JJNY : นักลงทุนหอบเงินทำคลังสินค้า-โลจิสติกส์ในเวียดนาม│คาดสิ้นปีงบ’65หนี้สาธารณะ62.69%│จี้คุมนทท.ต่างชาติ│ฝุ่นเกิน2จุด

นักลงทุนหอบเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ทำคลังสินค้า-โลจิสติกส์ ในเวียดนาม
https://www.bangkokbiznews.com/news/975557

ผอ.สคต.เวียดนาม เผย ธุรกิจคลังสินค้าขยายตัวรวดเร็วจากอีคอมเมิร์ซ และแต้มต่อจาก CPTPP- RCEP เผย 2ปี ดึงนักลงทุนต่างชาติหอบเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ สร้างคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ดันเวียดนามเป็นศูนย์กลางของคลังสินค้าด้านการขนส่งของโลก

นางสุภาพร สุขมาก  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม (ผอ.สคต.)เปิดเผยว่า  การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการคลังสินค้าในเวียดนามเพิ่มขึ้น ข้อมูลตามผู้ประกอบการในด้านคลังสินค้า  โดยบริษัท BW Industrial Development JSC ระบุว่า แม้จะมีผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  แต่เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบริการคลังสินค้า เนื่องจากเวียดนามมีความได้เปรียบของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และแรงงานที่มีทักษะ ในขณะที่การแพร่ระบาดของ โควิด-19  ทำให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
 
ในขณะที่ความต้องการ คลังสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากเวียดนามมีแรงงานจำนวนมากและค่าแรงที่ต่ำกว่า รวมทั้ง เวียดนามกำลังเริ่มปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าที่เวียดนามมีกับตลาดต่างๆ อาทิเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) ความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม – สหภาพยุโรป (EVFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
 
การเติบโตของอีคอมเมิร์ซจะทำให้ความต้องการคลังสินค้าในเวียดนามเพิ่มขึ้น ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและคิดเป็น เพียง 5.5%  ของยอดค้าปลีก ทั้งหมด นอกจากนี้ คลังสินค้าที่มี หลายชั้นและทันสมัยกำลังจะเปิดตัว เร็วขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ บริเวณรอบกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ที่ดินมีราคาสูงและขาดแคลน โดยเวียดนามได้รับผลประโยชน์หลักจากการจัดสรรกิจกรรมการผลิตและ ซัพพลายเชนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศักยภาพการเติบโตอย่างมากของอีคอมเมิร์ซและการไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสู่เวียดนามสูง ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความต้องการคลังสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเครือข่ายการขนส่ง ที่แออัดและวัตถุดิบที่มากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนสินค้าคงคลัง
 
นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2564 บริษัทได้เห็นการสอบถามการเช่าเพิ่มขึ้นสามเท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 และบริษัทเพิ่งได้เซ็นสัญญากับ บริษัท J&Tซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์และจัดส่งสินค้า เพื่อสร้างคลังสินค้าขนาด 5 เฮคเตอร์ในนครโฮจิมินห์ ขณะที่ บริษัท Wanek Furniture ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานของ Ashley Furniture ที่เป็นผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ได้เช่าพื้นที่ขนาด 4 เฮคเตอร์ของบริษัท BW Industrial Development JSC ในจังหวัดบิ่นเยือง การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการคลังสินค้าที่จะคิดกลยุทธ์ใหม่สำหรับสินค้าคงคลัง การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ของอุตสาหกรรมการขนส่งทั่วโลกทำให้การขนส่ง สินค้าเกิดการชะงักงันเป็นเวลานาน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เพิ่มความต้องการคลังสินค้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
  
นางสุภาพร กล่าวว่า การเติบโตอีคอมเมิร์ซ ทำให้มีความต้องการเช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 คาดการณ์ว่าในอนาคตความต้องการคลังสินค้าจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจาก ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของจากการแพร่ระบาดของโควิด-19   ด้วยศักยภาพของตลาดดังกล่าว ธุรกิจประเภทนี้กำลังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนจำนวนมากยังพิจารณาว่า คลังสินค้าเป็นทางเลือกการลงทุนแทนอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมในตลาดเวียดนาม ทำให้ธุรกิจคลังสินค้าใน เวียดนามมีโอกาสเติบโตได้ดี
 
 ตามข้อมูลของบริษัท Jones Lang LaSalle Vietnam Co., Ltd ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีการลงทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในระบบ โลจิสติกส์และคลังสินค้า แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานทำให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางของคลังสินค้าด้านการขนส่งของโลก ไม่ใช่แค่สำหรับการขนส่งภายในประเทศเวียดนามเท่านั้น นอกจากนี้ ตาม DECREE No 163/ND-CP ลงวันที่ 20 ก.พ. 2564 เวียดนามเปิดให้บริษัทต่างชาติสามารถจัดตั้ง คลังสินค้า จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการไทยในการลงทุนหรือร่วมทุนกับบริษัท เวียดนามในการจัดคลังสินค้าเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว
 
 

 
“สบน.” คาด สิ้นปีงบ’65 สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 62.69% ต่อจีดีพี
https://www.matichon.co.th/economy/news_3075598

“สบน.” คาด สิ้นปีงบ’65 สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 62.69% ต่อจีดีพี
 
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า คาดว่าณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 62.69% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) จากปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 58.76% ของจีดีพี คิดเป็นมูลหนี้ 9.46 ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินกรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ 70% แม้จะรวมหนี้จากแผนก่อบริหารหนี้สาธารณะปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 1.34 ล้านล้านบาทแล้ว อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ เป็น 70% ต่อจีดีพี เพื่อเปิดช่องว่างให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มหากมีความจำเป็น ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้อีกประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท
 
นางแพตริเซีย กล่าวว่า ส่วนการปรับกรอบเพดานหนี้สาธารณะนั้น กฎหมายได้กำหนดให้มีการทบทวนทุกๆ 3 ปี ซึ่งมี 2 เงื่อนไข คือ ถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 รายได้ประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งรัฐบาลไม่มีความต้องการใช้เงินเพิ่ม ก็สามารถลดกรอบกลับมาอยู่ที่ 60% ของจีดีพีได้ ส่วนถ้าสถานการณ์โควิด-19 ยังลากยาว หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้ในการลงทุนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็ยังสามารถคงกรอบเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ 70% ได้ เพื่อให้มีความคล่องตัว
 
นางแพตริเซีย กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2565 คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติกรอบแผนบริหารหนี้สาธารณะไว้แล้ว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.แผนก่อหนี้ใหม่ ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ วงเงิน 1.34 ล้านล้านบาท โดยเป็นหนี้ของรัฐบาลโดยตรง จำนวน 1.2 ล้านล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 1.4 แสนล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ 350 ล้านบาท 2.แผนบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ของรัฐบาลประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 1.3 แสนล้านบาท และ3.แผนชำระหนี้ทั้งหมด 3.39 แสนล้านบาท เป็นแผนหนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ประมาณ 297,631 ล้านบาท แผนชำระหนี้จากแหล่งอื่นๆ จำนวน 4.1 หมื่นล้านบาท
 


หวั่นโควิดระบาดรอบใหม่จี้รัฐคุมนักท่องเที่ยวต่างชาติสกัดโอไมครอน
https://www.tnnthailand.com/news/wealth/98625/

เอกชนหวั่นโควิดระบาดรอบใหม่ จี้รัฐคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้มงวด พร้อมเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 2 - เข็ม 3ให้ประชาชนในประเทศ ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.ปรับขึ้นที่ระดับ 85.4 ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 หลังรัฐผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับการกลับมาระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ขอให้ภาครัฐเตรียมมาตรการรองรับหากมีการระบาดรอบใหม่ตลอดจนออกมาตรการตรวจสอบคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

1. เร่งฉีดวัคซีนเข็ม 2 ให้เร็วที่สุด รวมถึงการฉีดเข็ม 3 (Booster) ที่มี ความสามารถในการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ตลอดจนเข้มงวดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดระลอกใหม่ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนได้รับ ทราบถึงแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่
 
2. เร่งจัดหาและนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

3. ขอให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ พยุงราคาพลังงาน,ตรึงราคาค่าไฟฟ้า (FT) และลดค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า,น้ำประปา)
  
4. เร่งออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้มาตรการควบคุมโรค ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ
  
5. สนับสนุนสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น
 
สำหรับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2564 อยู่ที่ระดับ 85.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 82.1 ในเดือนตุลาคม 2564 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง
 
ขณะที่การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการปรับลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยกเลิกมาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิวส์) ตลอดจนอนุญาตให้สถานที่หรือกิจการบางประเภทสามารถเปิดดำเนินการได้ อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สถานเสริมความงาม สถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น
 
นอกจากนี้ภาครัฐยังได้กำหนดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ พังงา และภูเก็ต เพื่อรองรับการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พฤศ จิกายน 2564 จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
 
ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทยอยฟื้นตัว สะท้อนดัชนีฯ คำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกล กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและเครื่องใช้ในบ้าน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา เป็นต้น

ด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ จีน อาเซียน และอินเดีย ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศเริ่มมีทิศทางดีขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ปัญหาขาดแคลนตู้คอน เทนเนอร์และอัตราค่าระวางเรือสูง ขณะที่ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและการก่อสร้างยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง
 
จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,381 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2564 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 40.6 %
 
ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมัน 65.4 % , เศรษฐกิจในประเทศ 59.5 % , สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 58.0% , สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 50.2 % อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 43 % และสภาวะเศรษฐกิจโลก 45.1 %
 
สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 97.3 จากระดับ 95.0 ในเดือนตุลาคม 2564 โดยผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางดีขึ้นภายหลังจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา
 
ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป นอกจากนี้ภาคการส่งออกยังคงมีแนวโน้มขยายตัวตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่