเรื่องไม่จริงไป
พระท่านให้มองสิ่งต่างๆเป็นสังขาร เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คนที่ทำไม่ดี มันก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เราก็มาดูที่ตัวเราว่าจะให้ไม่เกิดขึ้นกับเราได้ยังไง มีวิธีป้องกันไหม
ให้มองว่าคนเราเป็นภาชนะ สิ่งดีที่เกิดขึ้นกับใครมันก็เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน ทำนองเดียวกันกับสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเราก็สามารถเกิดขึ้นกับเขาได้
ให้เปรียบที่ไม่เป็นโทษแต่ให้เป็นประโยชน์
เอามุมมองว่าเราว่าเขาออกไป มองให้เป็นธรรมะ ไม่ปรารภตน ไม่ปรารภผู้อื่น เป็นเรื่องจริงเรื่องจัง มันเป็นสมมุติเฉยๆ
ที่ฟังมาเห็นว่ามีประโยชน์กับตัวเองมาก ก็เผื่อใครจะได้ประโยชน์ด้วยบ้างเลยนำมาแชร์ค่ะ
แต่ก่อนเราเป็นนักจินตนาการตัวยงเลย ทำแล้วมันมีความสุข อยากจะนั่งรถเมล์รถไฟนานๆ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับจินตนาการที่สร้างขึ้น ก่อนนอนก็ชอบจินตนาการจนเคลิ้มสุขแล้วหลับไป เป็นตั้งแต่ม.ต้นจนอายุประมาณ 30 ปี ก็ได้เริ่มฟังธรรมะและรู้ว่าพลาดอะไรไป
รู้ว่าการเพลินอยู่กับจินตนาการให้ความสุขก็จริง แต่พอสุขก็จะเฝ้าวนเวียนคิดเพื่อจะได้สุขอีกเรื่อยๆ แน่นอนการจินตนาการไม่ใช่เรื่องผิดเลย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยซ้ำ แต่จริงๆแล้วนั้นเรากำลังเบียดเบียนตัวเองอยู่ เพราะการที่ปล่อยให้จิตใจล่องลอยบ่อยๆและนานๆขนาดนั้น จะทำให้เราไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ได้เรียนรู้กายและใจในปัจจุบัน
ก็จะเห็นว่าผู้ไม่มีสติและสมาธิจดจ่ออยู่กับปัจจุบันนั้น จะเป็นคนประมาท ในการที่จะคิดจะทำในเรื่องที่มีคุณค่ามากกว่านั้น ชีวิตคนเราสั้น ส่วนใหญ่ก็อยู่กันไม่ถึง 100 ปี ก็หมดอายุขัยแล้ว หากรวบรวมเวลาในชีวิตนี้ทั้งหมดที่เราไปเพลินอยู่กับความคิด และจินตนาการเราจะพบว่าเราอยู่กับปัจจุบันไม่ถึง 10-20% เลยด้วยซ้ำ พอถึงวัยใกล้ฝั่งก็จะเริ่มรู้สึกเสียดายเวลาที่ไปเพลินอยู่กับความคิดเสียค่อนชีวิต
นอกจากนั้นผู้ที่ไม่ค่อยมีสติก็จะไม่เท่าทันอารมณ์และความคิดทั้งหลาย ทำให้บางคนขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ขี้อิจฉา ขี้น้อยใจ ขี้อาฆาตพยาบาท ขี้กังวล ขี้กลัว ฯลฯ ทำให้คิดว่าเป็นนิสัยเฉพาะตัว แต่จริงๆแล้วอารมณ์และความคิดเป็นสิ่งที่จรเข้ามา พอเราไม่รู้เท่ารู้ทันเราก็ไปปรุงแต่งเพิ่มเติม ทำให้กลายเป็นคิดว่าเราหรือเขาเป็นคนเช่นนั้น แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งจร นิสัยต่างๆจึงแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่
ไม่นานมานี้ฟังธรรมะเรื่องนึง รู้สึกชอบมากเลยอยากจะแบ่งปัน แต่จะใส่ไว้ในสปอยล์นะคะ จะได้ไม่รบกวนสายตาสำหรับผู้ที่ไม่สนใจทางนี้ และอีกอย่างก็เขียนยาวมากแล้วด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้>> หากเรามีกล้องถ่ายรูปคุณภาพดีๆซักตัว แล้วเราไปถ่ายรูปน้ำตกมา ในรูปถ่ายใบนี้เราสามารถเห็นน้ำตกได้คมชัดมาก แต่คำถามคือน้ำตกในรูปถ่ายมันจริงหรือไม่
คำตอบคือ ส่วนที่จริงก็มี แต่ส่วนที่ไม่จริงมีเยอะกว่า แล้วส่วนที่ไม่จริงมีอะไรบ้าง :
น้ำตกในรูปดูเล็ก เป็นภาพนิ่ง เป็นผืนเดียว แต่น้ำตกในธรรมชาติจริงๆแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น มวลน้ำในความเป็นจริงมาจากน้ำหยดเล็กๆรวมตัวกัน เมื่อมากขึ้นก็ไหลไปรวมกับสายน้ำอื่นๆ แล้วไหลลงสู่ที่ต่ำ
และน้ำตกจริงๆนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่เปียก ตกลงมามีเสียงซ่าเสียงกระทบ และเมื่อกระทบกับน้ำกับหินก็แตกเป็นฝอยเป็นละออง นอกจากนั้นน้ำตกยังมีสีที่แปรเปลี่ยนไป ใสบ้าง ขุ่นบ้าง มีอุณหภูมิ มีการระเหยกลับขึ้นไปในอากาศด้วย
..................
สรุป
เมื่อเรามองตัวเองหรือใครว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มันก็เหมือนกับถ่ายรูป ทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาดูเป็นของนิ่ง แล้วสิ่งที่เห็นอย่างนี้มันจริงหรือเปล่า คือมันก็มีบางส่วนที่ใช่
แต่น้ำตกอย่างนั้น คนเราก็อย่างนั้น มันล้วนเปลี่ยนแปลงปรวนแปรอยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่ เราก็ไม่ใช่ คนอื่นก็ไม่ใช่
การสร้างภาพพจน์ว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ คนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตเขาชีวิตเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ก็เป็นการไปสำคัญมั่นหมายในเรื่องไม่จริงไป
พระท่านให้มองสิ่งต่างๆเป็นสังขาร เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คนที่ทำไม่ดี มันก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เราก็มาดูที่ตัวเราว่าจะให้ไม่เกิดขึ้นกับเราได้ยังไง มีวิธีป้องกันไหม
ให้มองว่าคนเราเป็นภาชนะ สิ่งดีที่เกิดขึ้นกับใครมันก็เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็เกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน ทำนองเดียวกันกับสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเราก็สามารถเกิดขึ้นกับเขาได้
ให้เปรียบที่ไม่เป็นโทษแต่ให้เป็นประโยชน์
เอามุมมองว่าเราว่าเขาออกไป มองให้เป็นธรรมะ ไม่ปรารภตน ไม่ปรารภผู้อื่น เป็นเรื่องจริงเรื่องจัง มันเป็นสมมุติเฉยๆ
ที่ฟังมาเห็นว่ามีประโยชน์กับตัวเองมาก ก็เผื่อใครจะได้ประโยชน์ด้วยบ้างเลยนำมาแชร์ค่ะ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ใครนอนไม่หลับบ้าง ขอสอบถามหรือขอความเห็นหน่อยค่ะ